อุปสมะ เป็นคำบาลี
หมายถึง "รู้จักสงบใจ" ในหนังสือธรรมนูญชีวิต โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก
ท่านแปลว่า
' คือรู้จักหาความสุขสงบทางจิตใจ
ฝึกตน ให้สามารถระงับความมัวหมอง ดับความขัดข้องวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสได้
ทำจิตใจให้สงบผ่องใสรู้จักรสแห่งสันติ คนที่รู้จักรสแห่งความสุขอันเกิดจากความสงบอันเกิดจากความสงบใจ
แล้วย่อมจะไม่หลงใหลมัวเมาในวัตถุ หรือลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นต้น โดยง่าย'
ความไม่สงบ ไม่ว่าจะเกิดกับคนคนเดียว
หรือกลุ่มบุคคล หรือระดับประเทศ หรือระดับโลกก็ตาม ย่อมเป็นต้นเหตุของความไม่ดีหลายประการ
คนใดก็ตามที่จิตใจไม่สงบ
เช่น มีความหวาดระแวง ความหึงหวง ความไม่ไว้วางใจกัน และอื่นๆ ก็เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมหลายอย่าง
เช่น การฆ่ากันตายทั้งครอบครัว เพราะสามี หรือภรรยามีจิตใจไม่สงบ คิดไปต่างๆ
นานา เมื่อดับความฟุ้งซ่านของจิตใจไม่ได้ก็ต้องตายดังที่เห็นเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์กันอยู่บ่อยๆ
ถ้าจิตไม่สงบเกิดกับกลุ่มบุคคล
เหตุการณ์ที่รวมตัวกันประท้วงในเรื่องต่างๆ กันก็จะเกิดขึ้นบ่อย ถ้าไม่เห็นด้วยในหลักการแต่จิตใจสงบก็สามารถคัดเลือกผู้แทนจากกลุ่มตนไปเจรจาต่อรองกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้โดยไม่ต้องปิดถนน
ทำลายสิ่งที่เป็นสาธารณะ และอื่นๆ
ถ้าจิตไม่สงบเกิดขึ้นในระดับชาติ
เช่น ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาประหัตถ์ประหารกันด้วยวาจา
หรือการกระทำก็ดี ความไม่สงบก็จะเกิดกับประเทศชาติของตนเอง ทำให้ขาดการยอมรับของนานาชาติ
ในระดับโลก สงครามจะเกิดหรือไม่เกิดก็อยู่ที่จิตใจของผู้แทนจากแต่ละประเทศ
หรือตัวแทนของสหประชาชาติ ถ้าทุกชาติรู้จักสงบใจ สงครามก็คงไม่เกิด
จะเห็นว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจคน
ไม่ว่าจะเป็นจิตของคนส่วนน้อยหรือส่วนมาก ถ้าจิตนั้นไม่สงบก็เกิดความเดือดร้อนทั้งกับตนเองและผู้อื่นดังตัวอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น
การทำจิตให้สงบนั้นไม่ใช่ชี้นิ้ว
หรือออกคำสั่งให้จิตสงบแล้วจิตนั้นจะทำตามที่สั่ง จิตของคนส่วนใหญ่จะว่ายากสอนยาก
เหมือนจับปลาขึ้นมาจากน้ำ ปลาก็จะดิ้นกลับลงไปในน้ำซึ่งตนเคยอยู่ จิตเคยมีอิสระทำอะไรตามใจตนเอง
แต่ไม่ใช่จะเลือกทำแต่สิ่งดีเพราะจิตเปรียบได้เหมือนน้ำ ย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
จิตคนจึงคิดไม่ดีได้มากกว่าคิดดี นอกจากนั้นจิตยังเปรียบได้กับลิงคือไม่เคยอยู่นิ่ง
วุ่นวายอยู่ตลอด เรียกว่า จิตไม่สงบ หรือว้าวุ่น อันเป็นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค
ในทางตรงข้ามการรู้จักสงบใจ หรือทำจิตให้สงบ เช่น การทำสมาธิ ทางการแพทย์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า
ความสงบของจิตช่วยรักษาหลั่งออกมา จิตใจจะสงบเคลิบเคลิ้ม สารนี้ยังช่วยคลายความเจ็บปวดและเพิ่มความต้านทานโรค
ในทางตรงข้ามถ้าจิตไม่สงบ
ร่างกายจะหลั่งสาร 2 ชนิด คือ
1.อะดรีนาลิน
ทำให้ใจสั่น หลอดเลือดแดงหดเล็กลง ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
2.สเตียรอยด์
สารนี้ทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งมากขึ้น มีผลให้
- เกิดโรคกระเพาะอาหาร
- ทำให้ภูมิต้านทานโรคบกพร่องได้
จึงอ่อนแอ และติดเชื้อง่าย
สารทั้ง 2 ชนิดนี้หลั่งมาจากต่อมหมวกไต
ในทางตรงข้าม จิตใจที่สงบจะช่วยให้ ภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มขึ้น
ท่านใดที่ฝึกสมาธิ จนถึงขั้นเกิดปิติ
และสุขได้ ระยะนั้นร่างกายจะผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดพิเศษ เรียกว่า ทีเซลล์
หรือ T killer cell ออกมาในกระแสเลือด เม็ดเลือดขาวชนิดพิเศษที่มีขึ้นตอนจิตสงบสามารถทำให้เซลล์มะเร็งตายได้
การรู้จักสงบจิตสงบใจ
นอกจากจะทำให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน ยังช่วยให้ร่างกายมีผิวพรรณผ่องใสโดยไม่ต้องซื้อเครื่องสำอางแพงๆ
มาแต่งผิว ลอกผิว ความผ่องใสของร่างกายเกิดจากจิตที่สงบ
ยามที่จิตสงบหรือในสมาธิจิต
กายสังขารก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ชีพจรช้าลง มีประโยชน์สำหรับผู้เป็นโรคใจสั่น
อัตราการหายใจลดลงจึงฝึกจิตให้สงบเพื่อใช้รักษาโรคหอบหืด และความดันเลือดก็ลดลง
การฝึกจิตให้สงบ หรือรู้จักสงบใจเสียบ้าง
จะเกิดประโยชน์หลายสถาน เช่น
1. จิตจะแน่วแน่อยู่แต่ในสิ่งที่ถูกที่ควรไม่ก่อเรื่องเหลวไหล
วุ่นวาย
2. ใจที่สงบจะมีความเข้มแข็ง
สามารถเอาชนะสิ่งที่ผิดได้
3. ใจที่สงบจะเยือกเย็นไม่ไปวุ่นวายกับเรื่องต่างๆ
โดยไม่จำเป็น
4. เกิดความสุขขึ้นทันตา
5. การสงบจิตใจได้ ก็เหมือนทำน้ำขุ่นให้ใสได้
เมื่อมองผ่านน้ำใสก็จะเห็นทุก อย่างตามความเป็นจริงทำให้รู้แจ้งเห็นจริงตามกฎของธรรมชาติ
6. จิตที่สงบจะช่วยขจัดกิเลส
(เครื่องเศร้าหมอง) ให้เบาบางลงได้
7. เมื่อใจสงบร่างกายจะหลั่งสารชื่อ
ซีโรโทนิน ออกมาให้หลับง่ายและหลับ สบาย
เมื่อเรามีความทุกข์เช่นต้องสูญเสียของรักหรือต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักผู้ใหญ่ท่านก็จะปลอบว่า
"ทำใจเสียบ้างซีลูก" ก็คือให้รู้จักสงบใจนั่นเอง
เรื่องของใจเป็นเรื่องใหญ่
เพราะ "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" คนเจ็บที่นอนอยู่โรงพยาบาลให้แพทย์รักษา
ถ้าคนเจ็บคิดเสียว่าตนคงไม่หายแพทย์ก็รักษายากหน่อย