เมื่อคนเรามีปัญหาหรือความยุ่งยากใจก็มักชอบที่จะพูดหรือระบายความทุกข์ให้คนอื่นได้รับทราบ
ซึ่งก็อาจจะเป็นเพื่อน พี่น้อง พระสงฆ์ หรือคนอื่น ๆ จิตบำบัดเป็นวิธีการรักษาแบบหนึ่งในลักษณะของการพูดคุย
(Talking cure) ระหว่างผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วย กับผู้ให้การบำบัด
ซึ่งผู้ให้การบำบัด (therapist) นี้เป็นผู้ที่มีความรู้และผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ
จิตบำบัด
หมายถึง วิธีการหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางจิตใจ
ความคิด หรือมีแนวโน้มจะเป็นโรคจิตโรคประสาท รวมถึงผู้ที่เป็นโรคจิตหรือโรคประสาทแล้วแต่ยังรักษาไม่หาย
โดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มความรู้จัก(insight) ในพฤติกรรมและปัญหาต่าง
ๆ ของตนเอง ให้สามารถวิเคาระห์ตัวเองได้ถูกต้องตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
เพื่อที่จะนำเอาปัญหาหรือความขัดแย้งใจที่เกิดขึ้นนั้นมาพิจารณากันใหม่
เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่ไม่ต้องการออกไป
และปรับปรุงแก้ไขความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นหรือสังคม ปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดในการรับรู้เกี่ยวกับตนเองและสิ่งแวดล้อม
และเป็นการวางพื้นฐานให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความหมายและมีชีวิตชีวามากขึ้นให้กลับมีบุคลิกภาพและชีวิตที่ปกติดังเดิมเหมือนคนทั่วไป
สามารถที่จะดูแลตนเองและเข้าใจตนเองได้อย่างถูกต้อง
บุคคลที่ทำงานด้านนี้มีด้วยกัน
3 ฝ่าย คือ
๑. จิตแพทย์
(Psychiatrist) เป็นผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคทางจิต
ทางกาย ตลอดจนการให้ยาแก่คนไข้
๒. นักจิตวิทยา(Psychologist)
เป็นผู้ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษในด้านการทดสอบ การแนะแนว
และการทำจิตบำบัด
๓. นักสังคมสงเคราะห์
(Psychiatric Social Worker) ซึ่งได้ผ่านการฝึกงานในด้านการสัมภาษณ์
การรวบรวมข้อมูลต่างๆ และให้การช่วยเหลือติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ
ขั้นตอนในการทำจิตบำบัดโดยทั่วไปประกอบด้วย
๑. ขั้นสร้างความสัมพันธ์และบรรยากาศในการบำบัด
ผู้ให้การบำบัดสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วย
แสดงให้เห็นความจริงใจในการช่วยเหลือ เพื่อให้เขาได้เกิดความมั่นใจและไม่เกรงกลัวต่อการบำบัด
การที่ผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยเปิดใจและกล้าเล่าเรื่องตามความเป็นจริงเป็นความสำเร็จขั้นต้นของการรักษา
๒. ขั้นระบายอารมณ์
เป็นการให้ผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกต่าง
ๆ ออกมา เช่น ความ กลัว ความอาย ความโกรธ ความรู้สึกผิดและอารมณ์อื่น
ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวเขาเองที่เก็บกดเอาไว้
๓. ขั้นการเข้าใจและรู้จักตนเอง
เมื่อผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยได้ระบายอารมณ์ที่ขัดแย้งกันออกมาก็จะทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
จนกระทั่งเข้าใจในสภาพที่เป็นอยู่ เขาจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับแรงจูงใจและพฤติกรรมของเขาเองมากขึ้น
เช่น ได้เข้าใจว่า ความปรารถนาบางอย่างของเขาสูงเกินกว่าที่จะเป็นจริง
อันเป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึกคับข้องใจเช่นนั้น
๔. ขั้นเปลี่ยนแปลงตนเอง/บุคลิกภาพ
เมื่อผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยได้รู้และเข้าใจปัญหาตลอดถึงความผิดพลาดในการแก้ปัญหาที่เขาได้ทำมาแล้ว
เขาก็จะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมและปรับตัวตามวิธีใหม่ที่เหมาะสม
เช่น เขาอาจจะได้เรียนรู้วิธีแสดงความก้าวร้าวตามวิถีทางซี่งเป็นที่ยอมรับของสังคม
พฤติกรรมที่ถูกต้องซึ่งผู้ป่วยได้เรียนรู้ใหม่จะค่อย ๆ
นำไปสู่ความเชื่อมั่นในตนเอง
๕. ขั้นยุติการทำจิตบำบัด
อันเป็นขั้นสุดท้ายในการทำจิตบำบัด โดยผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้นและสามารถที่จะจัดการกับปัญหาต่าง
ๆ ได้ด้วยตนเองแล้ว
ในแต่ละขั้นที่กล่าวมาผู้บำบัดจะต้องใช้ความรู้และเทคนิคต่าง
ๆ มาช่วยในการทำจิตบำบัด ในบางขั้นตอนอาจจะใช้เวลาไม่มากนัก
แต่ในบางขั้นก็ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก
การทำจิตบำบัด
สามารถทำได้สองแบบคือ
๑. การบำบัดแบบรายบุคคล
(Individual therapy) เป็นการทำจิตบำบัดให้กับผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยเป็นรายบุคคล
เน้นการแก้ปัญหารายบุคคล
๒. การบำบัดแบบกลุ่ม
(Group therapy) เป็นวิธีทำจิตบำบัดกับผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยหลายคนพร้อมกัน
เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต การแก้ปัญหา และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
โดยมีการดัดแปลงบรรยากาศของกลุ่มให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม
เช่น ลักษณะของ "การให้" และ "การรับ" การทำจิตบำบัดเป็นกลุ่มมีหลายแบบ
เช่น
๒.๑ การบำบัดโดยการเล่น
(Play therapy) ซึ่งมักให้บริการกับเด็กโดยผ่านการเล่น
โดยมีผู้ให้การบำบัดคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น เล่นหุ่นกระบอก
การวาดภาพและระบายสี และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่ช่วยทำให้เด็กสามารถระบายอารมณ์
ได้เรียนรู้ และเข้าใจตนเองมากขึ้น
๒.๒ การทำจิตบำบัดโดยการอธิบายและมีรูปภาพประกอบให้กับกลุ่มดู
(Didatic group therapy) เช่น กลุ่มของผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
อาจมีภาพยนตร์เกี่ยวกับอาการต่าง ๆ ของพิษสุรา วิธีการรักษา
ตัวอย่างผู้ป่วยที่สามารถกลับเข้าไปอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างประสบความสำเร็จ
๒.๓ การทำจิตบำบัดครอบครัว
(Family therapy) เป็นการเน้นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจผิดต่าง
ๆ ปฏิกิริยาโต้ตอบกันและกัน รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวตลอดจนญาติพี่น้องของผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยให้มีความเข้าใจกันดีขึ้น
๒.๔ การทำจิตบำบัดโดยการแสดงละคร
(Psychodrama and role playing) ผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยจะมีโอกาสได้แสดงละครตามบทบาทที่ผู้ให้การบำบัดเป็นคนกำหนดบทบาทให้แสดง
เพื่อให้ผู้ป่วยได้ระบายอารมณ์ต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันออกมา
เรียบเรียงเนื้อหาโดย Sarinya Schwindt-Rohrmeier
(Psychologe)