บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 

โปรแกรมจิตกับการทำงานของสมอง(ตอนที่๑)

นพ.นพดล พงษ์พิสุทธิ์นันท์

การทำงานของสมองมีความเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองนับพันล้านเซลล์ โดยเซลล์สมองแต่ละเซลล์มีกิ่งก้านแตกแขนงเชื่อมโยงกันนับล้านเซล ตำแหน่งที่เซลล์สมองอยู่จึงทำหน้าที่ควบคุมร่างกายเฉพาะส่วนและสามารถเชื่อมโยงกับเซลล์อื่นๆได้ง่ายและรวดเร็ว โดยกระบวนการสื่อสารระหว่างเซลล์สมองนั้นนอกจากจะใช้กระบวนการเคมี ไฟฟ้าแล้วยังมีลักษณะของคลื่นสมองความถี่ต่างๆอีกด้วย

ในการทำงานทางเคมีและไฟฟ้าของสมอง ทางการแพทย์มีการค้นคว้าหลายแขนงแยกออกไปทั้งทางสรีระศาสตร์ กายวิภาคศาสตร์ ประสาทอายุรศาสตร์ ความรู้ข้างต้นได้แก่ ความจำระยะสั้นของเราจะเกิดขึ้นเมื่อเราเพิ่งได้พบกับเหตุการณ์นั้นเช่นรู้จักคนแปลกหน้า และการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้าก็จะส่งไปยังสมองส่วนกลางและเกิดกระแสวนอยู่ระยะหนึ่ง หากเราไม่นึกทบทวนชื่อหรือใบหน้าของคนที่เพิ่งรู้จัก วงจรความจำระยะสั้นก็จะทำงานเพียง ๑ หรือ ๒รอบ แล้วก็จะลางเลือนไป หากเราทบทวนหรือกระตุ้นเตือนบ่อยๆ เช่นความประทับใจที่เกิดขึ้นเมื่อพบคนที่ถูกใจ สมองส่วนจดจำระยะสั้นซึ่งทำงานหลายรอบก็จะส่งไปสมองส่วนความจำระยะยาว คือมีการจำซ้ำๆ จนคุ้นเคยและเคยชินนั้นเอง

แต่กระนั้นการอธิบายการทำงานของสมองในแง่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ยังไม่สามารถอธิบายกลไกของโปรแกรมจิตได้ลึกซึ้งเท่ากับพุทธศาสนา ซึ่งได้อธิบายหน้าที่ของจิตไว้ ๔ ประการคือ

๑.หน้าที่รู้สึก(เวทนา) คือ รู้สึกเจ็บปวด เป็นทุกข์ ไม่สบายทางกาย ไม่สบาย ทางใจ หรือ รู้สึกเป็นสุขทางกายหรือทางใจ หรือรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) คือ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ ดังนั้นความรู้สึกของตนจะไม่เกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีจิตควบคุมอยู่

๒.หน้าที่จำหมาย(สัญญา) คือ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัสว่าเป็น อะไร เป็นหน่วยความจำของจิต ไม่ใช่ของสมอง และเป็นที่รวมของคำสั่งต่างๆ ในลักษณะเดียวกับซอฟท์แวร์โปรแกรมที่ควบคุมกำกับสมองให้ทำงานอย่างคอมพิวเตอร์

๓.หน้าที่ปรับเปลี่ยนปรุงแต่งการทำงานของร่างกายให้เป็นไปตามความ ปรารถนา หน้าที่นี้มีชื่อเรียกว่า "สังขาร" คำว่า "สังขาร"นี้มีคำอธิบายหมายถึง "ความปรารถนา" (ใน "สังขารูปปัตติสูตร" พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์) เมื่อ "จิต"มีความปรารถนาอย่างใด ก็จะสั่งให้สมองให้ปฏิบัติตามโดย ๓ วิธีนี้คือ

- วจีสังขาร สั่งเป็นคำพูดหรือนึกคิดเป็นถ้อยคำในทันทีที่ต้องการ

- จิตสังขาร สั่งด้วยขบวนการทำงานร่วมกันระหว่างความรู้สึก(เวทนา) กับความจำหมาย (สัญญา) ซึ่งเป็นหน้าที่อย่างอื่นของจิตดังที่กล่าวมาแล้ว คำสั่งชนิดนี้มีลักษณะเป็น "จินตนาการ"

- กายสังขาร สั่งด้วยกลไกของระบบร่างกายให้อวัยวะต่างๆทำงานเช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การเคลื่อนไหวของแขนขา เป็นต้น

๔.วิญญาณ มีหน้าที่รับรู้ คือรับรู้โลกภายนอกที่ผ่านเข้ามาทางอวัยวะรับสัมผัส เช่น ตา หู จมูก เป็นต้น นอกจากนี้ยังรับรู้การทำงานอย่างอื่นของจิตอีกด้วย คือ รับรู้เวทนา เช่นรับรู้ความเจ็บปวด รับรู้สังขาร และรับรู้สัญญา

ผมได้พบและได้รับแนวคิด "ทฤษฎีคอมพิวเตอร์ชีวภาพ (The bio-computer theories)" จากนายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ (อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ซึ่งท่านได้เสนอแนวคิดการอธิบายการทำงานของสมองและจิตซึ่งเดิมมักอธิบายจากวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะอธิบายทางพุทธศาสตร์ได้ละเอียดและลึกซึ้งได้มากกว่าดังนี้

" จิต คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายมนุษย์มีความรับรู้(วิญญาณ) มีความรู้สึก (เวทนา) มีความจำหมาย (สัญญา) และมีการปรับเปลี่ยน(สังขาร) พฤติกรรมไปต่างๆ นานา"

หากเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือไม่มีข้อมูลเก่า (ที่เป็นรูปสัญญาอยู่เดิม) ก็จะมีการจำไว้ทั้ง "รูป"และความรู้สึกที่เกิดจากการเห็นรูปนั้นไว้ด้วยกัน ครั้นในเวลาต่อมาเมื่อใดที่ได้เห็นรูปนั้นอีก ก็จะทำให้เกิด "เวทนา" อย่างที่เคยเกิดร่วมกับการเห็นครั้งแรกขึ้นมากได้อีกเสมอ

การทำงานร่วมกันระหว่าง "สัญญา" กับ "เวทนา" เช่นนี้ ท่านเรียกว่า "จิตสังขาร" เป็นคำสั่งของจิตไปยังสมองอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ มีการเก็บคำสั่งไว้ในรูปของ "สัญญา" แล้วใช้ "ผัสสะ" เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด "เวทนา" ซึ่งจะไปดึงเอา "สัญญา" ที่เก็บไว้เป็นคำสั่งนั้นมาสู่สมอง ให้ปฏิบัติตามได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครสักคนด่าท่านด้วยถ้อยคำอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บช้ำใจยิ่งนัก ท่านก็จะจำถ้อยคำนั้นไว้ได้ เมื่อใดที่ได้ยินถ้อยคำนั้นอีก (หรือแม้แต่เพียงนึกถึง) ก็จะเกิดความรู้สึกเจ็บช้ำใจ ขึ้นมาได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบเท่าที่ยังจำถ้อยคำที่ด่าว่านั้นไว้

พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายถึงเรื่องการทำงานของ "จิตสังขาร" ไว้อย่างชัดเจนไว้ใน "มธุปิณฑิกสูตร" พระสุตตันตปิฎก มัชิฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์) ดังต่อไปนี้
"...ดูกร ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย...
๑.จักขุวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูป...
๒.โสตวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียง...
๓.ฆานวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น...
๔.ชิวหาวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส...
๕.กายวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ...
๖.มโนวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์..."

ซึ่งสรุปว่าสิ่งจากภายนอก(อายตนะภายนอก)+อวัยวะรับสัมผัส(อายตนะภายใน) +การรับรู้(วิญญาณ) รวมเป็นผัสสะซึ่ง เชื่อมโยงกับสัญญา เป็นจิตสังขาร ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง

คำอธิบายของพระพุทธองค์ในเรื่องนี้ ทำให้มองเห็นการใช้คำสั่งในลักษณะที่เป็นโปรแกรมเก็บไว้ในจิตที่เรียกว่า "สัญญา" อันมีลักษณะเดียวกับซอฟท์แวร์โปรแกรมใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยโปรแกรมคำสั่งเข้าไว้ในจิต และนำ "สัญญา" เข้ามาสู่สมอง (Loading to Brain) เช่นเดียวกับการนำเข้าโปรแกรมใช้งานเข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นมนุษย์เราก็จะมีพฤติกรรมไปตามโปรแกรมที่นำเข้านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังตัวอย่างเรื่องการถูกด่าด้วยถ้อยคำที่ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บช้ำใจที่ยกมาแล้วนั้น

มนุษย์เราจึงสามารถแก้ไขโปรแกรมจิตที่นำให้เกิดผลเสียและความเจ็บป่วยได้ ซึ่งจะได้เล่าในคราวต่อไป