อาการปวดศีรษะเป็นอาการซึ่งพบบ่อย มีโอกาสเกิดได้กับคนส่วนใหญ่ สำหรับบางคนที่มีอาการปวดเพียงเล็กน้อยได้กินยาอาการนั้นก็จะหายไป แต่สำหรับบางคนอาการปวดศีรษะกลับไม่ธรรมดา มันกลับรบกวนการทำงานและลดประสิทธิภาพในการทำงาน บางครั้งถึงกับต้องหยุดทำงานไปเลยก็เป็นได้ เช่นเดียวกับคุณกานดาแขกรับเชิญของสัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ค่ะ
คุณกานดา เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องเจอกับอาการปวดศีรษะมากถึงขนาดต้องหยุดงานไปเลย วันนี้เราจะไปฟังเธอเล่าถึงอาการปวดศีรษะของเธอกันค่ะ
อาการเป็นอย่างไรบ้าง
อาการปวดศีรษะที่ฉันเจอมักจะเป็นมากเวลากลางวันแบบว่าตกบ่ายทีไร ต้องเริ่มปวด และยิ่งวันไหนอากาศร้อนมาก ๆ วันนั้นยิ่งปวดหนักกว่าเดิม บางทีปวดมากขนาดที่ว่าต้องกินยาแล้วนอนพักไปเลย หรือ บางทีก็ต้องหยุดงานหรือหยุดทำกิจกรรมไปเลยก็มีค่ะ จุดที่ปวดมาก ๆ ก็คือตรงท้ายทอยกับต้นคอ คือมันจะเริ่มที่ท้ายทอย ต้นคอ และลามขึ้นไปถึงศีรษะเลยค่ะ
สาเหตุเกิดจากอะไรคะ
คิดว่าน่าจะเกิดจากความเครียดจากการทำงาน และน่าจะเกิดจากการที่นั่งทำงานอยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์ และก็น่าจะเป็นเพราะอากาศที่มันร้อนด้วย เพราะพอร้อนทีไร เครียดที่ไรไอ้อาการเหล่านี้มันก็กลับมาทุกทีเลย
ดูแลตัวเองอย่างไรบ้างคะ
ช่วงที่ปวดแรก ๆ ก็กินยาแก้ปวด มันก็ดีขึ้นแต่สักพักมันก็กลับมาเป็นอีก เรียกว่าต้องกินยากันอยู่เรื่อย ๆ เลย
แล้วทำไมถึงได้ตัดสินใจใช้วิธีการธรรมชาติบำบัดในการรักษาคะ และได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง
เพื่อนดิฉันรู้ว่าดิฉันมักจะปวดหัวเป็นโรคประจำตัว และก็ทราบว่าดิฉันเองเป็นคนที่เบื่อกับการกินยาแก้ปวดมาก เขาไปเจอหนังสือ ธรรมชาติบำบัดหายปวดหัว ของคุณหมอลลิตา เขาเอามาฝากแล้วบอกว่าถ้าดูแลตัวเองได้ตามหนังสือรับรองไม่ต้องกินยาเลย ดิฉันก็เลยลองทำตามคำแนะนำในหนังสืออย่างที่เพื่อนบอกทุกอย่าง ทั้งเรื่องของการปรับอาหารพยายามละเลิกการกินอาหารมัน ละเลิกการกินกาแฟ ละเลิกการกินอาหารขยะ งดน้ำตาลและการกินผงชูรสโดยเด็ดขาด และก็หันมากินผักสดผลไม้สดมากขึ้น โดยกินวันละ 5 ส่วนของอาหาร และก็หันมากินข้าวกล้องแทนการกินข้าวขาว
พยายามทำตัวให้ไม่เครียดหาเวลาออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ละเลิกความเครียด ด้วยการทำใจให้ผ่อนคลาย ซึ่งดิฉันก็ถือว่าทำตามแบบครบสูตรตามหนังสือเปะ ดิฉันทำตามหนังสือที่เพื่อนให้ประมาณ เดือนกว่า ๆ อาการปวดหัวที่เคยเป็นมันก็ถี่ออกไป เมื่อไหร่อาการปวดมันมากวนใจบ้างดิฉันก็ใช้วิธีการกดจุด และ การประคบเย็นที่ศีรษะตามคำแนะนำในหนังสือ อาการมันก็ดีขึ้น คิดว่าถ้ามีเวลาล่างเมื่อไหร่ดิฉันก็คงไม่พลาดที่จะเข้าไปใช้วิธีการสวนกาแฟในการดูแลสุขภาพอย่างที่หนังสือแนะนำแน่ ๆ ค่ะ