บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 207: ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 17 มิถุนายน 2556 ::::: ทัวร์ล้างพิษตับอ่อน ก้าวตามบัลวีผู้นำแห่งการล้างพิษ ก้าวข้ามการอดเพื่อสุขภาพก้าวข้ามการล้างพิษตับ ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องถ่ายท้องให้เพลีย แต่กินเนื้อกินผักอิ่มอร่อย ลดอ้วน ลดไขมันเลือด รักษาเบาหวาน รักษาไขมันพอกตับ นำโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล พญ.ลลิตา ธีระสิริ วันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2556 สอบถามเพิ่มเติมสำรองที่นั่งโทร.02-615-8822 ต่อ 102 ::::: บัลวี ดิลิเวอรี มีบริการจัดส่งอาหารเพื่อสุขภาพต้านมะเร็ง รักษาเบาหวาน ลดน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษ หรือดูแลสุขภาพ แต่ไม่มีเวลา บริการจัดส่งถึงบ้าน หรือโรงพยาบาลของผู้ป่วย โทร.02-615-8822 ::::: คอร์สออกกำลังกายในน้ำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือผู้สนใจการออกกำลังกายในน้ำ ทุกวันเวลา 16.00 – 17.00 น. โทร.02-615-8822 ต่อ 133, 134 :::::
 
     
  กิจกรรมบริการสังคม

จะว่าไปแล้วบัลวีเป็นผลิตผลของสังคม มีผู้ก่อตั้งคือนพ.บรรจบ และพญ.ลลิตา ซึ่งเราทั้งสองคนจบมาจากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ในยุคแรกๆของการผลิตแพทย์อาจารย์หลายท่านมีโอกาสดูแลลูกศิษย์อย่างใกล้ชิด ได้ประสิทธิประสาททั้งความรู้ทางการแพทย์และปรัชญาการดูแลผู้ป่วยให้แก่เราหลายประการด้วยกัน ตัวอย่างเช่น:

ศ.นพ.อารี วัลยะเสวี คณบดีท่านแรกสอนลูกศิษย์ว่า "Treat the patient as a whole" แปลว่าการรักษาผู้ป่วยนั้นไม่ใช่เพียงรักษาที่ตัวโรค แต่ต้องดูแลผู้ป่วยทั้งองคาพยพ

ศ.นพ.เปรม บุรี ผู้ก่อตั้งวิชาเวชศาสตร์ชุมชนสอนลูกศิษย์ว่า "การเจ็บป่วยทั้งหลาย มีปัจจัยก่อโรคทางด้านชุมชนอยู่ด้วย การรักษาผู้ป่วย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องศึกษาสภาพของชุมชน และเข้าไปปรับสภาพเหล่านั้น"

ศ.พญ.มรว.จันทร์นิวัทธ์ เกษมสันต์ หัวหน้าภาควิชากุมารเวช สอนว่า "เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ รักษาเด็กต้องเรียนรู้ปัจจัยของตัวเด็กเอง และพ่อแม่ด้วย"
Prof. Joe D. Ray อาจารย์ที่ปรึกษาจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์สอนว่า "การเจ็บป่วยของคนไทย อยู่ในวัฏจักรของ

การจะรักษาความเจ็บป่วย ต้องเข้าไปปรับวงจรในชุมชน ให้ประชาชนมีการศึกษา รู้จักป้องกันโรค วางแผนครอบครัว มีการประกอบอาชีพที่ดีขึ้น สร้างฐานะทางเศรษฐกิจ แล้วความเจ็บป่วยจะค่อยๆลดลง"

รศ.พญ.จิรพรรณ มัธยมจันทร์ หัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา และผู้อำนวยการรพ.รามาธิบดี สอนลูกศิษย์ว่า "คนเราประกอบด้วยสองส่วน คือร่างกายและจิตใจ การรักษาแต่โรคทางกาย ก็เท่ากับรักษาได้เพียง 50% เท่านั้น รักษาผู้ป่วยต้องรักษาด้านจิตใจด้วย"

ในวงการแพทย์ฝ่ายบริหารยังมีแพทย์อาวุโสอีกมากที่เสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน เช่น อ.นพ.ชินโอสถ หัสบำเรออดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอให้กระทรวงดำเนิน "การแพทย์แบบองค์รวม" มาแต่ไหนแต่ไร อ.นพ.อมร นนทสุตตั้งระบบอสม.และผสส. อ.นพ.เฉก ธนะสิริลุกขึ้นมาประกาศว่า "คนเราอยู่ร้อยปีได้ ถ้ารู้จักกินอาหาร กินอากาศอย่างแรง(ออกกำลังกาย) และกินอากาศอย่างเบาๆ(อานาปานสติ)"

ศิลป์และศาสตร์ที่สอนการมองคนให้เป็นคน ที่ท่านอาจารย์และแพทย์อาวุโสเหล่านี้ถ่ายทอดกันมา ได้เกิดเป็นแนวคิดในการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วย และเมื่อบัลวีได้ก่อตั้งขึ้นมา ปรัชญาเหล่านี้ก็ได้ซึมแทรกอยู่ในกระบวนการรักษาและกิจกรรมด้านต่างๆของบัลวีนับแต่ต้นจนกระทั่งถึงบัดนี้ เราเชื่ออีกว่า "ตราบใดที่มนุษยชาติไม่อาจเป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่อยู่รอดในโลกใบเล็กแห่งนี้ ด้วยการอยู่อย่างเบียดเบียนสรรพชีวิตและสิ่งแวดล้อมร่วมโลก ตราบนั้นคนเราแต่ละคนก็ไม่อาจอยู่โดยลำพัง โดยขาดการช่วยเหลือเจือจานเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ หมอธรรมชาติบำบัดที่ดีของผู้ป่วย ต้องเป็นหมอที่ดีของสังคมไปด้วย พร้อมๆกัน"

บัลวีจึงให้ความสำคัญกับบทบาททางด้านสังคมโดยตลอด นอกจากเขียนบทความและจัดพิมพ์หนังสือธรรมชาติบำบัดแล้ว เรายังจัดกิจกรรมโดยสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นผู้คนร่วมสังคมให้รักษาสุขภาพ ได้แก่:

มหกรรมสุขภาพ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีมีโอกาสเป็นแกนนำในการประสานร่วมมือกับองค์กรสุขภาพอีกหลายองค์กร จัดมหกรรมสุขภาพขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2536 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วัตถุประสงค์เพื่อ รณรงค์ให้ประชาชนสนใจการกินอยู่อย่างไทยให้สุขภาพดี ลดละการบริโภคนิยม ลดละการ กินเนื้อสัตว์ ไขมัน นมเนยมากอย่างไม่จำกัดจำนวน แต่ให้หันมากินผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพดี มีแพทย์และวิทยากรให้การบรรยายและสอนแสดงความรู้สุขภาพตลอดงาน การจัดมหกรรมสุขภาพเปิดให้ประชาชนเข้าฟังได้ฟรีตลอดงาน 4 วัน กลุ่มผู้จัดมีรายได้เพียงจากการขายบู้ทให้สินค้าสุขภาพต่างๆที่คัดสรร มาออกร้านกัน รายได้ดังกล่าวนำกลับไปใช้จ่ายเป็นค่าสถานที่จัดงาน และการดำเนินงานต่างๆพอคุ้มทุน แต่ผลที่ได้อย่างคาดไม่ถึง คือการกระตุ้นให้ประชาชนสนใจปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและอาหารการกิน เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค งานดังกล่าวมีผู้รักสุขภาพสนใจไปร่วมงานอย่างคับคั่ง ประมาณกันว่า มีผู้เข้าร่วมงาน 10,000 กว่าคน มหกรรมสุขภาพได้จัดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองในปีถัดไป โดยมีผู้เข้าร่วมคับคั่งกว่าเดิม

ภายหลังเมื่อมีการก่อตั้งชมรมอยู่ร้อยปี- ชีวีเป็นสุข ซึ่งนพ.บรรจบได้ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของชมรมฯมาตลอด 8 ปี ชมรมอยู่ร้อยปีได้จัดงานมหกรรมสุขภาพขึ้นอีก 3 ปีต่อเนื่องกัน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของงานคือ การบรรยายความรู้ให้ฟังฟรี มีผู้เข้าร่วมงานอีกครั้งละประมาณ 10,000 คน

ลักษณะการจัดงานเช่นนี้ได้กลายเป็นแม่แบบของการจัดมหกรรมสุขภาพทั้งหน่วยงานของรัฐ และองค์กรปฏิรูปทางสุขภาพอีกหลายองค์ตั้งแต่นั้น จวบจนกระทั่งปัจจุบัน

ในระยะ 3 ปีหลัง มหกรรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีเสียใหม่ ให้กลายเป็นงานมหกรรมธรรมชาติบำบัดแบบ 1 วัน ซึ่งง่ายแก่การจัดงาน เพราะไม่ต้องเตรียมงานใหญ่ แต่สามารถจัดได้บ่อยขึ้นมาก คือจัดทุก 2 เดือน นับได้ปีละ 5-6 ครั้ง ทุกครั้งจะมีผู้เข้าฟัง 1,200-1,500 คน รวมแล้วมีผู้เข้าร่วมมหกรรมธรรมชาติบำบัดที่ศูนย์บัลวีจัดขึ้นประมาณ 8,000-10,000 คน/ปี เป็นการเข้าฟังฟรีทุกครั้ง และได้ความรู้ที่หลากหลาย ทั้งเนื้อหาสามารถพัฒนาจากการรณรงค์ทั่วไปเช่น เรื่องการกินอยู่อย่างไทย และการกินข้าวกล้อง มาเป็นเนื้อหาที่สอนให้คนรู้จักการล้างพิษด้วยตนเอง และการบำบัดโรคด้วยตนเองตามวิธีธรรมชาติบำบัด ตามหัวข้อบรรยาย เช่น:

- การล้างพิษ อดเพื่อสุขภาพเพื่อลดน้ำหนัก รักษาไขมันเลือดสูง
- อุจจาระส่องสุขภาพ สวนล้างลำไส้ให้ถูกวิธี บำบัดโรคด้วยตนเอง
- กินเนื้อ กินผัก รักษาเบาหวาน
- ชี่กง สร้างเสริมสุขภาพ
- พลังสมาธิ และสวดมนต์บำบัดโรค
- เรื่องสิว และผิวพรรณ ผุดผ่องอ่อนเยาว์ด้วยวิธีธรรมชาติ
- วิตามิน กินแทนยาให้สมเหตุผล
- ฯลฯ

มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งหลังๆ บัลวียังได้ยกทีมแพทย์ไปให้การปรึกษาโรคฟรี แก่ผู้สนใจเป็นรายบุคคลอีกด้วย

   
Page [1]