ตรงข้ามหากคนเราเป็นทุกข์อะไรง่ายๆ
แต่มีความสุขยาก พบเจออะไรกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีความสุขทั้งนั้น
ทำอะไรก็มีแต่ความเบื่อหน่าย เคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา คนประเภทนี้ไม่ว่าอยู่
ณ ที่แห่งใดก็คงมีแต่ความอับเฉาเหี่ยวแห้ง
ผู้ที่ฝึกชี่กง หรือฝึกสติ-สมาธิแบบอื่น
เมื่อผ่านการฝึกไปสักระยะหนึ่ง จิตใจและสติปัญญาก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นมา
หาใช่แต่การร่ายรำมวยจีน หรือฝึกลมปราณวันแล้ววันเล่าเพียงอย่างเดียว
เมื่อใดก็ตามที่จิตใจเกิดความทุกข์ร้อน
ลมปราณในร่างกายจะติดขัด ตรงนี้ผมเคยมีประสบการณ์อยู่หลายครั้งที่บอกว่า
ความโกรธทำให้พลังขึ้นบน เกิดอาการเวียนศีรษะ ความวิตกกังวลทำให้เลือดลมติดขัด
จุกในลำคอ ความท้อแท้เสียใจ ทำให้เสียพลัง ฯลฯ เมื่อเกิดการติดขัด
ผู้ฝึกย่อมต้องพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อลดผลของอารมณ์นั้นๆ เมื่อได้ทำบ่อยๆ
เข้าก็จะเกิดเป็นนิสัย ก็จะกลายเป็นภูมิคุ้มกันทางอารมณ์อย่างหนึ่ง
สุขง่ายคือสุขอย่างไร
ความสุขไม่ได้เกิดจากการเสพ
แต่เกิดจากความพึงพอใจเป็นพื้นฐาน เมื่อพอใจก็ย่อมเป็นสุข นี่เป็นเงื่อนไขประการสำคัญ
คาดหวังมาก มีความหวังมาก
โอกาสผิดหวังย่อมสูงเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงควรหวังแต่พอดี และเมื่อทำจนสุดความสามารถแล้วไม่ได้ดังหวัง
ก็จงนำมาเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงตนเอง อย่างนี้ก็ถือว่า "ได้" ประโยชน์เช่นกัน
สำหรับประสาทสัมผัสทั้ง
5 และจิตใจ ก็ควรฝึกฝนให้ไว "ต่อความสุขเล็กๆ น้อยๆ " เช่น ได้มองก้อนเมฆที่สวยงาม
เห็นต้นไม้ใบหญ้าปลิวไสว ได้สัมผัสกับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
จิตใจที่มองโลกในแง่ดี
มองเห็นความสวยงามของธรรมชาติก็มีส่วนทำให้จิตใจสบาย
ทุกข์ให้ยาก
ทุกข์มีประโยชน์คือ นำมาเป็นเงื่อนไขที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง
และนำไปสู่การพัฒนาตนเอง แต่มิใช่เป็นสิ่งที่จะต้องจมปลักอยู่ด้วยอย่างไม่รู้จบสิ้น
ในความทุกข์ย่อมมีความสุข
ถ้าหากมองเห็นก็จะทำให้ "ทน" ทุกข์ได้มากขึ้น
การฝึกฝน
เริ่มจากฝึกรู้ตัวว่า
สิ่งใดคือสุข สิ่งใดคือทุกข์ของตนเอง เมื่อทราบแน่ชัดแล้วก็จะต้องคัดกรองสิ่งที่เป็นประโยชน์
ในระดับปุถุชนเราเน้นความไวต่อความสุข
สิ่งที่เคยเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็จะต้องรับรู้ เช่น การสูดอากาศที่เย็นสบาย
การได้อาบน้ำชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย การได้ลิ้มรสข้าวผัดจากร้านเจ้าประจำ
เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเริ่มต้นไม่นาน
แต่กว่าจะเป็นนิสัยได้ย่อมต้องใช้ความตั้งใจ มีความสังเกตสังกาและรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ