1. "หุ่นดี" ไม่เท่ากับคำว่า
"ผอม หรือ น้ำหนักน้อย"
2. ค่า BMI ที่เหมาะสม
บอกแค่ว่า น้ำหนักของคุณเทียบกับความสูงแล้วใช้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ่นคุณจะดี
3. ค่าที่จะบอกได้ว่าหุ่นดีหรือไม่ดี
ได้ตรงจุดกว่ากลับเป็นค่าของ %Body fat ที่เหมาะสมกับ BMI ด้วย
4. การที่เราจะลดน้ำหนักได้ในขณะที่ยังคง
%Body fat ไว้ในสัดส่วนที่เหมาะสมจำเป็นที่จะต้องทำ 2 อย่างควบคู่กันไป
นั่นคือ
- การควบคุมอาหาร
- การออกกำลังกาย
ในเมื่อผมเป็นคนเปิดประเด็นเรื่อง
%Body fat เอาไว้ให้ค้างคาใจแล้ว คราวนี้จึงเป็นหน้าที่ ของผมที่จะต้องว่าเรื่องนี้ต่อไปจนจบ
ให้บรรดาท่านผู้อ่านหายคาใจว่า %Body fat นั้นเขาหากันได้อย่างไร
เนื่องจากเราไม่สามารถชำแหละคนออกเป็นส่วนๆ
แยกเอาไขมันออกมาชั่งต่างหากได้ ดังนั้นการหา %Body fat จึงทำได้เพียงแค่ประเมินและประมาณเท่านั้น
และในวิธีที่ใช้ประเมินและประมาณได้ดีที่สุดนั้น เห็นจะได้แก่ วิธีการชั่งน้ำหนักตัวบนบกเทียบกับน้ำหนักตัวในน้ำ
หลักการของวิธีการหา
%Body fat นี้ ง่ายมากครับ นั่นคือใช้หลักการของจมกับของลอย ตามปกติแล้วกล้ามเนื้อและกระดูกมีความหนาแน่นสูง
จึงมักจะจมเมื่อแช่อยู่ในน้ำ แต่ไขมันมีสภาพความหนาแน่นต่ำ เมื่อแช่อยู่ในน้ำจึงลอยตัวขึ้น
เป็นแรง 2 แรงที่หักล้างกัน
ผลที่ได้ก็คือน้ำหนักตัวที่แช่อยู่ในน้ำ
จะถูกแรงพยุงตัวของน้ำพยุงเอาไว้ แรงพยุงตัวที่ว่าก็คือแรงที่เกิดจากไขมันที่พยายามจะลอยตัวขึ้นนั่นเอง
ทำให้การชั่งน้ำหนักตัวในน้ำชั่งได้หนักน้อยกว่าบนบกเสมอ
ดังนั้น ใครที่มีค่าน้ำหนักที่ชั่งบนบกและในน้ำต่างกันมากๆ
ก็แสดงว่ามี Fat มาก (แรงพยุงตัวมีมากกว่า) แต่ใครที่มีค่าน้ำหนักที่ชั่งเทียบกันแล้วแตกต่างกันไม่มาก
ก็แสดงว่ามี Fat น้อยกว่า (แรงพยุงตัวน้อยกว่า) คำนวณไปคำนวณมาก็จะได้ค่า
%Body fat ออกมาให้เราเชยชมกัน
ตรงนี้ในทางการรักษา
เราจึงใช้ประโยชน์จากการที่คนอ้วน มีไขมันเยอะ เวลาออกกำลังกายบนบกใหม่ๆ
อาจทำให้ปวดข้อเข่า การที่ไปแช่อยู่ในน้ำ แรงพยุงตัวจะช่วยให้เข่ารับน้ำหนักน้อยลง
ยิ่งมีไขมันมากก็ยิ่งมีแรงพยุงมาก
กลับมาเข้าเรื่อง %Body
fat ต่อดีกว่า วิธีการชั่งน้ำหนักบนบกกับในน้ำนั้นค่อนข้างยุ่งยากจึงมีคนคิดวิธีการในการวัด
%Body fat ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยหลักการง่ายๆ ว่าคนที่มีไขมันในตัวมาก
เวลาใช้มือหยิกก็จะจับชั้นไขมันตามพุง ตามต้นแขน ได้หนาๆ
แต่ถ้าใครมี %Body fat
น้อย เวลาเอามือหยิกตามพุง ตามต้นแขน ก็จะจับอะไรไม่ค่อยได้ ความหนาของชั้นผิวหนังที่จับขึ้นมาได้ก็น้อยกว่า
ก็เลยมีการจับเอาคนที่รู้
%Body fat ด้วยการชั่งน้ำหนักด้วยวิธีแรกแล้ว มาวัดความหนาของชั้นผิวหนังตามตำแหน่งต่างๆ
ที่ไขมันชอบไปเกาะอยู่ โดยใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายๆ คีมคีบ ที่เรียกว่า
Caliper ดังรูป
แล้วจดเป็นตารางเปรียบเทียบว่า
ถ้าวัดความหนาของชั้นไขมันได้เท่านี้ คนส่วนใหญ่จะมีค่าเฉลี่ยของ %Body
fat เท่าไหร่
เมื่อเราได้ตารางออกมาแล้ว
ในทางกลับกัน ถ้าเราทราบว่าคนอีกคนหนึ่งมีค่าความหนาของชั้นไขมันกี่มิลลิเมตร

เราก็พอจะประมาณกลับจากตารางได้ว่า
คนๆ นั้นน่าจะมีค่า %Body fat เท่าไหร่
ตำแหน่งที่เราใช้วัดความหนาของชั้นไขมัน
มีอยู่ 4 จุดคือ
1. ชั้นไขมันต้นแขนด้านหน้า
หรือ Biceps skin fold
มีรายละเอียดคร่าวๆ
ดังนี้
- ห้อยแขนข้างที่จะวัดลง
ปล่อยสบายๆ
- หาจุดกึ่งกลางของท่อนแขนด้านบน
- ใช้นิ้วมือข้างที่ยังว่างอยู่
หยิบผิวหนังจับขึ้นมาเบาๆ ต่ำลงมาจากจุดที่จะวัดสัก 1 เซนติเมตร
- ใช้ Caliper คีบที่ผิว
ณ ตำแหน่งที่จะวัด ผลที่ได้ออก มาจะมีหน่วยความหนาเป็นมิลลิเมตร

2. ชั้นไขมันต้นแขนด้านหลัง
หรือ Triceps skin fold
มีรายละเอียดคร่าวๆ
ดังนี้
- ห้อยแขนลงข้างตัว ปล่อยสบายๆ
- หาจุดกึ่งกลางท่อนแขนด้านบน
- ใช้นิ้วมือข้างที่ยังว่างอยู่
หยิบผิวหนังจับขึ้นมาเบาๆ ต่ำลงมาจากจุดที่จะวัดสัก 1 เซนติเมตร
- ใช้ Caliper คีบที่ผิว
ณ ตำแหน่งที่จะวัด ผลที่ได้ออก มาจะมีหน่วยความหนาเป็นมิลลิเมตร

มีรายละเอียดคร่าวๆ
ดังนี้
- ห้อยแขนลงข้างข้างตัว
ปล่อยห้อยสบายๆ
- คลำหามุมแหลมด้านล่างของกระดูกสะบัก
- จับชั้นไขมัน ณ ตำแหน่งต่ำจากจุดนั้นลงมา
ประมาณ 2 เซนติเมตร จับให้ผิวตั้งขึ้นเป็นแนว เฉียงขนานไปกับขอบของกระดูกสะบัก
- ต่ำลงมาจากมุมของกระดูกสะบัก
1 เซนติเมตร ให้ใช้ Caliper คีบแล้วอ่านค่าความหนาของ ชั้นไขมันตามวิธีเดิม
4. ชั้นไขมันเหนือปุ่มกระดูกสะโพกด้านหน้า
หรือ Suprailiac skin fold
มีรายละเอียดคร่าวๆ
ดังนี้

- คลำหาปุ่มกระดูกที่บริเวณเอวด้านหน้า
- จากตำแหน่งนั้น วัดขึ้นมาประมาณ
3 เซนติเมตร จะเป็น ตำแหน่งที่ใช้วัด
- ใช้มือหยิบชั้นไขมันให้ผิวตั้งขึ้น
ที่ตำแหน่งเหนือจาก ตำแหน่งที่ใช้วัดขึ้นมาอีกประมาณ 1เซนติเมตร
ให้แนวของ ผิวหนังเป็นแนวตั้ง
- ใช้ Caliper คีบตรงตำแหน่งที่ใช้วัด
แล้วอ่านค่า
หลังจากได้ผลความหนาของชั้นไขมันทั้ง 4 ตำแหน่งครบแล้ว
ให้เอาค่าทั้งหมดมาบวกกัน ก็จะได้ค่าความหนาของชั้นไขมันรวม มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
แล้วไปเปิดค่าอ่านตามตาราง