ดื่มนมวัวแล้วโง่
เป็นไปได้ยังไง!!? หลายคนอาจจะตกใจกับข้อความนี้ เพราะมันช่างผิดกับภาพฝันที่ถูกบอกต่อกันมาโดยสารพัดหน่วยงาน
แม้แต่หน่วยงานของรัฐก็ยังพยายามออกมาส่งเสริมให้เด็กไทยดื่มนมวัวมากขึ้นทำให้เราศรัทธาได้ว่า
ดื่มนมวัวน่าจะมีแต่ผลดีต่อสุขภาพแน่นอน
แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
เพราะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ออกมาบ่งชี้ถึงผลเสียของนมวัวมากขึ้นและมากขึ้น
แต่ด้วยความคิดที่นมวัวได้กลายเป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว
ไม่สามารถแตะต้องได้ ปฏิกิริยาหลังการได้ยินใครพูดถึงผลเสียของนมวัวยังกับว่าจะเป็นบาปกันอย่างนั้นแหละ
ผู้คนส่วนใหญ่พอได้ยินข้อมูลเรื่องผลเสียของนมวัวจึงรีบปิดหูปิดตาตนเองเสียว่าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังมา
ทั้งๆ ที่รู้ว่าความจริงก็ยังคงอยู่ตรงหน้านั้น ไม่ได้หายไปไหน
คนฉลาดกับคนธรรมดาล้วนมีศรัทธาต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เหมือนกัน
แต่คนฉลาดต่างกับคนทั่วไปเพราะก่อนที่เขาจะเลือกศรัทธากับอะไร
ล้วนต้องมีปัญญามากำกับ แทนที่จะรีบปิดรับข้อมูล เราลองมาใช้ปัญญาสำรวจดูความจริงสีดำของเจ้าน้ำนมสีขาวที่คนไม่ค่อยกล้าพูดถึงกันหน่อยดีไหม
ถ้าใครได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการให้เด็กทารกดื่มนมวัวในแคนาดา
จะพบปรากฏการณ์หนึ่งที่หน้าสนใจ นั่นคือ สมาคมผู้บริโภคของแคนาดาได้รณรงค์และผลักดันให้บังคับใช้กฎหมาย
ห้ามบริษัทนมวัวที่นั่นโฆษณาว่า "ดื่มนมวัวสูตรพิเศษของบริษัทเราแล้วเด็กจะฉลาดขึ้น"
ที่องค์กรผู้บริโภคต้องออกมาผลักดันเรื่องดังกล่าวเนื่องจากพบว่า
นอกจากโฆษณาดังกล่าวจะไม่เป็นความจริงแล้ว ยังมีงานวิจัยที่พบอีกว่าเด็กที่ดื่มนมวัวแทนการกินนมแม่จะทำให้สมองไม่สามารถเจริญได้ดีเท่าเด็กที่มีโอกาสกินนมแม่
กล่าวสั้นๆ คือ "โง่กว่าที่ควรจะเป็น"
มีการค้นพบว่าสมองของเด็กที่เกิดออกมา
จะพัฒนาไปได้เพียง 30% เท่านั้น แล้วจะมาเจริญต่ออีกภายนอกโดยอาศัยหลายปัจจัย
ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือสารอาหารที่ได้เข้าไป ว่ากันตามสายวิวัฒนาการแล้ว
สมองของเด็กที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ก็เปรียบเสมือนสมองของลิง
เมื่อลิงเริ่มรู้จักกินปลาก็เริ่มได้สารอาหารใหม่ๆ เข้าไป
สารอาหารที่ว่าคือกรดไขมัน DHA (Omaga-3), ARA (Omega-6)
จะเข้าไปเป็น Precursor (สารตั้งต้น) และ Taurine(ทอรีน)
ซึ่งเป็น Neural growth factor(สารกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมอง)
ที่กระตุ้นให้เกิดวิวัฒนาการของสมองให้ฉลาดขึ้นจนทัดเทียมกับสมองคนอีกทีหนึ่ง
บริษัทนมวัวรู้ถึงจุดด้อยข้อนี้ดี
ในระยะแรกบริษัทนมวัวจึงพยายามชดเชยจุดด้อยดังกล่าวด้วยการเติม
Taurine ลงไปในนมวัว โดยหวังว่าจะทำให้เด็กที่ดื่มนมวัวมีพัฒนาการทางสมองเท่าเทียมกับเด็กที่ดื่มนมแม่
แต่จนแล้วจนรอด งานวิจัยก็ยังออกมายืนยันเหมือนเดิมว่า
การเติม Taurine ลงไปในนมวัวไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่
เพราะเด็กที่ดื่มนมแม่ยังมีค่าการพัฒนาการทางสมองมากกว่าเด็กที่ดื่มนมวัวถึง
3.5 แต้ม นั่นคือมีพัฒนาการต่อเนื่องเต็ม 70% ที่เหลือ
ในขณะที่เด็กที่ดื่มนมวัวสมองยังไม่ได้พัฒนาการไปจากสมองลิงเท่าไหร่
บริษัทนมวัวจึงพยายามมองต่อไปอีกว่า
ในนมแม่มี DHA และ ARA ในขณะที่นมวัวสูตรผสม Taurine ไม่มีเจ้าสาร
2 ตัวนี้ น่าจะเป็นคำอธิบายว่า ทำไมผลงานวิจัยจึงออกมาว่าเด็กที่กินนมแม่จึงยังคงมีพัฒนาการทางสมองดีกว่าเด็กที่ดื่มนมวัว
และเมื่อข้อมูลด้านนี้เริ่มเป็นที่รับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ
ในบรรดาประชาชนชาวแคนาดา เดือดร้อนไปถึงบริษัทนมวัวดังกล่าวเพราะกระทบยอดขาย
จึงมีความพยายามคิดสูตรนมใหม่เพื่อชดเชยจุดด้อยของนมวัว
ในเมื่อนมวัวไม่มี DHA ก็เลยเติม DHA ใส่ลงไปในนมวัวซะเลย
แทนที่จะพูดว่าเป็นการชดเชยจุดด้อยของนมวัว
ทางบริษัทนมวัวดังกล่าวกลับเอามาเป็นจุดขายซะ โดยเริ่มโหมโฆษณาว่า
นมวัวสูตรใหม่นี้ช่วยให้เด็กที่กินแล้วฉลาดกว่าเด็กอื่นแทน
(ทั้งที่จริงๆ แล้ว อย่างมากก็แค่ฉลาดทัดเทียมกับเด็กที่กินนมแม่)
หนำซ้ำ...จะว่าเป็นความโชคร้ายของเด็กรุ่นนั้นก็ได้ที่ในระยะแรก
บริษัทนมวัวได้ทำการเติมแต่ DHA ลงไปในนมวัวสูตรใหม่ แทนที่จะดี
กลับมีงานวิจัยออกมาว่า เด็กที่กินนมวัวสูตรนี้กลับมีพัฒนาการที่แย่กว่านมแม่อยู่ดี
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า
โดยธรรมชาติแล้ว ระบบตอบสนองทางเคมีนั้น จำเป็นจะต้องใช้ทั้ง
DHA และ ARA ในกระบวนการนั้นอย่างสมดุล ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งไป
กระบวนการทั้งหมดจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย การโฆษณาที่ว่า
ดื่มนมวัวสูตรเสริม DHA แล้วเด็กฉลาดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง
เพราะนอกจากจะไม่ฉลาดขึ้นกว่าเด็กปกติแล้วกลับโง่ลงกว่าศักยภาพที่เขาควรเป็น
บริษัทนมวัวดังกล่าวจึงพยายามปรับแก้เกมอีกหน
ด้วยการเติม ARA ลงไปในนมวัวอีกตัวหนึ่ง พร้อมกับสร้างแคมเปญใหม่เรื่อง
"นมวัวสูตรสมดุล" บอกว่าปรับปรุงใหม่ (แต่ไม่เคยมีแม้เสียงกระซิบบอกประชาชนคนทั่วไปเลยว่าทำไมต้องปรับสูตรใหม่)
แน่นอนว่าบริษัทนมอื่นๆ ก็เลยต้องมีการปรับสูตรนมวัวของตัวเองด้วยเช่นกัน
เพื่อให้นมวัวยังคงขายได้
จะเห็นว่ามีการเติมสารต่างๆ ลงไปเพื่อชดเชยข้อด้อยให้นมวัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ตั้งแต่นั้นมา สิ่งที่เรารับรู้กันทั่วไปก็คือ มีข่าวการเรียกเก็บนมล๊อตต่างๆ
ที่เด็กกินแล้วมีปัญหาถี่ขึ้น เดี๋ยวๆ ก็มีข่าวเรียกเก็บนมอีกยี่ห้อแล้ว
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเราแทบจะไม่เคยได้ยินปรากฏการเรียกเก็บนมวัวที่มีปัญหาเลย
สาเหตุหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือ แหล่งสารอาหาร AHA, และ
ARA นั้นต้องเอามาจากสาหร่ายทะเลเป็นส่วนใหญ่ สาหร่ายทะเลมีหลายชนิด
ชนิดที่เป็นพิษก็มี ถ้ามีปนเปื้อนเข้ามาแม้เพียงเล็กน้อย
ก็เป็นพิษต่อเด็กทารกได้
ทางสมาคมผู้บริโภคทนไม่ได้กับปัญหาดังกล่าว
จึงออกมาเรียกร้องให้ปลดโฆษณาดังกล่าวออกจากสื่อทั้งหมดที่มีในแคนาดา
และหลังจากผ่านการต่อสู้ที่ค่อนข้างยาวนาน ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ
ในแคนาดาจึงไม่มีโฆษณาเกินจริงในลักษณะดังกล่าวเกี่ยวกับนมวัวอีกต่อไป
ฝันร้ายของชาวแคนาดาจึงสิ้นสุดลง
แต่ฝันร้ายของคนไทยเพิ่งจะเริ่มขึ้น
เรามีโฆษณานมวัวที่เสริม AHA ในท้องตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
ในโฆษณาจะเห็นเด็กที่ถูกทำท่าทางและพฤติกรรมให้ฉลาดกว่าเด็กคนอื่นในชั้นเรียน
เป็นที่ชื่นชมของคุณครูและพ่อแม่ออกมาวิ่งเล่นและดื่มนมวัวสูตรดังกล่าวให้เห็น
รัฐบาลของเราออกมาเรียกร้องให้เด็กดื่มนมวัวมากขึ้นหลังจากเปิด
FTA นม จนกลบข่าวสารสำคัญจากแคนาดาไปหมด ผมหวังว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีโอกาสได้อ่านบทความนี้
จะช่วยกันเผยแพร่ความจริงข้อนี้ต่อๆ กันไป เพื่ออนาคตของเด็กไทยที่ฉลาดในวันหน้านะครับ
เอ้า!... ช่วยกันหน่อยพวกเรา