1. ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีมากต่อการรักษา
(A) จำนวน 17 คน (42.5%)
2. ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อการรักษา
(B) จำนวน 12 คน (30%)
3. ผู้ป่วยที่ตอบสนองพอใช้ต่อการรักษา
(C) จำนวน 4 คน (10%)
4. ผู้ป่วยที่ตอบสนองน้อยต่อการรักษา
(D) จำนวน 4 คน (10%)
5. ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา
(E) จำนวน 1 คน (2.5%)
6. ผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้แย่ลง
(F) จำนวน 2 คน (5%)
ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยจำนวน
14 คน ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้โดยที่ไม่ ต้องใช้ยาและมีผู้ป่วยที่เคยรักษาด้วยการฉีดอินซูลินแล้วเปลี่ยนมาควบคุมระดับน้ำตาลได้ด้วยยากินจำนวน
3 คน
วิเคราะห์ผลการรักษา
1. จากข้อมูลที่ได้แจกแจงออกมา
พบว่ามีผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาดีมาก (A) คิดเป็น 42.5% ตอบสนองดี
(B) 30% รวมเป็น 72.5%
2. ผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้แต่ยาเบาหวานชนิดรับประทานมีจำนวนถึง
46.67% ที่ไม่ต้องใช้ยากินอีกต่อไป
3. ในกลุ่มของผู้ป่วยกลุ่ม
A ที่ใช้ Insulin ฉีด ร่วมในการรักษาด้วยมีจำนวน 30% ที่ไม่ ต้องใช้ยา
Insulin ฉีดอีกต่อไป
4. ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา
(E) มีทั้งหมด 1 คน แต่ในประวัติผู้ป่วยรายนี้เคยควบคุมระดับน้ำตาลได้ต่ำสุด
117 mg/dl แต่เนื่องจากช่วงหลังไม่ได้คุมอาหารจึงทำให้ระดับน้ำตาล
สุดท้ายเท่ากับ 190 mg/dl
5. ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้แย่ลง
(F) 2 คน คิดเป็น 5%
- ผู้ป่วยจำนวนนี้รายหนึ่งเป็น
DM type I
- ผู้ป่วยอีกรายหนึ่ง
มีปัญหา Anxiety อย่างรุนแรงร่วมด้วย มีความเครียดตลอด ซึ่งเป็นอีก
ปัจจัยที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลไม่ได้ผล
จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ
Descriptive retrospective พบว่าการควบคุมอาหารสูตร "กินเนื้อกินผัก"
มีผลดีในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิผล อย่างที่ข้อมูลได้ชี้ออกมาให้เห็นว่า
มีผู้ป่วยที่ตอบสนองดีมากถึง 42.5% และถึงแม้ว่าจะมีผู้ป่วยที่ตอบสนองได้ไม่ค่อยดีคือกลุ่ม
E และ F แต่ถ้าดูในรายละเอียด ผู้ป่วยที่ตอบสนองไม่ดี คนหนึ่งเป็น
DM type I ซึ่งไม่สามารถผลิต Insulin ได้เลย จึงไม่น่าจะตอบสนองต่อการรักษาตามทฤษฎีอยู่แล้ว
ส่วนอีกคนหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องของความเครียด อันมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากขึ้น
References
1.Diabetes Statistics
for Seniors, American Diabetic Association
2. Nutrition Concepts,
Minneapolis, MN 55439, USA.
3. Clinical Practice
Guideline ทางอายุรกรรม พ.ศ. 2544.
4. The Lancet, July
31, 2004.
5. CHARLOTTESVILLE,
Va., July 12 ,2004.
6. Basic and Clinical
Pharmacology, Bertram G. Katzung.