โปรแกรมจิตไร้สำนึก
เป็นประเภทที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าของคำสั่งในสภาวะที่จิตกำลังจะถอนตัวไปจากการควบคุมสมอง
หรือเรียกสภาวะดังกล่าวนี้ว่า "ครึ่งหลับครึ่งตื่น"
จากการศึกษาพบว่า สมองจะรับคำสั่งได้ดีมากในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น
โดยอาจเกิดขึ้นได้สองกรณีคือ ก่อนหลับ และการสะกดจิตตนเองซึ่งคลื่นสมอง(brain
waves) ถูกวัดกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในสมองด้วยเครื่องอีอีจี(EEG=Electroencephalography)
สามารถวัดได้เป็นคลื่นความถี่ต่อวินาที ยิ่งจิตทำงานควบคุมสมองมากเท่าใดก็ยิ่งมีความถี่สูงขึ้น
แต่ถ้าจิตทำงานน้อยลงก็วัดความถี่ได้น้อยลง โดยแบ่งขนาดความถี่เป็น
4 แบบ ดังนี้
1. คลื่นเบต้า(beta)
มีคลื่นความถี่ประมาณ 20-22 รอบต่อวินาที เกิดขึ้นในขณะที่เราตื่นอยู่และมีสติรู้ตัวทำงานทำการต่างๆในชีวิตประจำวัน
2.คลื่นแอลฟ่า(alpha)มีคลื่นความถี่อยู่ระหว่าง
7-14 รอบต่อวินาที พบได้ในขณะนอนหลับและมักจะมีความฝันเกิดขึ้น ในการสะกดจิตก็ทำให้เกิดคลื่นสมองขนาดนี้ได้
เช่นเดียวกับในการฝึกทำสมาธิได้ในระดับที่ไม่สูงมากนัก
3.คลื่นธีต้า(theta)มีความถี่อยู่ระหว่าง
4-7 รอบต่อวินาที มักพบในเวลาที่คนเรามีความเครียด ในเวลานอนหลับลึกปานกลาง
และในการทำสมาธิระดับลึกปานกลางเช่นเดียวกัน
4.คลื่นเดลต้า(delta)มีความถี่ต่ำกว่า
4 รอบต่อวินาที มักพบในขณะหลับลึกๆ ในการทำสมาธิระดับลึกๆและในคนสลบ
จากการศึกษาโดยวัดคลื่นสมองของคนเราขณะนอนหลับพบว่าคลื่นสมองมีลักษณะหมุนวนเป็นรอบ
กล่าวคือเมื่อเริ่มนอนหลับคลื่นสมองจะเปลี่ยนจากคลื่นเบต้าไปยังแอลฟ่า
และผ่านคลื่นธีต้าไปจนถึงคลื่นเดลต้าภายในเวลาอันรวดเร็ว คือใช้เวลาเพียงประมาณ
30 นาที
จากนั้นจะคงอยู่ที่คลื่นเดลต้าประมาณ
30-90 นาที ต่อจากนั้นก็จะแกว่งกลับขึ้นไปหาคลื่นธีต้าและคลื่นแอลฟ่า
ซึ่งในช่วงนี้ก็จะเกิดความฝันได้อีก พบว่าในการนอนหลับเป็นเวลารวมทั้งสิ้น
8 ชั่วโมงนั้นจะใช้เวลาอยู่ในคลื่นเดลต้ารวมทั้งสิ้นประมาณ 30-90 นาที
อยู่ในคลื่นธีต้า 30-60 นาที ส่วนเวลาที่เหลือจะอยู่ในคลื่นแอลฟ่า
นอกจากนี้ยังได้มีการค้นพบกันอีกด้วยว่า
คนเราจะมีความเคลื่อนไหวของลูกตาเร็วขึ้นในขณะฝัน ใช้ชื่อย่อๆว่า REM
(Rapid Eye Movement) นักวิทยาศาสตร์แบ่งการหลับของมนุษย์เป็น 4 ขั้นตอน
ซึ่งก็คือการหมุนเวียนของคลื่นสมอง แล้วก็จะมี REM เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวซึ่งแสดงว่ามนุษย์กำลังฝัน
เรื่องของคลื่นสมองพอจะช่วยอธิบายสมมุติฐานที่ว่า จิต
มีพลังงานเหมือนขั้วไฟฟ้า คือถ้ายิ่งจิต เข้ามาจี้สั่งงานสมองมากเท่าใดก็ยิ่งมีพลังไฟฟ้าเกิดมากจนวัดได้ในระดับคลื่นความถี่สูงๆ(คลื่นบีต้า)
แต่เมื่อจิตถอยห่างจากการควบคุมสมอง ก็ทำให้วัดกระแสไฟฟ้าได้ความถี่ต่ำลงไปทุกที
จนหมดไปเมื่อเวลาที่คนเราสลบถึงขั้นโคม่า ซึ่งเป็นสภาวะที่จิตไม่ได้เข้าควบคุมสมองเลยจึงไม่มีพลังไฟฟ้าที่สามารถวัดได้ด้วย
EEG
ส่วนความฝันของมนุษย์ที่มีเป็นช่วงๆตลอดเวลาที่นอนหลับอยู่นั้น
ก็ย่อมแสดงว่าสมองพยายามรายงานผลการทำงานให้จิตทราบเป็นระยะๆอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า การทำงานของสมอง (เช่นการประมวล
แยกแยะ สืบค้นข้อมูลข่าวสาร)จะเกิดขึ้นในขณะที่คลื่นสมองอยู่ในระดับคลื่นธีต้าต่อกับคลื่นเดลต้า
ซึ่งเป็นช่วงที่จิตเข้าไปควบคุมสมองน้อยมาก(สมองน่าจะทำงานได้อย่างอิสระเสรีที่สุดถ้าจิตไม่ได้ควบคุมสมองเลย
คือที่ระดับคลื่นสมองเป็น 0 ) ครั้นเมื่อสมองได้ทำงานเสร็จสิ้นจนได้ผลงานแล้วก็จะกลับขึ้นมาที่ช่วงคลื่นแอลฟ่าทันที
เพื่อรายงานให้จิตรับรู้ ในช่วงคลื่นสมองขนาดนี้ จิตก็จะรับรู้และเกิดขบวนการทำงานแบบ
จิตสังขาร ขึ้นมาได้ด้วย
ดังนั้นถ้าความฝันใดก่อให้เกิด
ทุกขเวทนา จิตมนุษย์ก็จะจำไว้ใน สัญญาได้ดีกว่า สุขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา
ดังปรากฏการณ์ที่คนเรามักจะจำฝันร้าย ได้แม่นยำกว่าฝันดี ซึ่งก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับการรับรู้และจดจำในขณะตื่นอยู่นั่นเอง
เราสามารถสร้างโปรแกรมจิตไร้สำนึก
ทั้งสองแบบได้โดยการนำเข้าคำสั่งที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งความมุ่งหวัง
และคำถาม ซึ่งอาจจะได้รับคำตอบจากการทำงานของสมองในลักษณะของความฝันหรือการผุดรู้-การผุดเห็น
ในขณะที่กลับคืนสู่สภาวะ จิตสำนึกก็ได้
มาอ่านต่อปักษ์หน้าครับ