บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 120:16-31 พ.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 พฤษภาคม 2551 -*- ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอร์น หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322 ::: ทัวร์สุขภาพ บัลวี – เวียงพิงค์ พาคุณกินอาหารสุขภาพ แอโรบิกในน้ำ ฝึกชี่กง ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ วันที่ 17 – 19 กรกฎาคม 2551 โทร 02-615-8822 ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัด “รวมพลคนรักษ์ตับ” อาทิตย์ที่ 8 มิ.ย. 51 อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย ฟรี! สำรองที่นั่ง โทร.02-615-8822
 
     
 

สถิติการควบคุมเบาหวานด้วยสูตรกินเนื้อกินผัก

น.พ. ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล, M.D.

โรคเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 DM) เป็นโรคที่มีความชุกสูงและเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขของหลายประเทศ เช่นในประเทศสหรัฐ เบาหวานเป็นสาเหตของการตายเป็นอันดับ 5 ในปีล่าสุด มีผู้ป่วยมากกว่า 213,000 คน ตายจากโรคเบาหวานหรือโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน คิดเป็นค่ารักษาต่อปี ถึง 132,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 20021 อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยที่ตายจากโรคเบาหวานอาจมีมากกว่านี้ เนื่องจากโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะถูกมองข้ามว่าเป็นสาเหตุของการตายในกรณีที่ผู้ตายมีโรคอื่นร่วมด้วย

ในประเทศไทยเองก็มีอัตราของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสถานะสุขภาพประชากรไทย พบว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ความชุกของโรคเบาหวาน เพิ่มมากขึ้น อย่างน้อย 2 เท่า

แม้ว่าแนวทางการรักษาเป็นที่ยอมรับโดยแพทย์กระแสหลักโดยทั่วไปว่า ควรเน้นที่การคุมอาหารให้เต็มที่ก่อน2 เมื่อไม่ได้ผลจึงค่อยเพิ่มการรักษาเป็น การใช้ยากินแบบเดี่ยว, การใช้ยากินแบบผสม, การใช้ยาฉีดอินซูลินก่อนนอน (Bed time insulin) ร่วมกับยากิน, และการใช้ยาฉีดอินซูลินอย่างเดียว ตามลำดับ3 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถคุมน้ำตาลด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวได้ จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยยากินและยาอินซูลินฉีด

มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ล้มเหลวในการควบคุมระดับน้ำตาลด้วยอาหาร ตั้งแต่เรื่องของความใส่ใจของแพทย์ในการติดตามดูแลผู้ป่วย4,5 ไปจนถึงเรื่องปัญหาของสูตรอาหารที่ใช้คุมระดับน้ำตาลเอง ที่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามสูตรได้ในระยะยาว (Poor compliance)

จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย พบว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากความบกพร่องในการทำงานของฮอร์โมน Insulin

ฮอร์โมนอินซูลินจะถูกสร้างจาก Beta cell ของตับอ่อน และจะถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาโดยสารอาหารหลายตัว แต่ที่สำคัญคือโมเลกุลของน้ำตาลเอง โดยที่จะมีระดับของ Insulin สูงขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเรียกว่า Acute phase และครั้งที่ 2 เรียกว่า Delayed phase

โรคเบาหวานเองสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม แต่ที่พบได้บ่อยคือโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือโรคเบาหวานที่ต้องการอินซูลิน IDDM และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือ NIDDM

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการที่ร่างกายมีพยาธิสภาพที่ Islet cell of Langerhans ทำให้ร่างกายขาดอินซูลิน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเกิดจากการขาดอินซูลินในระดับความรุนแรงที่น้อยกว่า ร่วมกับมีภาวะของ Insulin resistance ด้วย

ในกรณีของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อร่างกายขาดอินซูลิน หรือมี Insulin resistance ก็จะมีผลทำให้การหลั่งอินซูลินจาก Beta cell ของตับอ่อนทำได้น้อยลงหรือทำไม่ได้ (เป็นความผิดปกติของ GLUT2) ยังผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เซลล์ไขมันในตัวก็จะนำเอาน้ำตาลไปเก็บไว้ในรูปของไขมัน โดยผ่านทาง GLUT46 ส่งผลให้คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีปัญหาเรื่องความอ้วนตามมา

ในขณะเดียวกัน เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงๆ ร่างกายก็จะพยายามเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นไขมัน ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีปัญหาไขมันในเลือดสูงด้วย

ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีโดยคำแนะนำของ นพ.วิศาล เยาวพงศ์ศิริ ได้ศึกษากระบวนการดังกล่าวแล้วตั้งเป็นสมมุติฐาน
เกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวานดังนี้คือ

1. การที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีอาการหิวบ่อย เนื่องมายังได้รับการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากการกินอาหารพวกแป้งและน้ำตาลอยู่ โดยเฉพาะพวกน้ำตาล จะถูกเผาผลาญได้เร็ว ดังนั้นเมื่อมี Delayed phase insulin secretion จึงทำให้ระดับน้ำตาลซึ่งได้ลดต่ำลงมาจนปกติแล้ว ลดต่ำลงไปอีก จนผู้ป่วยมีอาการหิว เมื่อหิวก็จะต้องรับประทานบ่อยและถี่ขึ้นไปอีก ทำให้การคุมอาหารไม่ได้ผล

2. ถ้าให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีแต่ไขมัน โปรตีน แต่ไม่มีคาร์โบไฮเดรต ร่างกายก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้กระบวนการเผาผลาญพลังงานจากไขมันที่เรียกว่า Beta oxidation แทน โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานจากการกินคาร์โบไฮเดรตเลย ส่งผลให้ระดับน้ำตาลไม่ขึ้นสูง

3. ผักมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตไม่มาก จึงสามารถรับประทานได้โดยไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด แต่ไม่ค่อยอยู่ท้อง เนื่องจากการที่ผู้ป่วยจะรู้สึกอิ่มในระยะแรกไม่ได้เกิดจากการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น แต่เกิดจากการที่มี Stomach distension และเมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่เกิด Gastric emptying แล้ว กระเพาะจะเริ่มหายตึง ทำให้กลับมาหิวได้อีก ซึ่ง Gastric emptying นี้จะกินเวลาประมาณ 4 ชม. ผู้ป่วยจึงมีปัญหาหิวบ่อยกว่าถ้ากินผักเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ จึงให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารกลุ่มโปรตีนและไขมันเข้าไปด้วย เพื่อทำให้อยู่ท้องขึ้น ไม่หิวบ่อยเกินไป โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่า โปรตีนและไขมันจะให้พลังงานมากกว่าผัก และยังช่วย Delay gastric emptying time ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงอย่างอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต

 

   
Page [1]