จุดมุ่งหมายของชีวิต
3 ระดับนั้น คือ
1.ประโยชน์เฉพาะหน้า
ประโยชน์ปัจจุบัน หรือประโยชน์ทันตา ภาษาบาลีเรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ
แปลให้ตรงตามภาษาพระว่า ประโยชน์ระดับที่ตามองเห็น ได้แก่ การมีทรัพย์สินเงินทอง
สมบัติพัสถาน มีมิตรสหายบริวารอะไรต่างๆ เหล่านี้ ทีนี้ต่อไป
2.ประโยชน์เลยตาเห็น
คือ ประโยชน์หรือจุดมุ่งหมายในขั้นที่ลึกลงไป ที่เราแปลกันว่า ประโยชน์เบื้องหน้า
ภาษาบาลีเรียกว่า สัมปรายิกัตถะ แปลว่า ลึกซึ้งเลยไปตามองไม่เห็น
ประโยชน์ที่ตามองไม่เห็น ก็คือเป็นเรื่องนามธรรม เป็นเรื่องของคุณธรรมความดี
เป็นเรื่องของประโยชน์ทางจิตใจ คือการพัฒนาจิตใจในด้านที่ตามองไม่เห็น
เช่น ความมีศรัทธา การดำรงอยู่ในความประพฤติที่ดีงาม ความมีจิตใจกว้างขวาง
เอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ เสียสละบำเพ็ญประโยชน์ ตลอดจนการสลัดละกิเลสที่อยู่ในจิตใจออกไป
ให้ใจโล่งโปร่งผ่องใส และมีปัญญาที่รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายถูกต้องตามเป็นจริง
อันนี้เป็นประโยชน์ในขั้นที่ลึกซึ้งเข้าไป เลยจากที่ตามองเห็น
ตอนแรกประโยชน์ที่ตามองเห็น
โดยมากจะเป็นประโยชน์ที่เราเอาเข้ามาให้ตัวเอง เช่น ทรัพย์สินเงินทอง
ซึ่งเป็นหลักประกันชีวิตในโลก ทีนี้พอถึงประโยชน์ขั้นที่สองนี้ ก็มาบำเพ็ญความดี
ทรัพย์สินเงินทองหรือประโยชน์ที่ตามองเห็นนั้นก็จะกลับออกไป สิ่งที่เข้ามาเมื่อกี้จะออกไป
คือจะไปทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น แล้วก็ทำสิ่งที่งามให้เกิดความสุขทางด้านจิตใจ
ตอนแรกได้ความสุขทางด้านร่างกายเป็นสำคัญ ทีนี้ก็หาความสุขทางจิตใจ
ตอนแรกความสุขจากการได้ จากการเอา ตอนนี้เราชำนาญขึ้นก็มีความสุขจากการให้
ให้คนอื่นเขา ใจเรามีคุณธรรมก็มีความสุข เป็นการพัฒนาชีวิตให่ได้ประโยชน์สูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
3.ประโยชน์สูงสุด
คือ การมีปัญญารู้เท่าทันโลกและชีวิต หรือปรมัตถ์ จนกระทั่งจิตใจ
เป็นอิสระ คนที่มีสัมปรายิกัตถะ อยู่ในขั้นทำความดีก็ยังมีความทุกข์
คนชั่วก็มีความทุกข์แบบคนชั่ว คนดีก็มีความทุกข์แบบคนดี คนดีทำความดีก็อยากให้เขาชมบ้าง
หรือบางคนทำความดี แล้วเห็นว่าไม่ได้ผลที่ต้องการ ก็บอกว่าแหม
ทำดีแล้วไม่ได้ดีสักที
อย่างนี้แสดงว่ายังมีความหวังผลอยู่ เพราะฉะนั้น คนทำความดีก็ยังมีทุกข์อยู่
พอถึงประโยชน์สูงสุด คือ ปรมัตถ์ แล้ว จิตใจจะเป็นอิสระ ตอนนี้ไม่หวั่นไหวเลย
ไม่มาเป็นทุกข์เพราะความดี เรื่องชั่วนั้นผ่านพ้นไปนานแล้ว และยังไม่ทุกข์เพราะความดีด้วย
เลยพ้นไปอีกขั้นหนึ่ง มาถึงประโยชน์ขั้นสูงสุดหลุดพ้นอยู่นอกเหนือสิ่งผูกรัด
กิเลสและความทุกข์ทาบไม่ถึง ปลอดโปร่งโล่งเบา ผ่องใสเบิกบานได้ตลอดเวลา
ทั้งสามขั้นนี้เรียกว่า
อัตถะ หรือจุดหมายของชีวิต 3 ระดับ ที่เราควรจะเข้าถึง เมื่อเกิด
เป็นมนุษย์แล้วจะต้องให้ได้อย่างน้อยขั้นที่หนึ่ง คือให้มีทรัพย์สินเงินทองอย่างน้อยพอพึ่งตนเองได้
และมีการสังคมกับเขาได้ดี มีชีวิตครอบครัวก็อยู่กันดี แล้วต่อไปก็พยายามเข้าถึงสัมปรายิกัตถะ
คือประโยชน์ลึกซึ้งลงไปที่ตามองไม่เห็น ด้วยการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม
พัฒนาชีวิตของตน พัฒนาจิตใจจนกระทั่งเข้าถึงขั้นที่สามที่ทำให้จิตใจเป็นอิสระด้วยปัญญาที่รู้เท่าทันโลกและชีวิต
ก็จบ
สำหรับข้อสามนี่ บางทีท่านพูดให้คนทั่วไปฟังก็เอาง่ายๆ
ไม่ออกชื่อเลย เพราะคนทั่วไปจะเน้นข้อหนึ่ง คือทิฏฐธัมมิกัตถะ ส่วนข้อสองข้อสามก็รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว
คือรวมข้อสามเข้าในข้อสอง เอาปรมัตถะรวมเข้าไว้ในสัมปรายิกัตถะ
คนที่บรรลุประโยชน์เหล่านี้ก็คือเป็นคนแบบอย่างได้
เป็นคนมีชีวิตที่ดี ซึ่งเรียกว่าเป็นบัณฑิต
คนเราจะเป็นบัณฑิตนี่ก็เพราะว่าเข้าถึงจุดหมายของชีวิตว่าตามหลักของพระพุทธศาสนาก็ถือว่า
แม้จะเรียนจบอะไรต่ออะไร ถ้าไม่บรรลุประโยชน์ที่ว่านี้ก็ไม่ถือว่าเป็นบัณฑิต
แต่ว่าใครจะเรียนอะไรหรือไม่เรียนก็ตาม ถ้าสามารถดำเนินชีวิตได้จนถึงจุดหมายนี้
ท่านถือว่าเป็นบัณฑิต ซึ่งแปลว่าผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา