บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 205:แรก ก.พ.55 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ::::: บัลวี ดิลิเวอรี มีบริการจัดส่งอาหารเพื่อสุขภาพต้านมะเร็ง รักษาเบาหวาน ลดน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษ หรือดูแลสุขภาพ แต่ไม่มีเวลา บริการจัดส่งถึงบ้าน หรือโรงพยาบาลของผู้ป่วย โทร.02-615-8822 :::::
 
     
 

ทำไมเบาหวานถึงขึ้นตา

เบาหวานเป็นโรคที่คนเอเชียเป็นกันมาก แต่ผู้ป่วยที่เป็นคนธรรมดาน้อยคนนักจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเบาหวานคืออะไร ในความรับรู้ของคนป่วยโดยทั่วไปตามที่แพทย์มักจะอธิบายให้ฟังก็คือ เบาหวานเป็นโรคที่รักษาไม่หาย (อย่างน้อยก็ในปัจจุบันนี้) เบาหวานเกิดจากตับอ่อนมีความผิดปกติในการสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า อินซูลิน หรือร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินน้อยลง ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นมา

แต่ผู้ป่วยหลายคนก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่า กับแค่น้ำตาลในเลือดสูงเพียงอย่างเดียวไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ถึงแพทย์หลายคนจะพยายามบอกว่าถ้าเบาหวานเป็นมากๆ จะทำให้มีเบาหวานขึ้นตา จอตาเสื่อมมองเห็นได้ไม่ชัดนะ มีไตเสื่อมไตวายได้นะ แต่ก็จนใจนึกไม่ออก ไม่เห็นความสำคัญว่าน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นมันจะไปทำอันตรายตากับไตได้ตรงไหน

จริงๆ แล้ว อาการเสื่อมของตาและไต เป็นส่วนหนึ่งของอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่เราเรียกว่า Microvascular complication เรามาถอดรหัสความหมายของคำชุดนี้กัน ภาษาทางการแพทย์ Micro แปลว่าเล็กจิ๋ว Vascular แปลว่าหลอดเลือด และ Complication แปลว่าอาการแทรกซ้อน แปลรวมความก็คือ โรคหรืออาการแทรกซ้อนที่มีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็ก

ตามปกติ คนเราจะมีหัวใจเป็นเสมือนปั๊มคอยปั๊มเลือดให้สูบฉีดไปทั่วร่างกาย โดยมีเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ที่สุดที่ชื่อว่า Aorta เป็นเส้นเลือดขาออกจากหัวใจ แล้วแตกแขนงส่วนหนึ่งขึ้นไปเลี้ยงร่างกายส่วนศีรษะและแขน จาก Aorta เส้นเดิมก็จะเลี้ยวโค้งวกลงล่างผ่านกลางลำตัวแล้วแตกแขนงแยกย่อยเล็กลงๆ ทุกครั้ง เหมือนแขนงรากของต้นไม้ เพื่อไปเลี้ยงลำตัว ขา และอวัยวะภายใน จนถึงส่วนปลายๆ เป็นเส้นเลือดแดงที่มีขนาดเล็กมากชื่อ Arteriole ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยประมาณ 8-10 ไมครอน (1 ไมครอนหรือไมโครเมตรเท่ากับ 1 ในล้านของมิลลิเมตร) ก่อนที่จะเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กจิ๋วที่สุดที่ชื่อว่า Capillary หรือหลอดเลือดฝอยซึ่งมีขนาดเพียง 4 ไมครอนเท่านั้น


จากเส้นเลือดฝอยซึ่งเป็นส่วนปลายสุด เลือดก็จะเริ่มไหลกลับ ส่งเลือดที่มีสำคล้ำๆ จากการที่มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง กลับไปรวมกันเป็นเส้นเลือดดำเส้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนต้นน้ำลำธารเล็กๆ ที่ไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่กลับสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่ง เราจึงเปรียบส่วนของเส้นเลือดฝอย (Capillary) เป็นเสมือนท่อที่เชื่อมต่อระหว่างเส้นเลือดแดงไปยังเส้นเลือดดำนั่นเอง

ประเด็นสำคัญก็คือ ธรรมชาติของเลือดเราจะมีทั้งน้ำเลือดและเม็ดเลือดลอยอยู่ เม็ดเลือดที่สำคัญในการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อก็คือเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีรูปร่างด้านหน้าเป็นรูปกลมคล้ายจาน แต่ตรงกลางมีรอยบุ๋มลึกลงไปคล้ายโดนัท แต่เป็นโดนัทที่ไม่มีรูทะลุถึงกันเท่านั้น


เส้นผ่าศูนย์กลางของเม็ดเลือดแดงที่ว่านี้ มีขนาดเฉลี่ยประมาณ 7 ไมครอน เมื่อเทียบกับขนาดของเส้นเลือดฝอย (Capillary) ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 ไมครอนนั้น เรากลับพบว่าเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่า

ดังนั้น เพื่อที่จะไหลข้ามจากฝั่งเส้นเลือดแดง ไปยังเส้นเลือดดำให้ได้ เม็ดเลือดแดงจะต้องบีบม้วนตัวเองจาก 7 ไมครอนให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่าขนาด 4 ไมครอนของเส้นเลือดฝอย จึงจะข้ามจากฝั่งเส้นเลือดแดงมายังฝั่งเส้นเลือดดำได้ ซึ่งธรรมชาติได้สร้างให้เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นพอที่จะม้วนตัวเองลอดผ่านเส้นเลือดฝอยได้อยู่แล้ว คนปกติจึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนป่วยที่เป็นเบาหวานนั้นสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะน้ำตาลที่มีอยู่มากมายในกระแสเลือด เปรียบเสมือนน้ำเชื่อมที่ไปแช่อิ่มเม็ดเลือดแดงอยู่ตลอดเวลา อย่างที่เราทราบกันดีว่า ผลไม้ที่มีเปลือกนุ่มๆ เมื่อถูกนำไปแช่อิ่มในน้ำเชื่อม พอเอามากัดกินจะพบว่าเปลือกที่เคยนุ่มของผลไม้จะกรอบกระด้างไม่นุ่มเหมือนเคย

เช่นกัน เปลือกของเม็ดเลือดแดงที่ถูกแช่อิ่มในน้ำเลือดหวานๆ เป็นเวลานานๆ ก็จะสูญเสียความยืดหยุ่นตามธรรมชาติไป ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถม้วนตัวเบียดลอดผ่านเส้นเลือดฝอยไปได้ เกิดการอุดตันขึ้นที่เส้นเลือดเล็กๆ ทั้งหลาย

เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับเส้นเลือดทุกแห่งที่มีขนาดเล็ก เส้นเลือดขนาดเล็กมักพบอยู่ตามอวัยวะสำคัญหลายๆ อย่างเช่น ที่จอประสาทตา ที่เนื้อไต ที่ปลายประสาทต่างๆ ที่ปลายมือปลายเท้า รวมถึงอวัยวะเพศ จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะดังที่กล่าวมาทั้งหมดได้ไม่พอ อวัยวะนั้นๆ ก็จะค่อยๆ เสื่อมด้วยสาเหตุเช่นนี้ จึงมักพบว่าคนที่เป็นเบาหวานก็มักจะมีปัญหา เป็นแผลที่มือที่เท้าแล้วแผลหายยากต้องตัดทิ้ง มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ระบบประสาทการทรงตัวไม่ดีวิงเวียนศีรษะ ตามองไม่ชัด ไตวาย แม้แต่อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

แสดงภาพเส้นเลือดขนาดเล็กของจอประสาทตา


ดังนั้นถ้าไม่อยากมีอาการดังกล่าวที่ว่ามา คนที่เป็นเบาหวานก็ควรที่จะหมั่นดูแลตนเองไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีการที่หลากหลายเช่น การควบคุมอาหารสูตรกินเนื้อกินผัก การออกกำลังกาย การฝึกสมาธิเดินจงกรม ก็จะทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ในหลายราย

แต่ในรายที่เป็นมาก การรักษาเพิ่มเติมเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนปลายได้ดีขึ้นอย่างเช่น การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย การให้ออกซิเจนทางเลือด การใช้เซลล์บำบัด ก็เป็นอีกหลายวิธีนำมาใช้ผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี