การฝึกจิตในพระพุทธศาสนา
เรียกว่า สติปัฏฐานสี่ ซึ่งประกอบด้วย กาย เวทนา จิต และธรรม
กาย หมายถึง อิริยาบถ
ท่าทาง การกระทำต่างๆ ทางร่างกาย เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ยกมือ จับ
แปรงฟัน เคี้ยว ฯลฯ
เวทนา หมายถึง
ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เช่น รู้ว่าสุขเมื่อพึงพอใจ
รู้ว่าร้อนในที่ร้อนอบอ้าว รู้ว่าเฉยๆ เมื่อไม่ทุกข์ไม่สุข
จิต หมายถึง ความคิดที่เกิดขึ้น
เป็นต้นว่า ฟุ้งซ่าน หดหู่ รำคาญใจ อยากได้ โกรธ เป็นต้น
ธรรม หมายถึง
หลักธรรม เช่น อริยสัจ 4 โพชฌงค์ 7 อุปาทานขันธ์ 5 เป็นต้น
สติช่วยล้างพิษทางอารมณ์ได้อย่างไร
อารมณ์เกิดขึ้นจากการมีปฏิกิริยาของจิตใจต่อสิ่งเร้าภายนอก
และแรงขับดันภายใน เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้นมนุษย์เราก็มักแปลความหมาย
และ "ปรุงแต่ง"จนเกิดความทุกข์ที่มากกว่าที่ควรจะเป็น
คุณอาจถูกเจ้านายตำหนิเรื่องการทำงาน
ซึ่งคุณเองก็ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด แต่ก็อดที่จะโกรธไม่ได้ "ผิดก็ผิดแต่ไม่เห็นต้องว่ากันแรกๆ
แบบนี้" กลับมาบ้านก็ยังคิดถึงคำตำหนิดังกล่าว พร้อมทั้งคิดไปไกลว่า
จะทำงานต่อไปดีไหม รู้สึกว่าทำแล้วไม่ได้ดั่งที่คิด เจอหน้าภรรยาก็ไม่อยากพูดคุยด้วย
เพราะอารมณ์ไม่ดี หรืออาจระบายอารมณ์หงุดหงิดใส่
การถูก"ตำหนิ" จึงตามมาด้วยความไม่สบายใจทั้งหลาย
ยังอาจส่งผลต่อคนรอบข้างให้ได้ความเดือดเนื้อร้อนใจไปด้วย
ความทุกข์ใจทั้งหลายของคนเราจึงเกิดจากตัวเราเป็นสาเหตุมากที่สุด
ส่วนคนอื่นนั้นจะทำร้ายจิตใจเราก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่อาจตามมาถึงในห้องนอน
หรือบนโต๊ะกินข้าวได้เลย
แต่ถ้าเมื่อใดมีสติรู้ว่า
คำตำหนิคือ "เสียง" เมื่อฟังแล้วก็ต้องให้ผ่านเลยไป โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์เช่นนี้
ก็ย่อมได้รับความทุกข์ที่ลดลง เหลือเพียงชั่วขณะนั้นๆ ในฐานะของคนเดินดินย่อมนำมาเป็นประโยชน์
ใช้ปรับปรุงตัวเองแก้ไขข้อบกพร่องได้ ทำให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิตเสียอีก
ในระดับขั้นที่สูงกว่านี้
การมีสติจะลดทอน หรือตัดความคิดฟุ้งซ่าน ทุกข์ร้อนหรือเคร่งเครียดไปได้
ก็ในเมื่อจิตคอยรับรู้ว่า กำลังเดินอยู่ ก้าวเท้าซ้าย-เท้าขวา นั่งเก้าอี้
จับปากกา ความคิดในปัจจุบันย่อมเกิดความชัดเจน ส่วนความคิดถึงความคิดถึงอดีตหรืออนาคตย่อมหดหายไป
บางท่านอาจเข้าใจว่า
การทำเช่นนี้จะเป็นสาเหตุให้คนเราเฉื่อยชามากขึ้นหรือไม่ แน่นอนว่าเราจะทำอะไรช้าลง
แต่จะมีความหมาย มีปัญญามากขึ้น เราจะไม่วิ่งไปมาอย่างไร้จุดหมาย แต่จะนั่งลงคิดแล้วลงมือทำอย่างตรงตามเหตุผล
การฝึกสติ
การฝึกสติในลมหายใจของตัวเองเป็นวิธีที่นิยมกันมากแบบหนึ่ง
และมีตำรามากมายที่กล่าวถึงอยู่แล้วจึงไม่ขอกล่าวในรายละเอียด
ส่วนการฝึกสติที่ง่ายอีกอย่างหนึ่งคือ
สติในกาย อันได้แก่ อิริยาบถต่างๆ ที่น่าจะสะดวกก็เช่น ขณะเดินถ้าเป็นการเดินปกติในทางราบ
ก็พูดในใจกำกับว่า "ซ้าย-ขวา" ให้ตรงกับเท้าที่กำลังก้าวเดินอยู่
ฝึกสติกับมือก็เช่น แกว่งมือ
ยกมือ วาง ตัก บิด เป็นต้น ให้ตรงกับอาการมือในขณะนั้น การฝึกสติในมือนี้ค่อนข้างง่ายเพราะเป็นอวัยวะที่ไวต่อการกระตุ้นอยู่แล้ว
ในเรื่องความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ประสาทสัมผัสทั้ง
5 ก็ควรให้มีสติรู้กำกับอยู่ด้วย เรื่องนี้มีกล่าวไว้ในสติปัฏฐาน 4
อย่างชัดเจน โดยเฉพาะส่วนของการมองเห็น และได้ยิน เพราะทั้งสองอย่างนี้จะเกิดขึ้นบ่อย
เมื่อเห็นคนที่เราไม่ชอบหน้า
ก็อาจจะนึกโกรธเคืองอยู่ในใจ ทำให้ตึงเครียด เมื่อได้ยินคำติฉินนินทาก็เป็นเสียงที่ทำให้เกิดความทุกข์ร้อนใจ
แต่หากเรามีสติรู้ว่า นี่คือ "มองเห็น" นั่นคือ "ได้ยิน" โดยไม่มีการปรับแต่งต่อเติม
ก็ย่อมลดความทุกข์ใจที่ไม่จำเป็นไปได้มาก
แต่อย่าได้เข้าใจผิดว่า
ตัวของเรานี้จะเฉยเมยกับความเป็นไปของโลกภายนอก ทว่ายังคงต้องมองความจริง
แก้ไขต้นเหตุ ปัจจัยอยู่นั่นเอง อย่างเมื่อได้ยินคำนินทาหากมันเป็นอย่างที่เขาพูดจริง
ก็ต้องแก้ไขที่ตนเอง ถ้าไม่จริงก็อาจต้องแก้ไขความเข้าใจผิดนั้นให้ถูกขึ้น
ต่อเมื่อแก้ไขไม่ได้จริงๆ นั่นแหละจำเป็นต้องเฉยเสีย
ลงมือทำ
สำหรับการเริ่มต้นความเริ่มฝึกกับลมหายใจดูก่อน
คือรู้ว่าลมหายใจขณะนั้นกำลังเข้าหรือออก แล้วจึงรู้ให้ละเอียดขึ้นว่าลมหายใจนั้นสั้นหรือยาว
สำหรับอิริยาบถก็ขอให้เลิกจากกิจวัตรที่ทำอยู่ชั่วคราว
ควรให้มีความสะดวกในการทำ คือไม่ต้องเร่งรีบ ไม่มีใครรบกวน อาจเป็นการรับประทานอาหาร
การเดินระหว่างตึก ขึ้นบันได ฯลฯ ทำวันละอย่างน้อย 5-10 นาที แล้วก็เพิ่มขึ้นตามกำลังและความสามารถของตนเอง
เมื่อจิตใจมีสติอยู่ย่อมสงบสุข
ไม่ทุกข์ร้อนไปกับอารมณ์และความรู้สึกที่มากระทบ หรือเกิดการปรุงแต่งต่อเติมขึ้นในใจ
เป็นเช่นนี้แล้วไซร้พิษทางอารมณ์ย่อมลดลงไปอย่างแน่นอน