เราเป็นใคร -ความคิด อุดมการณ์ของบัลวี
บัลวีเป็นที่รู้จักของสังคมไทยมามากกว่า
10 ปี ก่อนหน้านี้คนไทยได้รู้จักกับทัวร์ล้างพิษ และก่อนหน้าของก่อนหน้านั้นอีก
คนไทยได้รู้จักหนังสือชุดธรรมชาติบำบัดของสำนักพิมพ์รวมทรรศน์
ทั้งข้อเขียนอีกมากของนพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และพญ.ลลิตา
ธีระสิริ ตามนิตยสารต่างๆ
มาในระยะปัจจุบันคนไทยได้ฟังบรรยายจากแพทย์ของเราทั้งตามหน่วยราชการต่างๆที่เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่บ่อยครั้ง
บางคนไปร่วมฟังในงานบรรยายฟรีที่จัดโดยชมรมอยู่ร้อยปี-ชีวีเป็นสุขบ้าง
หรือในงานมหกรรมธรรมชาติบำบัดจัดโดยศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีร่วมกับสำนักพิมพ์รวมทรรศน์บ้าง
ทั้งได้ดูรายการโทรทัศน์ช่องต่างๆซึ่งมักจากเชิญแพทย์ของเราให้สัมภาษณ์เพื่อแจกจ่ายความรู้ธรรมชาติบำบัด
เพื่อสอนประชาชนให้ดูแลรักษาตนเองอยู่เสมอๆ
อีกจำนวนไม่น้อยทั้งที่เป็นแพทย์
พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือนักศึกษาเคยเข้ามาบัลวีโดยหน่วยราชการต้นสังกัด
จัดส่งมาเป็นทีมให้มาดูงานที่บัลวี
หลายคนก็เคยเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยที่คลินิกของบัลวี
บ้างก็เคยไปร่วมทัวร์สุขภาพ บ้างก็โทรศัพท์เข้ามาซักถามปัญหาสุขภาพกับแพทย์เราโดยตรง
ใน 3 ปีหลังนี้บัลวียังเพิ่มบริการข้อมูลข่าวสารสุขภาพทางเวปไซต์อีกด้วย
สิ่งเหล่านี้เป็นภาพต่อจิกซอร์ชิ้นเล็กๆที่ผู้คนร่วมสังคมได้พบเห็นกิจกรรมอันหลากหลายของธรรมชาติบำบัดในรูปแบบต่างๆ
หลายคนต้องการรู้จักบัลวีให้มากกว่านี้
อยากรู้จักภาพรวมทั้งหมดของบัลวี อยากทราบว่าเราเป็นใคร เราคิดอย่างไร
เราสร้างตัวมาอย่างไร และเราจะทำอะไรต่อไป
ต่อคำถามที่ว่า "เราเป็นใคร"
คำตอบสั้นๆก็คือ "เราเป็นสถาบันทางการแพทย์
ซึ่งเริ่มต้นจากคลินิกเอกชนเล็กๆ ที่อยากรักษาผู้ป่วยโดยใช้วิธีธรรมชาติ
หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น แต่กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติบอกเราว่า ตัวตนของเราเป็นผลพวงของสิ่งที่เรากิน
สิ่งที่เราคิด และสิ่งที่เราปฏิบัติ"
ดังนั้นการรักษาสุขภาพให้คนสมัยนี้ต้องดูแลอย่างองค์รวม
กล่าวคือ แพทย์ต้องลุกขึ้นมาจากโต๊ะตรวจ ไปมีส่วนร่วมในสังคมทั้งส่งเสริมสุขภาพ
ป้องกันโรค รักษาโรค และฟื้นฟูสุขภาพไปพร้อมกัน
เราตระหนักว่า การจะทำให้คนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้าได้
แพทย์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐหรือภาคเอกชนต้องสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ทำหน้าที่ในความเป็นแพทย์ของตน ดังพระราชโอวาทของสมเด็จพระราชบิดาที่ว่า
"ข้าพเจ้าไม่เพียงต้องการให้พวกเธอเป็นแพทย์ แต่ต้องการให้พวกเธอมีความเป็นมนุษย์"
ด้วยเหตุนี้แม้เราจะเป็นเพียงคลินิกเล็กๆ
ซึ่งไม่มีงบประมาณจากรัฐหรือมูลนิธิใดๆสนับสนุนทางการเงิน แต่เราก็เพียรพยายามแสดงบทบาทของตน
ทั้งตรวจรักษาผู้ป่วย ให้การศึกษาแก่ผู้ป่วยและครอบครัว ขณะเดียวกันก็จัดเจียดงบประมาณของเราเอง
เพื่อไปให้ความรู้แก่ผู้ร่วมสังคมด้านกว้างในทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง
พยายามให้ประชาชนพึ่งตัวเองได้ สร้างเสริมสุขภาพด้วย การกินอยู่อย่างไทย
จะได้ไม่ต้องป่วยเจ็บ และเมื่อป่วยเจ็บแล้ว ก็พึ่งตนเอง รักษาตนเองด้วยธรรมชาติบำบัดเป็นอันดับแรก
ต่อเมื่อเจ็บป่วยมากกว่านั้นจึงค่อยพึ่งพาอาศัยแพทย์ธรรมชาติบำบัดในท้ายที่สุด
สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ จะบอกถึงพัฒนาการของเราทั้งทางความคิด
จิตสำนึก และประสบการณ์ของเรา