เหตุฉะนี้แม้การฝึกไท้เก็กจะมิใช่ใช้เพื่อการต่อสู้เอาชีวิตกันเหมือนสมัยก่อน
แต่ผลของไท้เก็กย่อมทำให้ผู้ฝึกได้ความแข็งแรงของร่างกายทั้งภายนอกภายในดังว่า
ได้ฝึกจิตให้สงบ แถมด้วยการสามารถนำเอาหลักปรัชญาการต่อสู้ในกระบวนท่าของไท้เก็กไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้ด้วย
เหล่านี้คือทวิลักษณะ
หรือความเป็นวิภาษวิธีในไท้เก็ก มันคือหลักหยินหยาง แก่นแท้แห่งเต๋า
นับแต่ต้นจนจบกระบวนความดังคำกล่าวที่ว่า "เต๋าให้กำเนิดแก่หนึ่ง
จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม จากสามเป็นสามเป็นสรรพสิ่งในจักรวาล
จักรวาลที่ถูกสร้างสรรค์

ประกอบด้วยหยางอยู่ด้านหน้า
หยินอยู่ด้านหลัง สิ่งหนึ่งขาว สิ่งหนึ่งดำ สิ่งหนึ่งบวก สิ่งหนึ่งลบ
ทั้งสองสิ่งผสมผสานกัน จนกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว" ไท้เก็กเมื่อแตกเป็นกระบวนท่าต่าง
ๆ ที่ร่ายรำไปเหมือนไม่สิ้นสุด และเดินลมปราณร่วมไปด้วยแล้ว ก็จะเกิดการรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างกายกับจิต
เกิดเป็นสมาธิ เกิดเป็นความสงบ เกิดเป็นความรู้แจ้ง และเกิดการบรรลุไปสู่เต๋าในท้ายสุด
กล่าวในด้านร่างกาย การปฏิบัติไท้เก็กสม่ำเสมอทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
ข้อต่อเคลื่อนไหวไม่ติดขัด กระดูกแข็งแรง ระบบย่อยอาหารและทางเดินหายใจดี
ทำให้หัวใจและการหมุนเวียนเลือดสะดวก ทั้งจิตใจแจ่มใส มีสมาธิ ช่วยขัดเกลากิเลสได้อีกทางหนึ่ง
ได้มีการวิจัยในสหรัฐฯ เพื่อดูว่าการรำไท้เก็กจะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
หรือแอแนโรบิกกันแน่ แต่ผู้รำกำหนดลมปราณไปด้วย อันเป็นหลักวิธีที่ถูกต้องของไท้เก็ก
ปรากฏว่าเมื่อครบเวลาดังกล่าว อัตราเต้นของหัวใจเข้าสู่ภาวะแอโรบิกอย่างชัดเจน
ถือกันว่าปรมาจารย์ของไท้เก็ก
คือจางซานฟง เมื่อ 800 ปีที่แล้ว อีกหลักฐานหนึ่งชี้ว่าสืบทอดจากวิชายุทธของตระกูลเฉินในมณฑลเหอหนานประมาณราชวงศ์หมิง
แพร่ไปในสมัยกบฏนักมวยเมื่อราษฎรจีนลุกขึ้นต่อสู้กับชาติตะวันตก แล้วแตกแขนงเป็นไท้เก็กถึง
5 สาขา เมื่อจีนเปลี่ยนการปกครองจึงแพร่หลายไปทั่วประเทศ