ลุงประจัญ อายุ 83
ปี ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว เมื่อผ่านการผ่าตัดพบว่า
เป็นเซลล์มะเร็งชนิด moderate differentiated adenocarcinoma ตีความภาษาชาวบ้านให้เข้าใจกันก็คือ
เป็นเซลล์มะเร็งที่ร้ายแรงปานกลาง
ในการจำแนกอำนาจการรุกรานของมะเร็ง
พอจะจำแนกเป็น 3 ระดับ กล่าวคือถ้าเปรียบเซลล์มะเร็งเหมือนนักก่ออาชญากรรม
เซลล์มะเร็งชนิด poorly differentiate ก็เหมือนผู้ร้ายฆ่าคน ชนิด moderate
differentiate ก็ผู้ร้ายจี้ปล้น ชนิด well differentiate ก็เหมือนผู้ร้ายขโมยของ
อย่างไรก็ดี การแพทย์ก็ยังจำแนกสถานการณ์การรุกรานของมะเร็ง
แบ่งเป็น4 ระยะคือ
ระยะที่ 1 อยู่ในชั้นเยื่อเมือก
ระยะที่ 2 รุกรานจากชั้นเยื่อเมือกแต่ยังไม่พ้นไปจากลำไส้ ไม่ไปยังต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 3 ผ่านลำไส้ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ใกล้เคียง
และระยะที่ 4 แพร่กระจายไปที่ไกลออกไป
ลุงประจัญพบว่ามะเร็งไปต่อมน้ำเหลืองบางส่วนในช่องท้อง
ส่วนที่เยื่อหุ้มปอดดูคล้ายจะมีจุดบางจุดอยู่ขนาดเล็กมาก ซึ่งไม่ชัดเจนนักแปลว่าลุงประจัญอยู่ในระยะรุกรานที่ก้ำกึ่งระหว่างระยะที่
3-4
ด้วยสถานการณ์เช่นนั้น
ลุงประจัญจึงได้รับเคมีบำบัด จุดมุ่งหมายคือช่วยระงับยับยั้งไม่ใช่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายเร็ว
หวังเพื่อยืดอายุเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็กะกันว่าไม่เกิน 5 ปี ด้วยอายุ
78 ปี ลูกชายเลือกธรรมชาติบำบัดให้ใช้กับคุณพ่อตลอดระยะเวลาที่ทำเคมีบำบัด
และดูแลต่อเนื่องตลอดในอีกหลายๆ ปี
เป็นที่น่ายินดีว่า ลุงประจัญร่วมมือกับวิธีการธรรมชาติบำบัดได้ค่อนข้างดี
ลุงมีพนักงานผู้ช่วยที่ดูแลผู้ป่วยซึ่งเอาใจใส่คุณลุงดีมาก เธอดูแลอาหารให้ลุงกินข้าวกล้อง
ผักสด ผลไม้ เธอทำกับข้าวเก่งจึงช่วยให้ลุงกินอาหารต้านมะเร็งที่งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด
รวมทั้งปลา ไข่ ซุปไก่ รังนก และนม ได้อย่างสม่ำเสมอ
แรกๆ เธอมักจะถามผมว่า
"คุณหมอคะ ไม่ให้กินเนื้อสัตว์เลยแล้วจะมีแรงหรือคะ" ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้ป่วยมะเร็งและญาติๆมักจะสงสัย
ผมมักยกตัวอย่างให้ฟังว่า
"เคยท่องสุขศึกษามาหรือเปล่า ตั้งแต่ชั้น ป.4 เราจะท่องไว้ว่า โปรตีนสร้างเนื้อหนัง
คาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน ไขมันให้ความอบอุ่น
ดังนั้นถ้าเราต้องการเรี่ยวแรงก็ต้องกินคาร์โบไฮเดรต
ไม่ใช่กินเนื้อสัตว์แล้วทำให้มีแรง จับกังโรงสีสมัยก่อนแบกกระสอบข้าวสารไม่มีเงินซื้อหมูไก่มากิน
กินแต่ข้าวกล้องราดซีอิ๊วน้ำปลาทำไมมีแรงเยอะ นั่นเพราะได้คาร์โบไฮเดรตเพียงพอกินข้าวกล้องให้เพียงพอนั่นเอง
ส่วนโปรตีนน่ะสร้างเนื้อหนัง ถ้ากินโปรตีนมากเนื่องจากคนเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
จึงไม่ได้ต้องการสร้างเนื้อหนังมากมาย ขืนกินเข้าไปเยอะๆก็ถูกเซลล์มะเร็งเอาไปใช้
นะซิ การให้คุณลุงกินข้าวกล้องโรยข้าวโพด ต้องรู้ว่าข้าวกล้องมีโปรตีนด้วย
ในปริมาณ 7.8 กรัมต่อ 1 ทัพพี ถ้ากินข้าวได้วันละ 5 ทัพพีก็จะได้โปรตีน
39 กรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับสร้างเสริมเซลล์ปกติ แม้แต่การสร้างเม็ดเลือดขาวและโปรตีนภูมิต้านทาน
แต่จะไม่ฟุ่มเฟือยแบบที่เซลล์มะเร็งจะเอาไปใช้ได้"
อย่างไรก็ดี ระหว่างให้เคมีบำบัดผู้ป่วยอาจแพ้เคมีทำให้เบื่ออาหาร
ธรรมชาติบำบัดก็จะให้ตวงปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมด้วย กล่าวคือ
โปรตีน 7-8 กรัม อยู่ในข้าวกล้อง
1 ทัพพี = นมถั่วเหลือง 1 แก้ว = เต้าหู้ค่อนแผ่น = ไข่ขาว 1 ฟอง
หากกินข้าวไม่ถึง 5 ทัพพีก็ให้กินเต้าหู้หรือนมถั่วเหลือง
หรือไข่ขาวให้เท่ากับส่วนที่ขาดไป การเสริมเติมโปรตีนในอาหารให้พอเหมาะจึงนอกจากยับยั้งการเติบโตของมะเร็งแล้ว
ยังคงระดับภูมิต้านทานในร่างกายให้มีพละกำลังในการสู้ศึกมะเร็งอีกด้วย
การแก้พิษของเคมีบำบัด
ยังอาศัยวิธีดื่มน้ำปั่นผักผลไม้มากๆ การสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟที่ถูกวิธีโดยจะต้องรอเวลาหลังผ่าตัดเกินกว่า
1 เดือนครึ่งไปแล้ว รวมถึงการให้วิตามินระดับสูง ช่วยขจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากกระบวนการสลายตัวของเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมี
สิ่งเหล่านี้ทำให้ลุงประจัญสดชื่นอยู่เสมอ ระดับสารบ่งชี้มะเร็งของคุณลุง
CA19-9 ลดลงจาก 200 กว่าเหลือในระดับ 40 เศษๆ (ค่าปกติไม่เกิน 37)
แปลว่ามะเร็งไม่รุนแรงแล้ว แต่ยังไม่สงบเสียทีเดียว
กาลเวลาผ่านไป 3 ปี ลุงประจัญเริ่มกินปลาและกินในปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อติดตามผลก็ปรากฏว่าจุดในปอดเริ่มขยายตัว และค่า CA19-9 เพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุฉะนี้แพทย์ทางโรงพยาบาลจึงให้ยาเคมีบำบัดชนิดกิน ส่วนทางธรรมชาติบำบัดมาเน้นความสำคัญเรื่องการควบคุมอาหารให้เข้มงวดอีก
ด้วยความเข้าใจของคุณลุง "ก็ผมไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ปลาเท่านั้นเอง"
ลุงทำเสียอ่อยๆ
คุณลุงรับวิตามินระดับสูงด้วยโดยให้ทางน้ำเกลือทุก
3 วัน ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่า สามารถช่วยลดผลข้างเคียงของเคมีและเพิ่มภูมิต้านทานได้อย่างสำคัญ
ระดับ CA19-9 ลดลงมาที่เกณฑ์ประมาณ 60 และประคองได้ในระดับนั้นมาอีก
2 ปี จุดในปอดยังคงเดิมไม่แพร่กระจาย
เมื่อมาถึงปีที่ 5 ซึ่งเราถือว่าเป็นชัยชนะเกินเป้าในการรักษาคุณลุงประจัญแล้ว
เราเริ่มพบว่าระดับ CA19-9 ไต่ขึ้นมาที่ 137 ขณะนี้คุณลุงอายุถึง 83
ปีแล้ว หมอทางโรงพยาบาลจึงไม่คิดว่าจะให้อะไรกับคุณลุงอีก ส่วนทางธรรมชาติบำบัดยังมีวิธีจัดการอีกไม่น้อย
เรามาได้รู้จักกับสารธรรมชาติตัวหนึ่ง
ชื่อว่า อะราบิน็อกซัยเลน เฮมีเซลลูโลส (arabinoxylan hemicellulose)
สารชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งในสาร xyloseในธรรมชาติดั้งเดิมมีอยู่ในข้าวอยู่แล้ว
เป็นสารเส้นใยอย่างหนึ่ง แต่โดยสภาพตามธรรมชาติ xylose เมื่อกินเข้าไปมันไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้
จึงทำหน้าที่เป็นเพียงสารเส้นใย ช่วยให้การขับถ่ายดี ในเชิงของมะเร็งแล้วก็เพียงทำหน้าที่ป้องกัน
เหมือนอย่างที่พบว่าคนกินข้าวกล้องกินเส้นใยเยอะมะเร็งไม่ค่อยถามหา
มาบัดนี้การวิจัยของประเทศญี่ปุ่นได้ความคิดว่า
ถ้าเอาเอนไซม์จากเห็ดชิอิตาเกะมาตัดโครงสร้างโมเลกุลให้ออกมาเป็นอะราบิน็อกซัยเลน
เฮมิเซลลูโลสก็จะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อเข้าไปแล้วพบว่าสารนี้ไปกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกกันว่า
NK cell (natural killer cell) ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ปกติ NK cell ทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็งหรือเชื้อโรค
โดยสามารถกำจัดเซลล์แปลกปลอมเหล่านี้ได้อย่างไม่เฉพาะเจาะจง พูดง่ายๆ
เหมือนหน่วย S.W.A.T. ที่สามารถปฏิบัติการโดยไม่จำกัดพื้นที่ NK cell
เมื่อไปพบเซลล์เป้าหมายจะจัดการยิงกระสุนเข้าใส่ กระสุนเหล่านี้บรรจุอยู่ในถุงเล็กๆ
(granule)ที่มีอยู่ในตัวมัน
ดังนั้นถ้าหน่วยสวาทของเรามีกระสุนเต็มพิกัดย่อมกำจัดมะเร็งและเชื้อโรคได้เต็มประสิทธิภาพ
นักวิจัยที่ญี่ปุ่นพบว่าสารอะราบิน็อกซัยเลนไปช่วยเพิ่มgranule ใน
NK cell มันก็ยิงกระสุนกำจัดมะเร็งและไวรัสได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น 300-500%
ที่สหรัฐฯ ศ.แมมโดห์
โกห์เมียมทดลองในผู้ป่วยมะเร็ง 25 รายเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งเม็ดเลือดขาว Multiple myeloma ฯลฯ พบว่าสารนี้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้ชัดเจน
อีกบางวิจัยใช้กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ได้ผล
เมื่อลุงประจัญลองใช้สารตัวนี้บ้าง
ด้วยเวลา 1 เดือนร่วมกับการควบคุมอาหารตามแนวธรรมชาติบำบัดจริงจัง
ระดับ CA19-9 ก็เริ่มลดลงจากเหลือที่ระดับ 100 และสภาวะร่างกายดีขึ้น
นี่แสดงถึงแนวโน้มการรักษามะเร็งของทั่วโลกว่า ยุทธศาสตร์การกำจัดมะเร็งกำลังหันมาทำสงครามภูมิต้านทานกันแล้วอย่างจริงจัง
และได้ผล