เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้น
ที่ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักได้รับการบอกเล่าจากหมอว่า จำเป็นต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต
ถ้าไม่รับประทานยาก็จะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนข้างเคียงมากมาย เช่น
อาจจะถูกตัดขา เนื่องจากแผลที่เป็นเรื้อรังไม่หายและเน่าในที่สุด หรือ
อาจจะเกิดภาวะที่เรียกว่า เบาหวานขึ้นตา ทำให้ตามัวขึ้นเรื่อยๆ จนบอดในที่สุด
หรือเลวร้ายกว่านั้น ถ้าเบาหวานไปที่ไต จนทำให้เกิดภาวะไตเสื่อม หรือไตวายในที่สุด
ซึ่งเป็นภาวะที่ถ้าไม่แก้ไขหรือบำบัด ก็เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ข้อความข้างต้น ถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต
และถึงแม้ไม่รับประทานยา ก็จะไม่ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนที่น่ากลัวมากมายดังกล่าว
ทำอย่างไรจึงจะสามารถหยุดยาเบาหวานได้ โดยไม่เกิดผลแทรกซ้อนที่น่ากลัวเหล่านี้
หลักสำคัญของการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน จึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้คุมปริมาณน้ำตาลในเลือดได้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการควบคุมน้ำตาลในเลือดเสมอไป
เรามีทางเลือกอย่างอื่นในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาเลย
ความสำคัญของการรักษาโรคเบาหวานโดยไม่ใช้ยานี้
จำเป็นต้องปรับลักษณะการกินเสียใหม่ ซึ่งจะเป็นเรื่องยากถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งเพียงพอ
เนื่องจากว่า จะต้องกินอาหารในลักษณะที่แตกต่างจากความเคยชินดั้งเดิมของตน
การรักษาเบาหวานแบบไม่ใช้ยา หรือขออนุญาตเรียกว่า การรักษาเบาหวานแบบบัลวี
ด้วยสูตรกินเนื้อกินผักนั้น ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วจะพบว่า เป็นหลักการที่เข้าใจได้ง่ายมาก
สามารถอธิบายได้จบด้วยข้อความไม่กี่ประโยค คือ จะกินได้แต่โปรตีน เนื้อสัตว์
ไขมันและผัก เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ กินไม่ได้ ก็คือในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดจะกินไม่ได้
ได้แก่ แป้งทั้งหมด ข้าวทั้งหมด ผลไม้ทั้งหมด น้ำตาลทั้งหมด เป็นต้น
ซึ่งจะพบว่า เป็นการยากพอควรที่บุคคลผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะปฏิบัติตาม
เนื่องจากว่า บุคคลเหล่านี้มักจะชอบรับประทานอาหารกลุ่มที่คาร์โบไฮเดรตมากๆอยู่เป็นนิจ
การรักษาลักษณะนี้จะให้ประสบความสำเร็จได้
จึงต้องฝึกใจใหม่ให้เข้มแข็งด้วย เพื่อให้ละเลิกนิสัยเก่าๆในการชอบรับประทานแป้ง
ข้าว น้ำตาลมากๆ ซึ่งมีวิธีฝึกหรือวิธีแก้ไขหลายวิธี ได้แก่ การทำโปรแกรมจิตใต้สำนึก
ให้เลิกชอบรับประทานอาหารแป้ง และยอมรับที่ทานแต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์และผักเท่านั้น
โดยเฉพาะผัก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สูตรนี้สมบรูณ์ยิ่งขึ้น เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในสมัยบริโภคนิยม
มักจะตามใจปากกันจนเคย สิ่งใดที่มีรสชาติฝาด เฝื่อน เหม็น ขื่น แข็ง
สาก ก็มักจะรู้สึกว่าไม่อร่อย ไม่ถูกปาก ถูกลิ้น ก็จะไม่รับประทาน
จะคอยแต่เลือกรับประทานอาหารที่ นุ่ม เนียม ลื่น มัน หวาน หอม ซึ่งก็มักจะอร่อยลิ้น
แต่ถ้ารับประทานแต่อาหารเหล่านี้ไปนานๆ ในที่สุด ก็ทำให้เกิดโรคขึ้น
จึงจำเป็นต้องแก้ไขนิสัยเหล่านี้เสีย ซึ่งวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี ก็คือ
การทำโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ ให้ชอบอาหารประเภทผัก สามารถรับประทานอาหารประเภทผักได้อย่างเอร็ดอร่อย
หรือจะฝึกการทำสมาธิ เพื่อให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นก็ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีวิธีฝึกจิตอีกวิธีหนึ่ง
ซึ่งเป็นวิธีพระพุทธเจ้าทรงสอน ก็คือการฝึกด้วย การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ซึ่งเป็นวิธีการฝึกจิตให้มองมองดูสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐาน
ที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่งของอินเดีย ซึ่งได้สาบสูญไปจากมนุษยชาติเป็นเวลานาน
แต่ได้รับการค้นพบอีกครั้งโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อกว่า
2,500 ปีมาแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติตามวิธีการนี้ จะพบความจริงที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ปฏิบัติเอง
และจะพบว่า ความทุกข์หรือนิสัยเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยเช่นไร
ซึ่งรวมไปถึงนิสัยที่ชอบรับประทานแต่อาหารประเภทตามใจปากด้วย ซึ่งลักษณะนิสัยที่ทำให้เราเกิดความทุกข์จะค่อยๆลดลงๆ
ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น และสามารถทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นได้มากขึ้นเช่นกัน
การฝึกวิปัสสนากรรมฐาน
ที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ จำเป็นต้องได้รับการชี้แนะและอบรมอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วยความระมัดระวัง
มิฉะนั้นอาจจะไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรได้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในสถานที่แห่งหนึ่งแล้วพบว่า
เป็นที่ที่แนะนำการปฏิบัติได้ดีและมีความบริสุทธิ์มาก และได้รับประโยชน์มากจากการปฏิบัติ
นอกจากนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำให้การไปปฏิบัติไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
จึงขออนุญาตแนะนำสถานที่ที่บริสุทธิ์นี้ เพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย
โดยสถานที่ปฏิบัติธรรมนี้ เป็นของมูลนิธิวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปภัมภ์
ซึ่งสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ http://www.thaidhamma.org