เมื่อเราถูกความเย็นระยะแรก
เส้นเลือดผิวกายหดตัว ผิวหนังซีด ขนลุก รู้สึกหนาว เจ็บสะท้าน ชีพจรเต้นเร็ว
แต่เมื่อออกจากความเย็นระยะหนึ่ง จะเกิดปฎิกริยาตรงกันข้ามคือ เส้นเลือดขยายตัว
ผิวหนังแดง หยุดขนลุก รู้สึกอุ่น และผ่อนคลายสบาย
เมื่อถูกความร้อนระยะแรก
เส้นเลือดขยายตัว ผิวแดง ชีพจรเต้นช้า เหงื่อออก ประสาทตื่นตัว กล้ามเนื้อกระฉับกระเฉง
แต่เมื่อถูกความร้อนนานๆ ระยะหนึ่ง จะเกิดผลคือ เส้นเลือดที่ขยายตัว
จะขยายต่อไปจนเกิดอาการคั่งเลือด ชีพจรเต้นเร็ว เหงื่อไม่ออก เกิดกระวนกระวาย
ประสาทอ่อนล้า ง่วงนอน ซึมเศร้า กล้ามเนื้อปวกเปียก อ่อนล้า และเงื่องหงอย
เราสามารถประยุกต์วารีบำบัดในชีวิตประจำวันได้คือ
ถ้าจะอาบน้ำเพื่อความสดชื่น ให้ความเย็นแทนที่จะอาบน้ำร้อน เพราะถ้าอาบน้ำร้อนหรือแช่น้ำร้อนนานๆ
จะมีผลทำให้เลือดคั่ง ประสาทอ่อนล้า กระวนกระวาย และง่วงเหงาซึมเซา
ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องของการถูกความร้อนนานๆ แต่อาบน้ำเย็นจะมีผลสืบเนื่องทำให้อบอุ่น
สดชื่น และสบายตัว การอาบน้ำร้อนควรทำกรณีเดียวคือ เมื่ออาบน้ำแล้วเข้านอน
เพราะผลของความร้อนจะทำให้นอนหลับ
ขณะเดียวกันการอบสมุนไพร
หรืออบซาวน่า ซึ่งปัจจุบันเป็นสิ่งที่หาปฏิบัติได้ไม่ยากนัก ที่ถูกหลักจะต้องใช้การอบร้อนสลับเย็น
เช่น อบซาวน่าให้อบร้อน 3 นาที แล้วลงบ่อในน้ำเย็น หรือรดน้ำฝักบัวน้ำเย็นสัก
2 นาที สลับกัน 3 รอบ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นการปรับสมดุลของอวัยวะภายในใหม่
ช่วยให้หัวใจ ปอด ตับ ไต ต่อมฮอร์โมน และภูมิต้านทานทำงานเป็นปกติ
การอบร้อนสลับเย็นยังมีผลช่วยลดความอ้วนในทางอ้อม เพราะสาเหตุของความอ้วนมีปัจจัยหนึ่งคือ
ระบบฮอร์โมนชนิดเสริมสร้าง ( Anabolic hormone) และฮอร์โมนชนิดสลาย
( Catabolic hormone) ทำงานไม่ได้สมดุลกัน เมื่ออบซาวน่าจะช่วยให้ฮอร์โมนทั้ง
2 กลุ่มนี้ปรับตัวทำงานเสียใหม่
การอบซาวน่าและสมุนไพรที่ถูกวิธีต้องอบร้อนสลับเย็นเสมอ
โดยอบร้อน 2 นาที สลับเย็น 1 นาที จำนวน 3 รอบ ส่วนอบสมุนไพร 10 นาที
อาบน้ำเย็นแล้วอบใหม่ 3 รอบเช่นเดียวกัน การอบร้อนอย่างเดียวเป็นเวลานาน
ๆ เป็นอันตรายต่อร่างกายทำให้หน้ามืด เป็นลม หัวใจขาดเลือด
ประสบการณ์ในการรักษา
ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีในการทำวารีบำบัด
มีประโยชน์มากในการเสริมภูมิต้านทานและปรับภูมิต้านทาน เช่นภูมิแพ้
หอบหืด ภูมิต้านทานไวเกิน เช่น SLE รูมาตอยด์ และมีประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมรักษาผู้ป่วยมะเร็ง
นอกจากนี้ประโยชน์ของการออกกำลังกายในน้ำหรือ
ไฮโดรแอโรบิค จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ปวดข้อ ปวดเข่า เพราะเมื่ออยู่ในน้ำจะมีแรงพยุงตัวทำให้น้ำหนักตัวลดลงประมาณ
30% ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
จะใช้การฝังเข็มประกอบการเดินในน้ำ สตรีมีครรภ์ก็จะคลอดได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ควรปฏิบัติร่วมกับวิธีการอื่น
ๆ เช่น การฝังเข็ม การอดเพื่อสุขภาพ การฝึกจิตลดความเครียด การฝึกโยคะ
ชี่กง แล้วแต่กรณี