บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 203:แรก ม.ค.55 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 10 มกราคม 2555 :::: บัลวีรับจัดบัลวีรับจัดกระเช้าสุขภาพรับปีใหม่ ให้เป็นตัวแทนความรัก ความห่วงใย และความใส่ใจในสุขภาพของคนที่คุณรักในเทศกาลปีใหม่นี้ ด้วยกระเช้าดูแลสุขภาพตามโรค ในกระเช้าจะมีหนังสือที่ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบยั่งยืนตามแนวธรรมชาติบำบัด และผลิตภัณฑ์อาหารปลอดสารพิษ เปี่ยมด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับอย่างแท้จริง พิเศษ มีบริการกระเช้าดิลิเวอรีส่งให้คุณถึงบ้านและที่ทำงาน โทร.02-615-8822 ::::: บัลวี ดิลิเวอรี มีบริการจัดส่งอาหารเพื่อสุขภาพต้านมะเร็ง รักษาเบาหวาน ลดน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษ หรือดูแลสุขภาพ แต่ไม่มีเวลา บริการจัดส่งถึงบ้าน หรือโรงพยาบาลของผู้ป่วย โทร.02-615-8822 :::::
 
     
 

จากน้ำมันหมู น้ำมันพืช ถึงน้ำมันเมล็ดชา -ความรู้อันต่อเนื่อง

นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

ฉบับนี้ขอทำหน้าที่เป็น Health watchdog หรือสุนัขเฝ้ายามด้านสุขภาพ แนะนำเรื่องน้ำมันที่พึงบริโภคให้ได้รู้จักกัน

ก่อนอื่น เรื่องของการกินน้ำมัน ผู้รักสุขภาพมักเกรงกลัว เพราะน้ำมันถูกดึงให้ไปสัมพันธ์กับคำว่า ไขมัน ซึ่งพลอยทำให้คิดไปถึงความอ้วน เซลลูไลต์ โรคหัวใจ และห้องที่มีสายระโยงระยางที่เรียกว่า ICU สมัยนี้ใครๆก็เลยมองว่าน้ำมันเป็นศัตรูของสุขภาพ

ความเกรงกลัวการกินน้ำมันไปสุดโต่งทางหนึ่ง โดยมีคนจำนวนมากขึ้นทุกทีที่พยายามจะไม่กินน้ำมันเลย ทั้งๆที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไร นานปีเข้าบุคคลเหล่านี้จะเกิ ดภาวะพร่องกรดไขมันจำเป็นพลอยทำให้เกิดอาการผิวแห้ง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ เล็บฉีกง่าย เส้นผมหยาบและหลุดร่วง สุดท้ายพลอยภูมิต้านทานอ่อนอีกต่างหาก

การกินน้ำมันให้ถูกต้อง จึงมีความจำเป็นและต้องทำความเข้าใจกับความรู้เรื่องน้ำมันให้ดีๆ ขอทำความเข้าใจเรื่อง น้ำมัน และ ไขมัน กันก่อน ร่างกายคนเรามีไขมันอยู่ 3 จำพวก คือโคเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด และไตรกลีเซอไรด์ โคเลสเตอรอลเป็นวัตถุดิบที่ร่างกายเอาไปสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ ฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนคอติโซลซึ่งทำหน้าที่ตอบรับความเครียด ฟอสโฟไลปิดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ส่วนไตรกลีเซอไรด์ตัวนี้สำคัญ เพราะเป็นตัวกลางที่เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายใช้เป็นพลังงานในชีวิตประจำวัน ให้ความอบอุ่น และถ้าจำเป็นก็เป็นวัตถุดิบเปลี่ยนไปเป็นเจ้าสองตัวแรกก็ได้

น้ำมันไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งสะสมพลังงานสำรองที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ประมาณกันว่าใครคนหนึ่งที่มีน้ำหนักตัว 70 กก. เขาจะมีพลังงานสำรองจำนวน 100,000 กิโลแคลอรีสะสมในรูปของไตรกลีเซอไรด์ 25,000 กิโลแคลอรีในรูปของโปรตีน(คือกล้ามเนื้อ) และ 600 กิโลแคลอรีในรูปของแป้งกลัยโคเจน(ในตับและในกล้ามเนื้อ) กับอีก 40 กิโลแคลอรีในรูปของกลูโคส ไตรกลีเซอไรด์ 100,000 กิโลแคลอรีนี้อยู่ในรูปเซลล์ไขมันจำนวน 11 กก. ถ้าหากว่าไม่สะสมในรูปของเซลล์ไขมันเหล่านี้ และเลือกที่จะสะสมในรูปของแป้งกลัยโคเจนแล้ว ชายคนนี้จำเป็นที่จะต้องมีน้ำหนักตัวเพิ่มเข้าไปอีก 55 กก. ซึ่งธรรมชาติไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น

ไตรกลีเซอไรด์นี่แหละครับคือส่วนใหญ่ของ น้ำมัน ที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ โดยโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ประกอบด้วย กรดไขมัน 3 โมเลกุลมาเกาะกัน และความรู้เรื่องกรดไขมันนี่แหละที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามการวิจัยใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ที่ผ่านมาเรามักมีความรู้ด้านเดียว ที่จะชอบหรือไม่ชอบ น้ำมันแต่ละประเภท ตามแต่แรงของการรณรงค์ ดังนี้คือ:

กรดไขมันอิ่มตัว บนห่วงโซ่โมเลกุลของกรดไขมันนี้ คาร์บอนแต่ละตัวจับกับไฮโดรเจนจนอิ่มตัว จึงเป็นสารเฉื่อย พบมากในน้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว มีจุดหลอมเหลวที่สูงเช่นกรดสเตียริกในน้ำมันหมูอยู่ที่ 69.6?C มันหมูจึงเป็นก้อนๆที่อุณหภูมิห้อง น้ำมันปาล์มหรือปาลมิเตตก็มีจุดหลอมเหลวสูงเหมือนกัน พอเข้าหน้าหนาวก็มีแนวโน้มที่จะจับไข ด้วยเหตุนี้ในขวดน้ำมันปาล์มที่ขายอยู่ในท้องตลาด ถ้าเข้าหน้าหนาวบริษัทน้ำมันปาล์มจะต้องซื้อน้ำมันชนิดอื่นอย่างน้ำมันรำข้าวเติมเข้าไปในขวด เพื่อมิให้น้ำมันจับไขในระหว่างขนส่งหรือวางขายอยู่บนหิ้ง ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าจะไม่ยอมซื้อแน่ๆ

เดิมที่คนเรากินอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาแต่ไหนแต่ไร เช่นน้ำมันหมูเจียวไข่ กินแกงกระทิ ตอนหลังนักโภชนาการมาเตือนสติว่า กรดไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของการสะสมไขมันในหลอดเลือด จึงลดละการกินไปมาก แต่ผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่า น้ำมันปาล์มที่แพร่มาจากมาเลเซียจนล้นตลาด ก็เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ทุกครั้งที่เรากินอาหารนอกบ้าน เพราะทุกร้านอาหารใช้น้ำมันปาล์มกันหมด เนื่องจากราคาถูก นั่นก็เป็นไขมันอิ่มตัวเหมือนกัน ความไม่รู้ทำให้เรากินเพลิน ความเสี่ยงต่อภาวะโรคหัวใจหลอดเลือดจึงกลับเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันผู้รักสุขภาพที่ทำกับข้าวเองในบ้านจึงละเลี่ยงน้ำมันปาล์มไป

แต่แนวคิดในเรื่องน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารว่า ถ้าเอากรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูงไปทอด เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ก็จะเกิดอนุมูลอิสระเยอะ สู้เอากรดไขมันอิ่มตัวอยู่แล้วไปทอดอาหารจะดีกว่า จึงมีการแนะนำใช้น้ำมันปาล์มทอดอาหาร ผู้บริโภคต้องชั่งใจเอาเอง ระหว่างการรับอนุมูลอิสระน้อย แต่ต้องกินน้ำมันอิ่มตัว

ภายหลังมีความรู้ใหม่ว่า กรดไขมันอิ่มตัวมีประโยชน์อีกอย่างคือเข้าไปในร่างกายปุ๊บก็ส่งเข้าตัว เป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ได้ทันที ซึ่งเป็นแนวคิดที่เสนอว่า น้ำมันมะพร้าวที่คนไทยเรากินกันแต่เดิมที ไม่อันตรายอย่างที่คิด แถมถ้าตับใช้ไม่หมดก็จะขจัดทิ้งโดยออกทางท่อน้ำดี พลอยพาโคเลสเตอรอลออกมาด้วย

กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน มีสัดส่วนของไขมันชนิดนี้ในน้ำมันพืช เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ในโมเลกุลมีตำแหน่งคาร์บอนที่ยังจับไฮโดรเจนไม่ครบหลายตำแหน่ง โดยเริ่มที่ตำแหน่งคาร์บอนตัวที่ 6 จึงเรียกชื่อว่าน้ำมันโอเมก้า-6 กรดไขมันนี้ไวในการเกิดปฏิกิริยาเคมี อาจช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือดได้ น้ำมันพืชจึงเป็นน้ำมันที่แนะนำสำหรับภาวะที่คนเรามีโรคโคเลสเตอรอลสูงกันทั้งบ้านทั้งเมือง

อย่างไรก็ดี ความที่มีตำแหน่งไม่อิ่มตัวเยอะ ก็ง่ายแก่การเกิดอนุมูลอิสระเวลาเอาไปถูกความร้อน ไม่ต้องถึงทอดหรอก เพียงแค่ใส่กระทะจะผัดผัก ขณะที่กระทะร้อนและเทน้ำมันลงไป น้ำมันจะระเหยเป็นไอลอยขึ้นมา ก็เป็นอนุมูลอิสระแล้ว ใครที่ชอบกินผัดผักบุ้งไฟแดงที่น้ำมันลุกเต็มกระทะ ก็คือกำลังกินอนุมูลอิสระเข้าไปจำนวนมาก เรื่องนี้ภูมิปัญญาตะวันออกเรามีวิธีแก้ คือใส่กระเทียมเข้าไปช่วยลดอนุมูลอิสระได้

ปัจจุบันคนกินน้ำมันพืชโอเมก้า-6 มากๆเข้า เริ่มเสียสมดุลของไขมันในร่างกาย และเกิดโรคที่เป็นภาวะอักเสบในชีวิตสมัยใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่นโรคข้ออักเสบ โรคปวดหัวไมเกรน อาการปวดประจำเดือนมาก กระทั่งความเสี่ยงของลิ่มเลือดอุดตัน มีข้อสันนิษฐานว่า เกิดจากร่างกายเสียสมดุลของกรดไขมันที่กินเข้าไป คือไปเน้นแต่การกินน้ำมันพืชจนเกินขนาด ทำให้น้ำมันพืชกลุ่มโอเมก้า-6 นี้ ไม่ใช่พระเอกทางสุขภาพเสมอไป

จะเข้าใจประเด็นได้ ให้ดูแผนภูมิ จะเห็นว่า เรากินน้ำมันพืช(ถั่วเหลือง, ข้าวโพด) จะสนองกรดไขมันไลโนเลอิก(LA) กินน้ำมันหมูให้กรดอัลฟาไลโนเลนิก(ALA) เมื่อเข้าไปในร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสารโพรสตาแกลนดิน 2 (PG2) ซึ่งมีมากไปจะกระตุ้นกระบวนการอักเสบ จึงเกิดโรคต่างๆดังกล่าวข้างต้น เพราะร่างกายขาดสมดุลของสารโพรตาแกลนดิน1 และ 3 (PG1,3) ซึ่งจะยับยั้งกระบวนการอักเสบ


พอความรู้มาถึงตรงนี้ นักชีวเคมีจึงเสนอให้คนเรากินไขมันอีกกลุ่มหนึ่ง คือน้ำมันพริมโรสบานเย็น ซึ่งให้กรดไขมันโอเมก้า-6 ก็จริงแต่เป็นกรดแกมม่าไลโนเลนิก (GLA) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น PG1,3 ได้ง่ายกว่า และน้ำมันปลาที่เป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 ปัจจุบันมีแหล่งโอเมก้า-3 อีกแหล่งหนึ่งคือธัชพืชพวก Flaxseed หรือน้ำมันปอ กับอีกชนิดคือ Canola ซึ่งจะไปสร้างสมดุลของโพรสตาแกลนดินซะใหม่ ลดการปวดข้อ ภูมิแพ้ ไมเกรน ปวดประจำเดือน ทั้งป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือด

ตรงนี้เองหลายปีมาแล้วในประเทศไทยได้มีอุตสาหกรหันมาเลี้ยงไก่ด้วยการให้กินปลามากๆ แล้วไข่ไก่ก็มีกรดโอเมก้า-3 ในสัดส่วนที่สูงขึ้น และปริมาณโคเลสเตอรอลในไข่ก็ต่ำลง เรียกว่าไข่โอเมก้า-3 ส่วนองค์กรของเบลเยี่ยมได้หันมาร่วมมือกับอุตสาหกรไทยอีกกลุ่มหนึ่งพัฒนาการเลี้ยงไก่แบบเกษตรธรรมชาติ ให้กินธัญพืชจำนวนมากๆ ได้ไข่ที่มีโอเมก้า-3 มากเป็นพิเศษ เรียกว่า ไข่โคลัมบัส แถมพกด้วยงานวิจัยหลายชิ้นจากต่างประเทศที่พบว่า กินไข่นี้วันละ 2 ฟอง นอกจากโคเลสเตอรอลไม่สูงแล้ว ยังไปเพิ่ม Chol-HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ป้องกันหัวใจหลอดเลือดได้อีกด้วย

นั่นเป็นเรื่องราวนับตั้งแต่น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปลา สุดท้ายคนเราหันมาฝากความหวังไว้กับน้ำมันกลุ่มสุดท้ายที่เรียกว่า โอเมก้า-9 คือน้ำมันมะกอก และน้องใหม่ไฟแรง คือน้ำมันเมล็ดชา ซึ่งถือกันว่าเป็นน้ำมันมะกอกของชาวตะวันออก โปรดติดตาม