จึงเป็นที่มาของสูตรอาหารที่ขอใช้ชื่อเรียกในที่นี้ว่าว่าสูตร
"กินเนื้อกินผัก" ขึ้นมา โดยมีหลักการว่า อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานจะกินได้
คืออาหารที่เป็นไขมัน โปรตีน หรือผักเท่านั้น แต่ให้จำกัดหรืองดอาหารในกลุ่มแป้ง
ข้าว และคาร์โบไฮเดรตแทน โดยจะต้องมีปริมาณของผักมากกว่าโปรตีน 2 เท่า
และผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารในสูตรนี้ได้มากเท่าที่ต้องการ สามารถรับประทานอาหารได้มากกว่า
3 มื้อ ดังนั้นผู้ป่วยจึงน่าจะสามารถทนต่อการควบคุมอาหารในลักษณะนี้ได้นานกว่า
หลังจากที่ได้ใช้สูตรอาหาร
"กินเนื้อกินผัก" รักษาคนไข้เบาหวานมาระยะนานแล้ว ทางศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีจึงได้มีการรวบรวมข้อมูลเพื่อดูประสิทธิผลของการรักษาด้วยวิธีนี้
ต่อไปนี้คือข้อมูลที่รวบรวมได้
โดยรวบรวมข้อมูลจาก
1. ผู้ป่วยเบาหวานที่มารับการรักษาที่บัลวี
2. ผู้ป่วยที่มาติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
(มากกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้งขึ้นไป)
3. ผู้ป่วยที่มาเข้าคอร์สรักษาแบบ
10 วัน
แต่ไม่รวมผู้ป่วยในกลุ่มดังต่อไปนี้
1. ผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นร่วมด้วย
อันเป็นข้อจำกัดในการรับประทานโปรตีนและผัก ได้แก่
- โรคมะเร็งทุกชนิด
- โรคไตวาย
2. ผู้ป่วยที่มีโรคแทรกอื่น
อันมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาล เช่น โรคตับ
3. ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน
แต่มารักษาอาการอย่างอื่น เลยไม่ได้ใช้การคุมอาหารสูตร "กินเนื้อกินผัก"
เช่น มาทำกายภาพบำบัดอย่างเดียว
ตามปกติ ผลของการรักษาโรคเบาหวาน
มีเป้าหมายหลักที่ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมาจากภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
อันได้แก่ เบาหวานขึ้นตา โรคไต โรคปลายประสาทเสื่อม โรคหัวใจและหลอดเลือด
อย่างไรก็ดีมีงานวิจัยออกมาหลายชิ้นที่บ่งชี้ว่า
การควบคุมระดับน้ำตาลได้ต่ำกว่า 126 mg/dl (ควบคุมแบบเข้มงวด) จะสามารถลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
แต่ข้อเสียของการคุมเบาหวานแบบเข้มงวด
ก็คือผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุมากๆ จะไม่สามารถทนกับระดับน้ำตาลที่ต่ำลงได้มากนัก
ดังนั้นหลักเกณฑ์ที่ยังเป็นที่ยอมรับกันในการคุมระดับน้ำตาลในเลือดก็คือ
140 mg/dl ถือว่าใช้ได้3
เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าเกณฑ์การประเมินจำนวน
40 คน มีอายุเฉลี่ยค่อนข้างสูง (เฉลี่ยประมาณ 66.6 ปี) ดังนั้นจึงขอใช้เกณฑ์ที่ประเมินข้อหนึ่งคือ
การควบคุมระดับน้ำตาลได้ต่ำกว่า 140 mg/dl ให้ถือว่าควบคุมระดับน้ำตาลได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ในการประเมินผลการรักษา ยังคำนึงถึงผลของการรักษาในแง่อื่นร่วมด้วย
โดยถือว่าความพอใจในการรักษาของผู้ป่วยไม่ได้ขึ้นกับระดับน้ำตาลในเลือดที่ควบคุมได้สำเร็จ
(< 140 mg/dl) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง "การที่ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนจาก
Insulin ฉีด มาเป็นยากินได้"หรือ "จากการที่ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนจากยากิน
มาเป็นการควบคุมด้วยอาหารอย่างเดียวได้" สรุปก็คือถ้าสามารถลดระดับของการรักษาลงมาได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการรักษาระดับหนึ่งเช่นกัน
| ระดับการรักษา |
การรักษาที่ให้ |
| ระดับที่ 1 |
ควบคุมอาหาร |
| ระดับที่ 2 |
ควบคุมอาหาร+ใช้ยาชนิดกิน |
| ระดับที่ 3 |
ควบคุมอาหาร+ใช้ยาชนิดกิน+Insulin
ก่อนนอน |
| ระดับที่ 4 |
ควบคุมอาหาร+Insulin
ฉีดอย่างเดียว |
สรุประดับของการรักษาเบาหวาน |
|
สำหรับกรณีของการรักษา
ที่แม้ว่าจะคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ต่ำกว่า 140 mg/dl อันเป็นระดับที่ต้องการ
แต่ผู้ป่วยสามารถคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นกว่าเดิม ก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเช่นกัน
โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้
1. กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาดีมาก
(A / Very good) ได้แก่
ผู้ป่วยใช้ยากินที่งดยากินได้และคุมน้ำตาลได้
< 140 mg/dl
ผู้ป่วยใช้ยาฉีดที่งดยาฉีดได้และคุมน้ำตาลได้
< 140 mg/dl
2. กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาดี
(B / Good) ได้แก่
ผู้ป่วยที่ใช้ยากินหรือยาฉีดเหมือนเดิมแต่ลดปริมาณยาได้และคุม
ระดับน้ำตาลได้ 140 mg/dl ด้วย
3. กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาพอใช้
(C / Moderate) ได้แก่
กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ยาฉีดหรือยากินเหมือนเดิมในปริมาณยาเท่าเดิม
คุมน้ำตาล ได้น้อยกว่า 140 mg/dl จากที่คุมไม่ได้มาก่อน หรือ กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ยากินหรือยาฉีดเหมือนเดิมในปริมาณยาลดลงและคุมน้ำตาลได้
ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ระดับน้ำตาลยังมากกว่า 140 mg/dl
4. กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาน้อย
(D / Fair) ได้แก่