วิธีการทำจิตบำบัดนั้นสามารถทำได้หลายวิธี
ซึ่งแต่ละวิธีก็แตกต่างกันไปตามลักษณะของวัตถุประสงค์โดยเฉพาะและวิธีดำเนินการ
ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละวิธีเป็นผลมาจากหลักทฤษฎีที่แตกต่างกัน
ซึ่งก็พอแบ่งออกได้ ดังนี้
๑. การรักษาทางกาย เช่น
๑.๑ การทำให้ช็อค
(Shock therapy) หมายถึง การทำให้ร่างกายแน่นิ่งและหมดสติ
ไปอาจจะใช้ไฟฟ้าช็อต หรือ ฉีดอินซูลินเข้าไป ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อคนไข้ฟื้นขึ้นมาแล้วจะมีอาการดีขึ้น
ส่วนใหญ่ใช้รักษากับคนไข้อาการซึมเศร้า มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย
เนื่องจากคนไข้มีความรู้สึกผิดลึกๆ ภายในใจทั้งนี้ผู้ป่วยรับรู้ว่าการช็อคเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง
จึงทำให้รู้สึกดีขึ้นภายหลัง ผลข้างเคียงของการทำให้ช็อคคือการสูญเสียความจำบางส่วนในสมอง
๑.๒ การให้คนไข้ดื่มสารเคมีบางอย่างเข้าไป
หรือ ที่เรียกว่า Narco Analysis คนไข้จะ ตกอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนถูกสะกดจิต
หลังจากนั้นแพทย์จะชักนำให้คนไข้ระบายสิ่งที่คับอกคับใจออกมา
เพื่อที่จะได้หาทางรักษาได้ถูกจุดยิ่งขึ้น วิธีนี้ใช้กับคนไข้ที่ไม่ค่อยพูด
หรือระมัดระวังตัวมากซึ่งมีผลทำให้ผู้บำบัดไม่สามารถค้นหาสาเหตุของโรคได้
๒. การรักษาทางใจ เช่น
๒.๑ แบบผู้มาปรึกษา/ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
(Client centered) ตามนักจิตวิทยา Carl Rogers โดยช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจในปัญหาของตนเอง
พยายามให้คนไข้มองเห็น และเข้าใจถึงความคาดหวังของตนที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง
และคิดหาวิธีแก้ปัญหาได้
๒.๒ แบบจิตวิเคราะห์
(Psychoanalysis) ตามนักจิตวิเคราะห์ Sigmund Freud ซึ่งมี
อยู่ ๔ ขั้นตอน คือ
๑) Free
Association โดยให้ผู้ป่วยนอนราบลงบนเก้าอี้ยาว ส่วนผู้บำบัดจะนั่งอยู่ข้างหลัง
มองไม่เห็นหน้ากัน ผู้ป่วยจะต้องพูดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในกระแสความรู้สึกนึกคิดของเขา
๒) Dream
interpretation การแปลความฝันในขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นการเข้าถึงจิตใต้สำนึกโดยอีกวิธีหนึ่ง
๓) Analysis
of resistance ในขณะที่ขบวนการ Free Association หรือการเล่าความฝันกำลังดำเนินไปอยู่นั้น
มันอาจจะไปกระทบกับอดีตที่สร้างความปวดร้าวหรือขมขื่นใจผู้ป่วย
ผู้ป่วยอาจจะหยุดพูดแล้วเบนความสนใจของผู้บำบัดไปเรื่องอื่น
หรือ อาจพูดว่า "เรื่องนี้ไม่มีสาระสำคัญอะไร" หรือแม้แต่การที่
ผู้ป่วยมาสายกว่ากำหนดนัด หรือ ลืมกำหนดนัด สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยใช้ในการป้องกันตนเองจากความจริงที่ตนกำลังเผชิญอยู่
๔) Transference
หมายถึงความสัมพันธ์ซึ่งผิดไปจากปกติธรรมดา เช่น ผู้ป่วยเห็นผู้ให้การบำบัดเป็นบุคคลในอดีตที่มีความสำคัญต่อชีวิต
อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอารมณ์แบบต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อได้มาพบผู้บำบัดซึ่งคล้ายบุคคลที่มีความสำคัญต่อเขาในอดีต
ผู้ป่วยจะมีปฏิกิริยาและท่าทีต่อผู้บำบัดเหมือนที่เคยประพฤติมาแล้วในอดีต
๓. การรักษาทางฟื้นฟู เป็นการรักษาให้คนไข้ใช้ศักยภาพของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เนื่องจากเมื่อเมื่อคนไข้หายแล้ว คนไข้ยังคงมีริ้วรอยหรือบาดแผลภายในใจเหลือค้างอยู่ไม่ได้คืนดีหมดทุกส่วน
ฉะนั้นการฟื้นฟูจึงจำเป็น การฟื้นฟูนี้เมื่ออยู่ในโรงพยาบาลก็จะหนักไปทางการทำงาน
ซึ่งเรียกว่า อาชีวะบำบัดและรวมทั้งงานบันเทิงบำบัดด้วย
เพื่อให้คนไข้เพลิดเพลิน พอใจในการทำงานจะได้ไม่หมกมุ่นคิดฝันในสิ่งที่ไร้สาระต่อไป
๔. การรักษาอื่น ๆ เช่น
๔.๑ Behaviour
therapy ไม่เน้นการค้นหาความยัดแย้งภายในและพยายามที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของบุคคลเช่นจิตวิเคราะห์
แต่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขพฤติกรรมผิดปกติโดยตรง
ด้วยการใช้วิธีการให้รางวัลในพฤติกรรมที่ดี ถูกต้อง เหมาะสม
และการลงโทษในพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง และมีการให้ผู้ป่วยรู้จักผ่อนคลายอารมณ์
ร่างกาย เช่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเมื่อมีอารมณ์เครียด เป็นต้น
๔.๒ Implosive
therapy เป็นวิธีการคล้ายเกลือจิ้มเกลือ หรือ หนามบ่งหนาม
เพราะผู้บำบัดจะนำเอาสิ่งเร้าที่ทำให้คนไข้กระวนกระวายใจมาให้คนไข้
หรือ นำพาคนไข้ให้ได้ พบกับสิ่งเร้านั้น ๆ ใช้รักษาโรคกลัวความสูง
กลัวแมงมุม หรือกลัวสิ่งอื่นๆ ที่ไม่มีเหตุผล เช่น คนไข้ที่เป็นโรคประสาทแบบกลัวความสูง
ผู้ให้การบำบัดก็จะพาคนไข้ขึ้นไปบนที่สูง ๆ อย่างช้าๆ
เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้คนไข้มีอาการดีขึ้น
๔.๓ Existential
therapy เน้นความสำคัญของประสบการณ์ของแต่ละคน สถานภาพในปัจจุบันของคนนั้น
ไม่นำเอาสิ่งที่บุคคลนั้นแปลกไปจากคนอื่น ๆในสังคมที่เกี่ยวข้อง
เน้นว่าแต่ละคนมีอิสระในการที่จะเลือกทำสิ่งที่ต้องการ
รวมถึงเลือกแก้ไขปัญหาตามวิธีของตน เน้นให้ความเป็นอิสระแก่บุคคลในการที่จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการดำรงชีวิตของตน
มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าคนควรจะดำเนินชีวิตอย่างไรและสร้างคุณค่าของชีวิตด้วยตนเอง