บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 132:16-30 พ.ย.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 พฤศจิกายน 2551 -*- ::: ทัวร์สุขภาพ บัลวี – เวียงพิงค์ พาคุณกินอาหารสุขภาพ แอโรบิกในน้ำ ฝึกชี่กง ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กับ พญ.ลลิตา ธีระสิริ วันที่ 5-7ธันวาคม 2551 โทร. 02-615-8822 ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 30 “ จานด่วนสุขภาพ ปลอดภัยไกลโรค ” โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: บัลวีรับจัดกระเช้าสุขภาพ เพื่อให้คุณใช้เป็นของฝาก ของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันเกิด ถวายพระ หรือเยี่ยมไข้ ด้วยกระเช้าสุขภาพที่ให้ความรู้ได้ตรงกับโรคของคนป่วย และความสนใจ เช่น กระเช้าภูมิแพ้ เบาหวาน มะเร็ง สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ร้านกายกับใจ โทร.02-615-8822
 
     
 

โปรแกรมจิตไร้สำนึก(Unconscious mind program) ตอนที่ 1


โปรแกรมจิตไร้สำนึก เป็นประเภทที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าของคำสั่งในสภาวะที่จิตกำลังจะถอนตัวไปจากการควบคุมสมอง หรือเรียกสภาวะดังกล่าวนี้ว่า "ครึ่งหลับครึ่งตื่น"

จากการศึกษาพบว่า สมองจะรับคำสั่งได้ดีมากในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น โดยอาจเกิดขึ้นได้สองกรณีคือ ก่อนหลับ และการสะกดจิตตนเองซึ่งคลื่นสมอง(brain waves) ถูกวัดกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในสมองด้วยเครื่องอีอีจี(EEG=Electroencephalography) สามารถวัดได้เป็นคลื่นความถี่ต่อวินาที ยิ่งจิตทำงานควบคุมสมองมากเท่าใดก็ยิ่งมีความถี่สูงขึ้น แต่ถ้าจิตทำงานน้อยลงก็วัดความถี่ได้น้อยลง โดยแบ่งขนาดความถี่เป็น 4 แบบ ดังนี้

1. คลื่นเบต้า(beta) มีคลื่นความถี่ประมาณ 20-22 รอบต่อวินาที เกิดขึ้นในขณะที่เราตื่นอยู่และมีสติรู้ตัวทำงานทำการต่างๆในชีวิตประจำวัน

2.คลื่นแอลฟ่า(alpha)มีคลื่นความถี่อยู่ระหว่าง 7-14 รอบต่อวินาที พบได้ในขณะนอนหลับและมักจะมีความฝันเกิดขึ้น ในการสะกดจิตก็ทำให้เกิดคลื่นสมองขนาดนี้ได้ เช่นเดียวกับในการฝึกทำสมาธิได้ในระดับที่ไม่สูงมากนัก

3.คลื่นธีต้า(theta)มีความถี่อยู่ระหว่าง 4-7 รอบต่อวินาที มักพบในเวลาที่คนเรามีความเครียด ในเวลานอนหลับลึกปานกลาง และในการทำสมาธิระดับลึกปานกลางเช่นเดียวกัน

4.คลื่นเดลต้า(delta)มีความถี่ต่ำกว่า 4 รอบต่อวินาที มักพบในขณะหลับลึกๆ ในการทำสมาธิระดับลึกๆและในคนสลบ

จากการศึกษาโดยวัดคลื่นสมองของคนเราขณะนอนหลับพบว่าคลื่นสมองมีลักษณะหมุนวนเป็นรอบ กล่าวคือเมื่อเริ่มนอนหลับคลื่นสมองจะเปลี่ยนจากคลื่นเบต้าไปยังแอลฟ่า และผ่านคลื่นธีต้าไปจนถึงคลื่นเดลต้าภายในเวลาอันรวดเร็ว คือใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาที

จากนั้นจะคงอยู่ที่คลื่นเดลต้าประมาณ 30-90 นาที ต่อจากนั้นก็จะแกว่งกลับขึ้นไปหาคลื่นธีต้าและคลื่นแอลฟ่า ซึ่งในช่วงนี้ก็จะเกิดความฝันได้อีก พบว่าในการนอนหลับเป็นเวลารวมทั้งสิ้น 8 ชั่วโมงนั้นจะใช้เวลาอยู่ในคลื่นเดลต้ารวมทั้งสิ้นประมาณ 30-90 นาที อยู่ในคลื่นธีต้า 30-60 นาที ส่วนเวลาที่เหลือจะอยู่ในคลื่นแอลฟ่า

นอกจากนี้ยังได้มีการค้นพบกันอีกด้วยว่า คนเราจะมีความเคลื่อนไหวของลูกตาเร็วขึ้นในขณะฝัน ใช้ชื่อย่อๆว่า REM (Rapid Eye Movement) นักวิทยาศาสตร์แบ่งการหลับของมนุษย์เป็น 4 ขั้นตอน ซึ่งก็คือการหมุนเวียนของคลื่นสมอง แล้วก็จะมี REM เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวซึ่งแสดงว่ามนุษย์กำลังฝัน

เรื่องของคลื่นสมองพอจะช่วยอธิบายสมมุติฐานที่ว่า จิต มีพลังงานเหมือนขั้วไฟฟ้า คือถ้ายิ่งจิต เข้ามาจี้สั่งงานสมองมากเท่าใดก็ยิ่งมีพลังไฟฟ้าเกิดมากจนวัดได้ในระดับคลื่นความถี่สูงๆ(คลื่นบีต้า) แต่เมื่อจิตถอยห่างจากการควบคุมสมอง ก็ทำให้วัดกระแสไฟฟ้าได้ความถี่ต่ำลงไปทุกที จนหมดไปเมื่อเวลาที่คนเราสลบถึงขั้นโคม่า ซึ่งเป็นสภาวะที่จิตไม่ได้เข้าควบคุมสมองเลยจึงไม่มีพลังไฟฟ้าที่สามารถวัดได้ด้วย EEG

คนเราฝันได้อย่างไร

ส่วนความฝันของมนุษย์ที่มีเป็นช่วงๆตลอดเวลาที่นอนหลับอยู่นั้น ก็ย่อมแสดงว่าสมองพยายามรายงานผลการทำงานให้จิตทราบเป็นระยะๆอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า การทำงานของสมอง (เช่นการประมวล แยกแยะ สืบค้นข้อมูลข่าวสาร)จะเกิดขึ้นในขณะที่คลื่นสมองอยู่ในระดับคลื่นธีต้าต่อกับคลื่นเดลต้า ซึ่งเป็นช่วงที่จิตเข้าไปควบคุมสมองน้อยมาก(สมองน่าจะทำงานได้อย่างอิสระเสรีที่สุดถ้าจิตไม่ได้ควบคุมสมองเลย คือที่ระดับคลื่นสมองเป็น 0 ) ครั้นเมื่อสมองได้ทำงานเสร็จสิ้นจนได้ผลงานแล้วก็จะกลับขึ้นมาที่ช่วงคลื่นแอลฟ่าทันที เพื่อรายงานให้จิตรับรู้ ในช่วงคลื่นสมองขนาดนี้ จิตก็จะรับรู้และเกิดขบวนการทำงานแบบ จิตสังขาร ขึ้นมาได้ด้วย

ดังนั้นถ้าความฝันใดก่อให้เกิด ทุกขเวทนา จิตมนุษย์ก็จะจำไว้ใน สัญญาได้ดีกว่า สุขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา ดังปรากฏการณ์ที่คนเรามักจะจำฝันร้าย ได้แม่นยำกว่าฝันดี ซึ่งก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับการรับรู้และจดจำในขณะตื่นอยู่นั่นเอง

เราสามารถสร้างโปรแกรมจิตไร้สำนึก ทั้งสองแบบได้โดยการนำเข้าคำสั่งที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งความมุ่งหวัง และคำถาม ซึ่งอาจจะได้รับคำตอบจากการทำงานของสมองในลักษณะของความฝันหรือการผุดรู้-การผุดเห็น ในขณะที่กลับคืนสู่สภาวะ จิตสำนึกก็ได้

มาอ่านต่อปักษ์หน้าครับ