ในการทำงานทางเคมีและไฟฟ้าของสมอง
ทางการแพทย์มีการค้นคว้าหลายแขนงแยกออกไปทั้งทางสรีระศาสตร์
กายวิภาคศาสตร์ ประสาทอายุรศาสตร์ ความรู้ข้างต้นได้แก่
ความจำระยะสั้นของเราจะเกิดขึ้นเมื่อเราเพิ่งได้พบกับเหตุการณ์นั้นเช่นรู้จักคนแปลกหน้า
และการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้าก็จะส่งไปยังสมองส่วนกลางและเกิดกระแสวนอยู่ระยะหนึ่ง
หากเราไม่นึกทบทวนชื่อหรือใบหน้าของคนที่เพิ่งรู้จัก วงจรความจำระยะสั้นก็จะทำงานเพียง
๑ หรือ ๒รอบ แล้วก็จะลางเลือนไป หากเราทบทวนหรือกระตุ้นเตือนบ่อยๆ
เช่นความประทับใจที่เกิดขึ้นเมื่อพบคนที่ถูกใจ สมองส่วนจดจำระยะสั้นซึ่งทำงานหลายรอบก็จะส่งไปสมองส่วนความจำระยะยาว
คือมีการจำซ้ำๆ จนคุ้นเคยและเคยชินนั้นเอง
แต่กระนั้นการอธิบายการทำงานของสมองในแง่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ยังไม่สามารถอธิบายกลไกของโปรแกรมจิตได้ลึกซึ้งเท่ากับพุทธศาสนา
ซึ่งได้อธิบายหน้าที่ของจิตไว้ ๔ ประการคือ
๑.หน้าที่รู้สึก(เวทนา)
คือ รู้สึกเจ็บปวด เป็นทุกข์ ไม่สบายทางกาย ไม่สบาย ทางใจ
หรือ รู้สึกเป็นสุขทางกายหรือทางใจ หรือรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา)
คือ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ ดังนั้นความรู้สึกของตนจะไม่เกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีจิตควบคุมอยู่
๒.หน้าที่จำหมาย(สัญญา)
คือ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัสว่าเป็น อะไร
เป็นหน่วยความจำของจิต ไม่ใช่ของสมอง และเป็นที่รวมของคำสั่งต่างๆ
ในลักษณะเดียวกับซอฟท์แวร์โปรแกรมที่ควบคุมกำกับสมองให้ทำงานอย่างคอมพิวเตอร์
๓.หน้าที่ปรับเปลี่ยนปรุงแต่งการทำงานของร่างกายให้เป็นไปตามความ
ปรารถนา หน้าที่นี้มีชื่อเรียกว่า "สังขาร" คำว่า
"สังขาร"นี้มีคำอธิบายหมายถึง "ความปรารถนา" (ใน "สังขารูปปัตติสูตร"
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์) เมื่อ "จิต"มีความปรารถนาอย่างใด
ก็จะสั่งให้สมองให้ปฏิบัติตามโดย ๓ วิธีนี้คือ
- วจีสังขาร
สั่งเป็นคำพูดหรือนึกคิดเป็นถ้อยคำในทันทีที่ต้องการ
- จิตสังขาร
สั่งด้วยขบวนการทำงานร่วมกันระหว่างความรู้สึก(เวทนา)
กับความจำหมาย (สัญญา) ซึ่งเป็นหน้าที่อย่างอื่นของจิตดังที่กล่าวมาแล้ว
คำสั่งชนิดนี้มีลักษณะเป็น "จินตนาการ"
- กายสังขาร
สั่งด้วยกลไกของระบบร่างกายให้อวัยวะต่างๆทำงานเช่น การหายใจ
การย่อยอาหาร การเคลื่อนไหวของแขนขา เป็นต้น
๔.วิญญาณ
มีหน้าที่รับรู้ คือรับรู้โลกภายนอกที่ผ่านเข้ามาทางอวัยวะรับสัมผัส
เช่น ตา หู จมูก เป็นต้น นอกจากนี้ยังรับรู้การทำงานอย่างอื่นของจิตอีกด้วย
คือ รับรู้เวทนา เช่นรับรู้ความเจ็บปวด รับรู้สังขาร และรับรู้สัญญา
ผมได้พบและได้รับแนวคิด
"ทฤษฎีคอมพิวเตอร์ชีวภาพ (The bio-computer theories)"
จากนายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ (อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข)
ซึ่งท่านได้เสนอแนวคิดการอธิบายการทำงานของสมองและจิตซึ่งเดิมมักอธิบายจากวิทยาศาสตร์
ซึ่งจะอธิบายทางพุทธศาสตร์ได้ละเอียดและลึกซึ้งได้มากกว่าดังนี้
" จิต
คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายมนุษย์มีความรับรู้(วิญญาณ) มีความรู้สึก
(เวทนา) มีความจำหมาย (สัญญา) และมีการปรับเปลี่ยน(สังขาร)
พฤติกรรมไปต่างๆ นานา"
หากเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
คือไม่มีข้อมูลเก่า (ที่เป็นรูปสัญญาอยู่เดิม) ก็จะมีการจำไว้ทั้ง
"รูป"และความรู้สึกที่เกิดจากการเห็นรูปนั้นไว้ด้วยกัน
ครั้นในเวลาต่อมาเมื่อใดที่ได้เห็นรูปนั้นอีก ก็จะทำให้เกิด
"เวทนา" อย่างที่เคยเกิดร่วมกับการเห็นครั้งแรกขึ้นมากได้อีกเสมอ
การทำงานร่วมกันระหว่าง
"สัญญา" กับ "เวทนา" เช่นนี้ ท่านเรียกว่า "จิตสังขาร"
เป็นคำสั่งของจิตไปยังสมองอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ มีการเก็บคำสั่งไว้ในรูปของ
"สัญญา" แล้วใช้ "ผัสสะ" เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด "เวทนา"
ซึ่งจะไปดึงเอา "สัญญา" ที่เก็บไว้เป็นคำสั่งนั้นมาสู่สมอง
ให้ปฏิบัติตามได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครสักคนด่าท่านด้วยถ้อยคำอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บช้ำใจยิ่งนัก
ท่านก็จะจำถ้อยคำนั้นไว้ได้ เมื่อใดที่ได้ยินถ้อยคำนั้นอีก
(หรือแม้แต่เพียงนึกถึง) ก็จะเกิดความรู้สึกเจ็บช้ำใจ
ขึ้นมาได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบเท่าที่ยังจำถ้อยคำที่ด่าว่านั้นไว้
พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายถึงเรื่องการทำงานของ
"จิตสังขาร" ไว้อย่างชัดเจนไว้ใน "มธุปิณฑิกสูตร" พระสุตตันตปิฎก
มัชิฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์) ดังต่อไปนี้
"...ดูกร
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย...
๑.จักขุวิญญาณ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูป...
๒.โสตวิญญาณ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียง...
๓.ฆานวิญญาณ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น...
๔.ชิวหาวิญญาณ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส...
๕.กายวิญญาณ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ...
๖.มโนวิญญาณ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์..."
ซึ่งสรุปว่าสิ่งจากภายนอก(อายตนะภายนอก)+อวัยวะรับสัมผัส(อายตนะภายใน)
+การรับรู้(วิญญาณ) รวมเป็นผัสสะซึ่ง เชื่อมโยงกับสัญญา
เป็นจิตสังขาร ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง
คำอธิบายของพระพุทธองค์ในเรื่องนี้
ทำให้มองเห็นการใช้คำสั่งในลักษณะที่เป็นโปรแกรมเก็บไว้ในจิตที่เรียกว่า
"สัญญา" อันมีลักษณะเดียวกับซอฟท์แวร์โปรแกรมใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์
โดยโปรแกรมคำสั่งเข้าไว้ในจิต และนำ "สัญญา" เข้ามาสู่สมอง
(Loading to Brain) เช่นเดียวกับการนำเข้าโปรแกรมใช้งานเข้าสู่คอมพิวเตอร์
จากนั้นมนุษย์เราก็จะมีพฤติกรรมไปตามโปรแกรมที่นำเข้านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดังตัวอย่างเรื่องการถูกด่าด้วยถ้อยคำที่ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บช้ำใจที่ยกมาแล้วนั้น
มนุษย์เราจึงสามารถแก้ไขโปรแกรมจิตที่นำให้เกิดผลเสียและความเจ็บป่วยได้
ซึ่งจะได้เล่าในคราวต่อไป