แต่ประโยชน์ของสมาธิมีได้มากกว่านั้น
เพราะว่ากันตามจริงแล้ว เมื่อฝึกสมาธิได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว
เราจะพบว่า มันไปมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ไปควบคุมอวัยวะภายในต่างๆ
ได้อีกด้วย ดังนั้นโรคอะไรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติไม่สมดุล
การฝึกสมาธิก็จะเข้าไปช่วยจัดสมดุลนั้นให้ด้วย เช่น คนที่นอนไม่หลับ
ที่บางส่วนเกิดจากที่ระบบประสาทตื่นตัวมากผิดปกติ ถ้าอยากจะนอนหลับดีขึ้น
ก่อนนอนก็ให้หายใจเข้าออกยาวๆ หายใจเข้านับ 1-10 หายใจออกนับ
1-10 ทำเช่นนี้ไปสัก 20 รอบ จะเริ่มรู้สึกว่าง่วงนอน ก็ให้นอนไปเลย
นี่ก็เป็นกระบวนการอีกอย่างหนึ่งที่สมาธิเข้าไปปรับสมดุลดังกล่าว
ทำให้จิตผ่อนคลายลง นอนหลับได้ง่ายขึ้น
บางคนที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง
ก็เช่นกัน ความดันโลหิตสูงมีได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเครียดที่ไปกระตุ้นระบบประสาทเร่งรัดทำให้หลอดเลือดและหัวใจทำงานหนักขึ้น
หลอดเลือดบางส่วนตีบตัวลง ส่งผลให้ความดันสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีการนำเอาวิธีการฝึกสมาธิเข้ามาช่วยในการรักษา
โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ให้ผลออกมาว่า การฝึกสมาธิทำให้ความดันโลหิตสามารถลดลงมาได้ระดับหนึ่ง
แม้แต่โรคเบาหวาน
บางคนอาจจะมองไม่ออกว่าสมาธิก็สามารถเข้ามามีส่วนช่วยได้
ว่ากันตามจริงแล้ว การที่คนเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมได้แล้ว
วันดีคืนดีก็มีน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง ส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียด
หรือความเจ็บป่วยทางร่างกายที่อาจจะมีแทรกขึ้นมาในขณะนั้น
เมื่อร่างกายมีความเครียดเกิดขึ้น (Stress) ก็จะมีการหลั่งสารความเครียดออกมา
ซึ่งคุณสมบัติของสารความเครียดเหล่านี้จะทำหน้าที่ตรงข้ามกับ
Insulin (Counter insulin hormone) นั่นก็คือจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
ดังนั้นเมื่อเราเอาการฝึกสมาธิเข้ามาทำ ก็จะช่วยลดปริมาณของสารเครียดต่างๆ
ลง ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นไปได้ง่ายมากขึ้นอีก
การฝึกสมาธิยังมีประโยชน์อีกมากในหลายๆ
โรค ดังนั้นเราจึงสนับสนุนให้คนรักสุขภาพหันมาฝึกสมาธิกันเป็นประจำ
อย่างไรก็ดี คนบางคนอาจมีความยากลำบากในการฝึกสมาธิเป็นพิเศษ
บางทีไปฝึกสมาธิกับเพื่อน เพื่อนฝึกถึงไหนต่อไหนแล้วแต่ตัวเองก็ยังรู้สึกว่าจิตไม่เป็นสมาธิสักทีซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร
เพราะว่าคนแต่ละคนจริตไม่เหมือนกัน บางคนโดยธรรมชาติเป็นคนสงบ
การฝึกสมาธิก็เป็นไปได้โดยง่าย แต่บางคนธรรมชาติของจิตมันวุ่นวาย
บางคนเปรียบเปรยว่าจิตซนเหมือนลิง พวกนี้ก็จะฝึกสมาธิได้ลำบากหน่อย
โชคดีหน่อยที่สมัยนี้เริ่มมีการนำเอาอุปกรณ์บางอย่างเข้ามาช่วยฝึกสมาธิแล้ว
อุปกรณ์เหล่านี้มีหลักการง่ายๆ ก็คือ ช่วยให้เรามีสติรู้ตัวมากขึ้น
เพราะหลักการฝึกสมาธิมีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ สำหรับคนที่ฝึกใหม่ๆ
จิตยังไม่ยอมสงบง่ายๆ ก็ให้ฝึกจิตให้คิดอยู่เรื่องเดียว
นั่นคือให้มีสติอยู่กับเรื่องๆ เดียว ซึ่งมีหลายเทคนิคหลายวิธีการ
วิธีการที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นก็คือการใช้จิตมาจับไว้ที่ลมหายใจ
หายใจเข้าก็รู้ว่าเข้า หายใจออกก็รู้ว่าออก
อย่างไรก็ตาม
บางทีเราพยายามจะเฝ้าสังเกตลมหายใจก็แล้ว จิตมันก็อดเผลอไปคิดเรื่องอื่นไม่ได้อยู่ดี
เพราะพอเราเริ่มชินกับลมหายใจ เราก็ลืมลมหายใจไป ทำให้จิตหลุดไปคิดเรื่องอื่นซะอย่างงั้น
อุปกรณ์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเหล่านี้ก็ใช้หลักการคล้ายกัน
โดยมันจะจับสัญญาณชีพบางอย่าง เช่นบางอุปกรณ์ก็จะคอยจับดูว่าเราหายใจกี่ครั้ง
บางอุปกรณ์ก็จะคอยจับดูว่าหัวใจของเราเต้นกี่ครั้ง แล้วจะส่งสัญญาณเตือน
(feedback) ทุกครั้งที่เราหายใจ หรือตามจังหวะชีพจร เราเลยตั้งชื่ออุปกรณ์เหล่านี้ว่า
Bio-feedback
ดังนั้น
ขณะที่เราฝึกสมาธิ ถ้ามีอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยด้วย พอจิตเริ่มจะเผลอไปคิดเรื่องอื่น
ก็จะมีสัญญาณเตือนจากเครื่องในจังหวะที่เรากำลังหายใจอยู่
ก็ทำให้ช่วงเวลาที่จิตเผลอไปคิดเรื่องอื่นน้อยลง การจูงจิตให้เป็นสมาธิก็จะง่ายขึ้นเรื่อยๆ
สมัยก่อน
เสียงเตือนต่างๆ จากเครื่อง Bio-feedback จะเป็นแบบดาดๆ
พื้นๆ คือเป็นเสียงตู๊ดๆ บี๊บๆ ธรรมดา แต่เครื่องรุ่นใหม่ๆ
ที่ออกมาเริ่มพัฒนามากขึ้น เริ่มมีการเอาเสียงดนตรีเป็นจังหวะสบายๆ
เข้ามาใช้แทน ซึ่งเสียงดนตรีเป็นเสียงที่คนส่วนใหญ่ฟังแล้วมีแนวโน้มที่จิตมันจะสงบอยู่แล้ว
ที่สำคัญ เครื่องรุ่นใหม่ๆ เหล่านี้มันสามารถจับจังหวะการหายใจของผู้ใช้ได้
และพอมันจับได้ว่าจังหวะการหายใจของผู้ใช้เริ่มลดลง มันก็จะเริ่มทอดจังหวะของเสียงดนตรีให้ยาวออกๆ
มากขึ้น เป็นการ feedback ให้ผู้ใช้เริ่มหายใจช้าลงอีกโดยที่ไม่รู้ตัว
พอการหายใจช้าลงไปมากๆ แล้ว จิตก็เป็นสมาธิได้มากขึ้นโดยปริยาย
ที่สนุกไปกว่านั้น เครื่องรุ่นใหม่ๆ เหล่านี้ยังบันทึกสถิติเกี่ยวกับการฝึกของเราให้เสร็จสรรพ
เรียกข้อมูลขึ้นมาดูความก้าวหน้าในการฝึกเมื่อไหร่ก็ได้
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นความเคลื่อนไหวใหม่ๆ
(จริงๆ ก็ไม่ใหม่เท่าไหร่แล้ว) เกี่ยวกับการฝึกจิตฝึกสมาธิ
ซึ่งเทียบกับแต่ก่อนแล้ว พวกเครื่อง Bio-feedback เหล่านี้มักจะมีราคาแพงมาก
แต่เดี๋ยวนี้ราคาได้ถูกลงมามาก จนใครๆ ก็พอจะหาซื้อมาใช้เป็นส่วนตัวได้
ถ้าสนใจก็ลองหามาใช้ตามกำลังก็แล้วกัน ส่วนคนที่ไม่มีเงินก็ไม่ต้องเสียอกเสียใจอะไรไป
เพราะวิธีการฝึกสมาธิยังสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัยโดยไม่ต้องเสียสตางค์
ขอเพียงแต่เลือกวิธีการฝึกให้เหมาะกับจริตของคุณก็จะทำให้การฝึกเป็นไปได้ง่ายขึ้นเยอะแล้วครับ