|
นอนละเมอ
กับการสั่งจิตตัวเอง
นพ.ทีปทัศน์
ชุณหสวัสดิกุล
ที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี
นอกจากจะต้องรักษาคนที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ แทบจะทุกชนิดแบบเดียวกับคลินิกแพทย์ทั่วไปแล้ว
ผมก็มักจะเจอกับปัญหาแปลกๆ ที่บางทีก็ไม่อาจจะเรียกได้เต็มปากว่าโรคตามคำนิยามของการแพทย์แบบแผนด้วย
กรณีของผู้ป่วยรายนี้ก็เหมือนกัน
ผู้ป่วย (ขอเรียกว่าผู้ป่วยแล้วกัน) รายนี้เป็นหญิงสาววัยรุ่นที่เดินเข้ามาในห้องตรวจคราวแรกแล้วผมยังคิดว่าเป็นคนปกติแข็งแรงดีทั่วๆ
ไป พอนั่งลงพูดจาแนะนำตัวกันเสร็จ ผมก็ขอให้เธอเล่ารายละเอียดที่เธอมาขอคำปรึกษากับผมตามปกติ
"มีปัญหานอนละเมอค่ะ"
"อ๋อ
นอนไม่หลับใช่ไหมครับ" ผมรีบสรุปในใจ อย่างนี้เล่นไม่ยาก
"ไม่ใช่ค่ะ
นอนละเมอค่ะ" เธอบอก
"ครับๆ
โทษที... ตกลงเป็น...เอ่อ... นอนละเมอนะครับ" เอาอีกแล้วไง ถ้าจะเจอกับปัญหาแปลกๆ
ชวนปวดหัวเข้าให้แล้วสิ
"ไหนช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการนอนละเมอของคุณให้ผมทราบหน่อยซิ"
เรื่องมันเริ่มประมาณ
2-3 เดือนก่อน ที่เธอเริ่มรู้สึกว่าอ้วนไป จึงเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักด้วยตนเอง
วิธีที่เธอใช้ก็คือการจำกัดอาหาร กินให้น้อยลงช่วงหนึ่ง
ในระหว่างที่อดอาหาร
เธอมีความรู้สึกว่าตัวเองหิวอยู่เกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลากลางคืน
ตอนตี 1 ตี 2 จะหิวมาก จนกลัวว่าตัวเองจะทนหิวไม่ไหว
แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่นอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงนั้น
เธอก็ลุกลงจากเตียงมาที่ตู้เย็นในห้องนอนของเธอ จัดการเปิดฝาตู้เย็นหยิบเอาขนมออกมากิน
มารู้ตัวอีกทีตอนที่มีขนมอยู่ในปากแล้ว ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ
หลังจากอดอาหารมาระยะหนึ่งแล้วน้ำหนักตัวของเธอกลับไม่ค่อยลดลงเท่าไหร่
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอเป็นกังวลอยู่เกือบตลอดเวลาว่า
ที่น้ำหนักไม่ค่อยลดลงอย่างที่ต้องการ อาจเป็นเพราะว่าละเมอตื่นมากินตอนกลางคืนโดยที่ไม่รู้ตัวหรือเปล่า
ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงจัดแจงเอานาฬิกามาตั้งไว้ที่หัวเตียงเพื่อสังเกตดูว่า
ถ้าเธอละเมอตื่นมาอีกทีนั้นมันกี่โมงกี่ยามกันแน่ ในใจก็แอบนึกกังวลว่า
ตี 2 คืนนี้จะละเมอตื่นมากินอีกหรือเปล่าหนอ
หลังจากสังเกตอาการได้
3-4 คืน เธอพบสิ่งที่น่าตกใจก็คือ เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ในปากกำลังกินขนมอยู่
และที่สำคัญก็คือ เวลาทีเธอจะละเมอตื่นขึ้นมาก็จะเป็นเวลาเดียวกันทุกครั้งคือตี
2 ทุกครั้ง
"คุณแน่ใจนะว่า
ทุกครั้งที่คุณตื่นคือตี 2"
"แน่ใจค่ะ
เพราะก่อนนอนฉันจะตั้งนาฬิกาไว้ที่หัวเตียงเพื่อดูเวลาทุกครั้ง" นอกจากนี้เธอยังบอกอีกว่า
ไปบอกให้ใครฟังก็ไม่เชื่อ ถูกหาว่าประสาท เดือดร้อนจนต้องให้พี่สาวมานอนด้วย
จนพี่สาวเห็นกับตาน่ะแหละว่าเธอตื่นมาตอนตี 2 เพื่อหาของกินน่ะแหละจึงยอมเชื่อว่าเธอมีอาการดังกล่าวจริงๆ
เรามาพิจารณาปัญหานี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนดูสักหน่อย
ปัญหาเริ่มจากความกังวลของผู้ป่วยเองว่าจะต้องตื่นมาหิวกลางดึก พอกังวลไปนานๆ
เข้า ก็เท่ากับเป็นการออกคำสั่งต่อจิตใต้สำนึกของตัวเอง ทำให้ตื่นขึ้นมาจริงๆ
แถมกำลังสะลึมสะลืออยู่ก็เลยลุกขึ้นไปที่ตู้เย็นควานหาของกินแก้หิว
พออาหารเข้าปากค่อยได้สติแจ่มใสว่า เอ๊ะ! นี่เวลานอนของฉันนี่นา ทำไมตื่นขึ้นมากินได้
ในคืนต่อมา การที่เธอเอานาฬิกามาตั้งไว้ที่หัวเตียง
ก่อนนอนก็ยังดูเวลาไปด้วย กังวลไปด้วยว่าตี 2 จะตื่นไหมนะ พอเคลิ้มๆ
ไประยะหนึ่งก็เป็นเวลาที่จิตใต้สำนึกรับคำสั่งได้ดีเป็นพิเศษ คำสั่งสุดท้ายก่อนหลับก็คือ
"ตี 2 จะตื่นมาหาอะไรกิน...หรือเปล่า" บังเอิญคำว่า "หรือเปล่าน่ะ"สมองมันไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่
แต่ดันจำคำสั่งให้ตื่นมาตี 2 หาอะไรกิน ก็เลยกลายเป็นว่าตี 2 เมื่อไหร่
ร่างกายก็เลยถูกจิตใต้สำนึกสั่งให้ลุกขึ้นมาจริงๆ พอจิตสำนึกรู้ตัวอีกทีก็มีอาหารเต็มปากแล้ว
ไม่เพียงแค่นั้น พอรู้ตัว
เธอก็เลยรีบหันกลับไปดูนาฬิกาที่ตั้งไว้ที่หัวเตียง อ้าว! ... ตายจริง
นี่มันตี 2 อีกแล้วนี่หว่า ในช่วงที่ตกใจก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่จิตใต้สำนึกรับคำสั่งได้อีก
ก็เท่ากับว่าเป็นการตอกย้ำคำสั่งให้ละเมอตื่นชัดขึ้นๆ อาการก็เลยเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมเรียกว่าการสั่งจิตตัวเอง
ในเมื่อเป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากโปรแกรมจิตที่ผิดพลาด
การแก้ไขก็คือการใส่คำสั่งใหม่ให้จิตใต้สำนึกซะ (ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ก็คงเป็นการกดปุ่ม
Control + Alt + Del ยังงั้นมั๊ง)
แต่ปัญหาก็คือ ในภาวะที่จิตสำนึกตื่นตัวเต็มที่
จิตใต้สำนึกจะถูกปิดกั้น ไม่สามารถรับคำสั่งโดยตรงได้ ดังนั้นการที่หมอจะบอกกับผู้ป่วยคนนี้โดยตรงว่า
"จงหายๆ คุณจะไม่ตื่นมากินกลางดึกอีก" ย่อมไม่เป็นผล
การใส่คำสั่งให้จิตใต้สำนึกทำได้ในภาวะพิเศษเท่านั้นก็คือ
1.การทำสมาธิ ให้จิตสำนึกมีพลังพอที่จะไปแก้ไขโปรแกรมจิตใต้สำนึก
2.การสั่งจิตตัวเองด้วยการให้ผู้ป่วยตอนก่อนนอน
กำลังง่วงๆ จะหลับ คิดซ้ำๆ ว่า "ฉันจะไม่ตื่นมากินกลางดึก"
3.การให้ผู้ป่วยนอนเคลิ้มๆ
แล้วให้ผู้รักษาอีกคนมาพูกกรอกข้างๆ หูด้วยคำสั่งเดียวกัน
ในรายนี้ ผมเลยส่งให้
อ.อรพิน(คุณวัฒน์) นักสั่งจิตของเราช่วยสั่งจิตใต้สำนึกให้ ร่วมกับมีการแนะนำว่า
ให้เธอเอานาฬิกาย้ายไปที่อื่นเสีย จะได้ไม่ต้องมากังวลว่าตี 2 หรือยัง
(เพื่อหลีกเลี่ยงการสั่งจิตตัวเอง)
หลังจากทำการสั่งจิตไปได้
2-3 ทีอาการละเมอของเธอก็หายเป็นปลิดทิ้ง แฮ็ปปี้ด้วยกันทั้งหมดทุกฝ่าย
นอกจากกรณีนี้แล้ว ผมยังเจอกรณีที่คล้ายๆ
กัน อีก 2-3 กรณีเช่นกัน แม้แต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ เราก็พยายามเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้การสั่งจิตบำบัดโรค
เพราะถ้าใครเอาแต่คิดว่าตายแน่ ตายแน่ เดี๋ยวมันจะตายเร็วขึ้นจากผลพวงของการสั่งจิตตัวเองน่ะแหละ
เรื่องของจิตใต้สำนึกและพลังจิตนี้
มีอะไรที่สนุกและน่าสนใจอีกมาก เรียกได้ว่าเป็นอีกศาสตร์ว่าด้วยคลื่นพลัง
หรือ Vibrational medicine กันเลยทีเดียว แล้วเอาไว้ว่างๆ จะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ
|