|
ทำไมเบาหวานถึงขึ้นตา
เบาหวานเป็นโรคที่คนเอเชียเป็นกันมาก
แต่ผู้ป่วยที่เป็นคนธรรมดาน้อยคนนักจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเบาหวานคืออะไร
ในความรับรู้ของคนป่วยโดยทั่วไปตามที่แพทย์มักจะอธิบายให้ฟังก็คือ
เบาหวานเป็นโรคที่รักษาไม่หาย (อย่างน้อยก็ในปัจจุบันนี้)
เบาหวานเกิดจากตับอ่อนมีความผิดปกติในการสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า
อินซูลิน หรือร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินน้อยลง ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นมา
แต่ผู้ป่วยหลายคนก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่า
กับแค่น้ำตาลในเลือดสูงเพียงอย่างเดียวไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
ถึงแพทย์หลายคนจะพยายามบอกว่าถ้าเบาหวานเป็นมากๆ จะทำให้มีเบาหวานขึ้นตา
จอตาเสื่อมมองเห็นได้ไม่ชัดนะ มีไตเสื่อมไตวายได้นะ แต่ก็จนใจนึกไม่ออก
ไม่เห็นความสำคัญว่าน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นมันจะไปทำอันตรายตากับไตได้ตรงไหน
จริงๆ
แล้ว อาการเสื่อมของตาและไต เป็นส่วนหนึ่งของอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่เราเรียกว่า
Microvascular complication เรามาถอดรหัสความหมายของคำชุดนี้กัน
ภาษาทางการแพทย์ Micro แปลว่าเล็กจิ๋ว Vascular แปลว่าหลอดเลือด
และ Complication แปลว่าอาการแทรกซ้อน แปลรวมความก็คือ
โรคหรืออาการแทรกซ้อนที่มีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็ก
ตามปกติ คนเราจะมีหัวใจเป็นเสมือนปั๊มคอยปั๊มเลือดให้สูบฉีดไปทั่วร่างกาย
โดยมีเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ที่สุดที่ชื่อว่า Aorta
เป็นเส้นเลือดขาออกจากหัวใจ แล้วแตกแขนงส่วนหนึ่งขึ้นไปเลี้ยงร่างกายส่วนศีรษะและแขน
จาก Aorta เส้นเดิมก็จะเลี้ยวโค้งวกลงล่างผ่านกลางลำตัวแล้วแตกแขนงแยกย่อยเล็กลงๆ
ทุกครั้ง เหมือนแขนงรากของต้นไม้ เพื่อไปเลี้ยงลำตัว
ขา และอวัยวะภายใน จนถึงส่วนปลายๆ เป็นเส้นเลือดแดงที่มีขนาดเล็กมากชื่อ
Arteriole ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยประมาณ
8-10 ไมครอน (1 ไมครอนหรือไมโครเมตรเท่ากับ 1 ในล้านของมิลลิเมตร)
ก่อนที่จะเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กจิ๋วที่สุดที่ชื่อว่า
Capillary หรือหลอดเลือดฝอยซึ่งมีขนาดเพียง 4 ไมครอนเท่านั้น


จากเส้นเลือดฝอยซึ่งเป็นส่วนปลายสุด
เลือดก็จะเริ่มไหลกลับ ส่งเลือดที่มีสำคล้ำๆ จากการที่มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง
กลับไปรวมกันเป็นเส้นเลือดดำเส้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนต้นน้ำลำธารเล็กๆ
ที่ไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่กลับสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่ง
เราจึงเปรียบส่วนของเส้นเลือดฝอย (Capillary) เป็นเสมือนท่อที่เชื่อมต่อระหว่างเส้นเลือดแดงไปยังเส้นเลือดดำนั่นเอง
ประเด็นสำคัญก็คือ
ธรรมชาติของเลือดเราจะมีทั้งน้ำเลือดและเม็ดเลือดลอยอยู่
เม็ดเลือดที่สำคัญในการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อก็คือเม็ดเลือดแดง
ซึ่งมีรูปร่างด้านหน้าเป็นรูปกลมคล้ายจาน แต่ตรงกลางมีรอยบุ๋มลึกลงไปคล้ายโดนัท
แต่เป็นโดนัทที่ไม่มีรูทะลุถึงกันเท่านั้น


เส้นผ่าศูนย์กลางของเม็ดเลือดแดงที่ว่านี้
มีขนาดเฉลี่ยประมาณ 7 ไมครอน เมื่อเทียบกับขนาดของเส้นเลือดฝอย
(Capillary) ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 ไมครอนนั้น เรากลับพบว่าเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่า
ดังนั้น
เพื่อที่จะไหลข้ามจากฝั่งเส้นเลือดแดง ไปยังเส้นเลือดดำให้ได้
เม็ดเลือดแดงจะต้องบีบม้วนตัวเองจาก 7 ไมครอนให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่าขนาด
4 ไมครอนของเส้นเลือดฝอย จึงจะข้ามจากฝั่งเส้นเลือดแดงมายังฝั่งเส้นเลือดดำได้
ซึ่งธรรมชาติได้สร้างให้เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นพอที่จะม้วนตัวเองลอดผ่านเส้นเลือดฝอยได้อยู่แล้ว
คนปกติจึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม
สำหรับคนป่วยที่เป็นเบาหวานนั้นสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะน้ำตาลที่มีอยู่มากมายในกระแสเลือด
เปรียบเสมือนน้ำเชื่อมที่ไปแช่อิ่มเม็ดเลือดแดงอยู่ตลอดเวลา
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ผลไม้ที่มีเปลือกนุ่มๆ เมื่อถูกนำไปแช่อิ่มในน้ำเชื่อม
พอเอามากัดกินจะพบว่าเปลือกที่เคยนุ่มของผลไม้จะกรอบกระด้างไม่นุ่มเหมือนเคย
เช่นกัน
เปลือกของเม็ดเลือดแดงที่ถูกแช่อิ่มในน้ำเลือดหวานๆ เป็นเวลานานๆ
ก็จะสูญเสียความยืดหยุ่นตามธรรมชาติไป ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถม้วนตัวเบียดลอดผ่านเส้นเลือดฝอยไปได้
เกิดการอุดตันขึ้นที่เส้นเลือดเล็กๆ ทั้งหลาย
เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับเส้นเลือดทุกแห่งที่มีขนาดเล็ก
เส้นเลือดขนาดเล็กมักพบอยู่ตามอวัยวะสำคัญหลายๆ อย่างเช่น
ที่จอประสาทตา ที่เนื้อไต ที่ปลายประสาทต่างๆ ที่ปลายมือปลายเท้า
รวมถึงอวัยวะเพศ จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะดังที่กล่าวมาทั้งหมดได้ไม่พอ
อวัยวะนั้นๆ ก็จะค่อยๆ เสื่อมด้วยสาเหตุเช่นนี้ จึงมักพบว่าคนที่เป็นเบาหวานก็มักจะมีปัญหา
เป็นแผลที่มือที่เท้าแล้วแผลหายยากต้องตัดทิ้ง มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า
ระบบประสาทการทรงตัวไม่ดีวิงเวียนศีรษะ ตามองไม่ชัด
ไตวาย แม้แต่อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

แสดงภาพเส้นเลือดขนาดเล็กของจอประสาทตา
ดังนั้นถ้าไม่อยากมีอาการดังกล่าวที่ว่ามา
คนที่เป็นเบาหวานก็ควรที่จะหมั่นดูแลตนเองไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีการที่หลากหลายเช่น การควบคุมอาหารสูตรกินเนื้อกินผัก
การออกกำลังกาย การฝึกสมาธิเดินจงกรม ก็จะทำให้อาการต่างๆ
ดีขึ้นได้ในหลายราย
แต่ในรายที่เป็นมาก
การรักษาเพิ่มเติมเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนปลายได้ดีขึ้นอย่างเช่น
การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย การให้ออกซิเจนทางเลือด การใช้เซลล์บำบัด
ก็เป็นอีกหลายวิธีนำมาใช้ผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี
|