บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 

การดูแลรักษาโรคสมาธิสั้น

กองบรรณาธิการ


การดูแลรักษา

การรักษา ADHD ต้องใช้หลายวิธีประกอบกันเรียกว่า multiple - modality approach การรักษาแบบนี้ประกอบด้วยการรักษาโดยการใช้ยาแต่ในทางธรรมชาติหลีกเลี่ยงการใช้ยา และหันมาปรับพฤติกรรม และด้านจิตสังคม (psychosocial intervention) ซึ่งจะเน้นทั้งที่ ครอบครัว โรงเรียน และ ผู้ป่วย

1. การบำบัดโดยการใช้ยา (Stimulant medication) การใช้ยาจะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมสมาธิตนเองได้ดีขึ้น ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ทำงานเสร็จ ควบคุมพฤติกรรมได้ง่ายขึ้น เด็กจะเรียบร้อยขึ้น สงบนิ่งได้มากอย่างเห็นได้ชัดเจน แพทย์จะแนะนำเรื่องการใช้ยาอย่างละเอียด และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในบางคน ให้ผู้ป่วยและพ่อแม่ทราบก่อนการเริ่มใช้ยา หลังจากนั้นจะมีการติดตามประเมินผลของการใช้ยาอย่างใกล้ชิด ยาจะได้ผลในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 70-80 บางรายแพทย์อาจให้ยาผู้ป่วยรับประทานมื้อกลางวัน ในเด็กเล็กที่ยังรับผิดชอบการกินยาเอง อาจขอความช่วยเหลือคุณครูช่วยจัดให้

2. การบำบัดทางจิตสังคม (Psychosocial interventions) ประกอบด้วย การช่วยเหลือครอบครัว (Family intervention), การบำบัดที่ตัวผู้ป่วย (Patient intervention) และ การช่วยเหลือทางโรงเรียน (School intervention)

2.1 การช่วยเหลือครอบครัว (Family intervention) ประกอบด้วย

2.1.1. การให้ความรู้ (Psychoeducation) ให้บุคคลในครอบครัวมีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของโรคนี้ว่าเป็นอย่างไร สอนพ่อแม่เกี่ยวกับทักษะแนวทางการดูแลเด็กโดย ใช้คำพูดหรือคำสั่งชัดเจน ให้แรงเสริมพฤติกรรมที่ดี มองข้ามพฤติกรรมบางอย่าง และใช้วิธีลงโทษที่เหมาะสม เช่น time - out รวมทั้งให้ความรู้กับผู้ปกครองในการช่วยเหลือด้านการเรียนเด็กที่บ้าน โดย

- จัดหาสถานที่ที่เด็กจะทำการบ้าน หรือทบทวน ต้องเป็นมุมหรือห้องที่สงบ ไม่มีเสียงรบกวน, ไม่พลุกพล่าน, ไม่มี TV หรือของเล่นมาดึงความสนใจ

- จัดโต๊ะเขียนหนังสือเด็กให้หันเข้าฝาผนัง ไม่ใกล้หน้าต่าง ประตู

- กำหนดเวลาทำการบ้าน, ทบทวนบทเรียน ให้เป็นเวลาแน่นอน

- ต้องมีผู้ปกครองประกบอยู่ด้วยเพื่อเรียกสมาธิ และให้ความช่วยเหลือ แนะนำ

- ผู้ปกครองต้องพยายามควบคุมอารมณ์ของตน ให้บรรยากาศสงบ เปิดโอกาสให้เด็กเปลี่ยนอิริยาบท หรือ หยุดพักช่วงสั้น ๆ ได้ เมื่อเห็นว่าเด็กหมดสมาธิแล้ว

2.1.2 การฝึกพ่อแม่ในการจัดการกับพฤติกรรมเด็ก (Parent management training) โดยให้ความรู้และฝึกทักษะให้แก่พ่อแม่ในการใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรม (behavioral approaches) โดยการให้แรงเสริมเพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่ต้องการ และลดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการเช่นการใช้ token economy โดยการให้ ดาว คะแนน สะสมเพื่อแลกรางวัลที่ตกลงกันไว้ เช่น ขนม,ของเล่น หรือ สิทธิพิเศษต่างๆ สามารถใช้วิธีนี้ได้ทั้งผู้ปกครอง,ครูหรือแพทย์ ใช้ได้ผลในการปรับปรุงพฤติกรรมเป้าหมาย,ทักษะทางสังคม และผลการเรียนในสถานที่ ที่กำหนด แต่ผลในการลด อาการสมาธิสั้น (inattention) , อาการซุกซน อยู่ไม่นิ่ง (hyperactivity) หรือ อาการหุนหัน พลันแล่น (Impulsivity) โดยตรง จะน้อยกว่า จุดอ่อนของ พฤติกรรมบำบัดคือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่ยั่งยืน และไม่ขยายผลไปยังด้านอื่นๆ

เปรียบเทียบผลการรักษาโดยพฤติกรรมบำบัด กับการรักษาโดยการใช้ยา (Stimulant Medication) แล้วพบว่าได้ผลน้อยกว่าการใช้ยา แม้ในกรณีที่เพิ่มพฤติกรรมบำบัด (Behavior modification) เข้าร่วมกับการใช้ยาก็จะช่วยให้ผลการรักษาโดยยาดีขึ้นเพียงเล็กน้อย อีกทั้งการใช้พฤติกรรมบำบัดไม่ช่วยให้หยุดยาเร็วขึ้น การใช้เทคนิคในการควบคุมพฤติกรรม (Behavior techniques) ในโรงเรียน โดยใช้ ตารางบันทึกรายงานประจำวัน (daily report cards), สมุดจดการบ้าน (homework notebook) ให้ผู้ปกครอง และครู เซ็นตรวจทุกวัน จะช่วยเรื่องการวางแผนจัดระเบียบสิ่งที่ต้องทำ (organization) และความสม่ำเสมอเรื่องการบ้านได้

2.2 การรักษาเด็ก (Patient intervention) พิจารณาตามความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละราย ได้แก่

2.2.1 การฝึกทักษะสังคม (Social Skill Training) มีการฝึกหลายด้าน พบว่าการฝึกทักษะทางสังคมแบบ รายบุคคลจะไม่ได้ผลเพราะเด็ก ADHD ขาดทักษะในการสังเกตตนเอง การฝึกเป็นกลุ่มจะช่วยให้พฤติกรรมที่เป็นปัญหาแสดงออกมาและได้รับการแก้ไขผ่านขบวนการ การขัดเกลา (modeling), การฝึกฝน (practice), การประเมิน (feedback) และ การส่งเสริมให้กำลังใจ (Contingent reinforcement)

2.2.2 การสอนเสริมทักษะ (Academic Skills Training) มีประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีปัญหาการเรียน การฝึกทักษะด้านการเรียนโดยฝึกแบบรายบุคคล (individual) หรือเป็นกลุ่ม (group) ก็ได้โดยจะเน้นเรื่อง การทำตามคำสั่ง, การจัดระบบ ระเบียบ, การใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ, การตรวจทบทวนผลงาน, การจดบันทึก และการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

2.2.3 จิตบำบัดรายบุคคล (Individual Psychotherapy) การทำจิตบำบัดเฉพาะบุคคล ไม่ได้ผลในการรักษาโรค ADHD โดยตรง แต่มีประโยชน์ในการรักษา อาการกังวล และซึมเศร้า ที่พบร่วมกับ ADHD และอาจใช้จิตบำบัดเฉพาะบุคคล เป็นครั้งคราว เมื่อผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการปรับตัว, ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เป็นต้น

2.2.4 พฤติกรรมบำบัดและการบำบัดทางความคิด (Cognitive Behavior Modification-CBM) การศึกษาในช่วงแรกพบว่าได้ผลในหลายอาการของADHD แต่การศึกษาช่วงหลังพบว่าไม่ได้ผล และพบว่าเมื่อใช้ พฤติกรรมบำบัดและการบำบัดทางความคิด (CBM) ร่วมกับการใช้ยา (Stimulants Medication) ไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาดีเพิ่มขึ้นเปรียบเทียบกับการใช้ยา (Stimulant medication) อย่างเดียว

2.3 การช่วยเหลือทางโรงเรียน (School intervention) ประสานกับโรงเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหาของผู้ป่วย และสามารถให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม คือ

1. ตำแหน่งโต๊ะเรียน ไม่ควรให้เด็กนั่งติดหน้าต่างหรือประตู เพราะเด็กจะวอกแวกเสียสมาธิง่าย ควรให้เด็กนั่งแถว หน้าสุดใกล้โต๊ะครู เพื่อคุณครูจะได้สามารถเตือนเรียกสมาธิเด็กได้และควรให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่เล่นหรือคุย ระหว่างเรียน

2. เมื่อเห็นว่าเด็กหมดสมาธิจริง ๆ ควรให้เด็กมีกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เช่น ช่วงครึ่งหลังของคาบเรียน ควรอนุญาตให้เด็กลุกจากที่ได้บ้าง แต่เป็นทางสร้างสรรค์ เช่น ให้ไปล้างหน้า หรือมาช่วยคุณครูลบกระดาษ หรือช่วยแจกสมุดก็จะช่วยลดความเบื่อของเด็กลง และทำให้เรียนได้นานขึ้น

3. ในกรณีที่เด็กมีสมาธิสั้นมาก สามารถใช้วิธีลดระยะเวลาทำงานให้สั้นลง เป็นช่วงสั้นๆหลายช่วง โดยเน้นในเรื่องความรับผิดชอบ ให้ทำงานให้สำเร็จ

4. ไม่ประจาน ประณาม หรือตราหน้าว่าเป็นเด็กไม่ดี และไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง หากเป็นพฤติกรรมจากโรค ADHD เช่น ซุ่มซ่าม ทำของเสียหาย หุนหันพลัน

5. บรรยากาศที่เข้าใจและเป็นกำลังใจจะช่วยให้เด็กพยายามปรับปรุงตัวเองมากขึ้น ให้ความสนใจและชื่นชม เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี

6. เมื่อต้องการสื่อสารกับเด็ก ควรสังเกตว่าเด็กอยู่ในภาวะที่พร้อม หรือมีสมาธิที่จะให้ความสนใจสิ่งที่คุณครูกำลังจะพูด พูดกับเด็กโดย ใช้คำพูดที่กระชับแต่ได้ใจความชัดเจน หากเด็กกำลังอยู่ในช่วงเหม่อ วอกแวก หรือไม่ได้สนใจ ควรเรียก หรือแตะตัวอย่างนุ่มนวลให้เด็กรู้สึกตัวและหันมาสนใจเสียก่อนจึงสื่อกับเด็ก

7. เด็กอาจมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อน เพราะเด็กมักจะใจร้อน หุนหัน เล่นแรง ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยคุณครูช่วยให้คำตัก เตือน แนะนำด้วยท่าทีที่เข้าใจ เพื่อให้เด็กเข้าใจปัญหาของตนเอง และระมัดระวัง ควบคุมตนเองได้ดีขึ้น

8. ให้ความช่วยเหลือด้านการเรียนเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กที่เป็นโรค ADHD นั้นพบว่าประมาณ 40 % จะมีความบกพร่องด้านการเรียนรู้เฉพาะด้าน (Learning Disability)

9. การสอนแบบ "ตัวต่อตัว" จะได้ผลดีมากในเด็ก ADHD เพราะสามารถเรียกสมาธิเด็กได้ดีกว่า และสามารถปรับจังหวะการสอนได้ตรงกับช่วงสมาธิของเด็ก ผู้ปกครองของเด็กจะช่วยเสริมจุดนี้ได้อย่างดีโดยคุณครูมอบหมายหัวข้อให้

สรุปจากคู่มือการรักษาโรคสมาธิสั้น ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย