บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 207: ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 8 กันยายน 2557 :::: บัลวีเปิดให้บริการคลินิกเฉพาะทางโรคปอดและทางเดินหายใจ โดยแพทย์เฉพาะทาง ทุกวันอาทิตย์ สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-.615-8822 ต่อ 105,106 :::::: Hydro Fitness Balavi Signature บริหารในน้ำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณน้องอ้วนท้วน คุณยายเข่าเสื่อม โดย อ.อรพิม ไชยมงคล อาจารย์ Sport Sciences สนใจสอบถามโทร 02-615-8822 ต่อ 134 ::::: บัลวี ดิลิเวอรี มีบริการจัดส่งอาหารเพื่อสุขภาพต้านมะเร็ง รักษาเบาหวาน ลดน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษ หรือดูแลสุขภาพ แต่ไม่มีเวลา บริการจัดส่งถึงบ้าน หรือโรงพยาบาลของผู้ป่วย โทร.02-615-8822 ::::: คอร์สออกกำลังกายในน้ำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือผู้สนใจการออกกำลังกายในน้ำ ทุกวันเวลา 16.00 – 17.00 น. โทร.02-615-8822 ต่อ 133, 134 :::::
 
     
 

พ่อ-แม่รังแก “ลูก” ทำติดรสหวาน
มูลเหตุปัญหาสุขภาพเด็กไทย

จากบทความในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันอังคารที่ 28 กันยายน 2547

ปัญหาของเด็กและเยาวชน นอกเหนือจากปัญหาด้านสังคม ความประพฤติ และการเรียนแล้ว ปัญหาสุขภาพเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง
เพราะทุกวันนี้ สาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เด็กมีปัญหาด้านสุขภาพ มีผลมาจาก "การเลี้ยงดูของพ่อแม่" นั่นเอง

จากผลการวิจัยของนักวิจัยในเครือข่ายวิจัยสุขภาพ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ หรือผลวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือองค์การอนามัยโลก ระบุคล้ายกันว่าคนอ้วนในโลกนี้มีประมาณ 1,000 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 22 ล้านคน ซึ่งเด็กอ้วนเหล่านี้มาจากการปรนเปรอเลี้ยงดูของครอบครัว

" สาเหตุที่เด็กไทยเป็นโรคอ้วนมาจากทัศนคติของพ่อแม่ต่อเรื่องการรับประทานอาหารของเด็กที่บังคับให้ดื่มนมหวาน เพราะคิดว่าสุขภาพจะดีขึ้น คนไข้เด็กที่มารักษาโรคอ้วนกับผมบอกว่าแม่บังคับให้ดื่มนมวันละ 7 กล่อง เพราะคิดว่าดื่มนมมากๆ แล้วจะทำให้ลูกสูง ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด" นายแพทย์จิตติวัฒน์ สุประสงค์สินธ์ นักวิจัยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติบอกเล่าให้ฟัง

สิ่งที่สะดุดหูเกี่ยวกับคำบอกเล่าของคุณหมอจิตติวัฒน์ ระบุว่า เด็กอ้วนเพราะกิน "นมหวาน" เป็นเรื่องที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับปัญหาที่กำลังกลายเป็นวิกฤตในเด็กไทยเวลานี้

เนื่องจากการศึกษาและการค้นพบของแพทย์ในแต่ละสาขาเห็นพ้องต้องกันว่า "ความหวาน" ในอาหารและของกินทุกชนิดกำลังเป็นอันตรายและคร่าชีวิตเด็กไทยเพิ่มขึ้นทีละน้อย กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขเตรียมออกประกาศกระทรวงว่า

" ห้ามเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือวัตถุที่ให้ความหวานอื่นใดในนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก "

นายแพทย์สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่าขณะนี้เด็กไทยวัย 3 ขวบ จำนวนมากถึง 2 ใน 3 มีโรคฟันผุและในปัจจุบันผู้ปกครอง 3 ใน 4 กำลังหลงผิดหาซื้อนมรสหวานให้เด็กเล็กๆ กิน โดยไม่ทราบถึงอันตรายที่ตาม

"เด็กไทยเป็นโรคที่เกี่ยวกับการกินมากขึ้น ร้อยละ 33.77 เป็นโรคเบาหวานชนิดที่สอง และร้อยละ 2.6 เป็นเบาหวานทั้งที่อายุไม่ถึง 18 ปี"

ระยะสองปีที่ผ่านมา บรรดากุมารแพทย์ ทันตแพทย์ และแพทย์ที่เกี่ยวข้องตื่นตัวในเรื่องเด็กไทยติดหวาน และพบว่านมสำหรับเด็กเล็กน่าจะมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องนี้ จึงมีการจัดตั้ง "เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน" โดย สสส. เป็นตัวตั้งตัวตี โดยศึกษาปัญหา วางแผนรณรงค์ และผลักดันให้เกิดมาตรการลดการกินหวานในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนมผงและอาหารสำหรับเด็กทารก

ศ.เกียรติคุณ แพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการเสวนา เรื่อง "วิกฤตเด็กไทยติดหวาน" ว่า

" น่าหนักอกหนักใจอย่างมากสำหรับผู้ที่ดูแลเด็ก เพราะเด็กๆ เปลี่ยนไปมาก แต่ก่อนเด็กของเราไม่กินของหวานมากแบบนี้ และฟันไม่ผุมากแบบนี้ กุมารแพทย์เองสังเกตพบว่าเด็กฟันผุตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบ ในขณะที่เมื่อก่อนเด็กยังไม่ฟันผุเร็วอย่างนี้เลย เพราะพ่อแม่ตามใจลูกมากเกินไป เดี๋ยวนี้เด็กไทยพอหลับแล้วอมขวดนมคาปาก พ่อแม่ก็ตามใจลูก ลูกอยากกินอะไรจะตามใจ เวลากินอะไรก็ต้องทำให้หวานเข้าไว้ลูกจะได้กิน"

คุณหมอชนิกากล่าวอีกว่า มีข้อมูลวิจัยพบว่าเด็กปัจจุบันนี้กินขนมเป็นปัจจัยหลัก แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอาหารหลัก อะไรเป็นอาหารว่าง ซึ่งที่ผ่านมามีข่าวว่าค่าขนมของเด็กไทยยุคนี้สูงถึงปีละแสนล้านบาท

" นี่คือการเปลี่ยนแปลงในการเลี้ยงดูลูก ซึ่งสำคัญมาจาก น้ำตาล เมื่อเด็กได้ลิ้มลองความหวานครั้งแรกจะทำให้เกิดอาการติด เพราะความหวานเหมือนยาเสพติดเหมือนผู้ใหญ่ที่กินกาแฟใส่น้ำตาลครั้งแรกเติมน้ำตาลแค่ 2 ช้อน แต่พอกินไปสักระยะรู้สึกจืดแล้วก็เพิ่มปริมาณน้ำตาลขึ้นไปอีก นี่คือความต้องการที่เพิ่มขึ้นและไม่มีวันหยุด นำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ตามมาในอนาคต "

คุณหมอยังเรียกร้องว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนและพยายามที่จะไม่เติมน้ำตาลลงไปในนมเด็กเล็กและทารก โดยเฉพาะหลัง 6 เดือน ไม่ควรจะมีน้ำตาลหรือน้ำผึ้งในนมและอาหารเด็ก เพราะจะทำให้เด็กติด การที่เด็กไทยติดหวานมากขึ้นทำให้เด็กไทยจำนวนมาเป็น "โรคฟันผุ" และ "โรคอ้วน" อันเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม เบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด ไตวาย เป็นต้น นำมาซึ่งความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ทันตแพทย์หญิงจันทนา อึ้งชูศักดิ์ นักวิชาการกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สนับสนุนเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าประเทศไทยมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเจ็บป่วยของเด็กเป็นระยะๆ ทุกปี ทำให้รู้ว่าปัญหาเรื่องฟันผุในเด็กเล็กเป็นปัญหาที่สำคัญมาก

" ถ้าดูจากตัวเลขในประเทศไทยพบว่าเด็กประมาณ 7 ใน 10 คน เป็นโรคฟันผุไปเรียบร้อยแล้ว ปัญหาฟันผุในเด็กเล็กจะต่างจากฟันผุในผู้ใหญ่ เพราะว่าจะมีโรคแทรกซ้อนมากกว่าผู้ใหญ่ จะมีปัญหาในเรื่องการติดเชื้อในช่องปากและลำคอ นอกเหนือจากเรื่องของฟันผุ เด็กจะมีปัญหาเรื่องโภชนาการและเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกมาก

สาเหตุหนึ่งที่ทันตแพทย์ในประเทศไทยสังเกตเห็นว่าเด็กเป็นฟันผุมาก ก็คือเกิดจากที่เด็กดูดขวดนม แล้วพอไปดูที่ขวดนมพบว่าไม่ใช่นมธรรมดา แต่เป็นนมที่มีการเติมน้ำตาล การที่ในขวดนมมีน้ำตาลจะเป็นการเสี่ยงที่ทำให้เด็กเกิดโรคฟันผุอย่างมาก ต่างประเทศจะเรียกโรคฟันผุในเด็กว่า โรคที่เกิดจากขวดนมเป็นสาเหตุหลัก เด็กจะมีฟันโผล่ขึ้นมาซี่แรกตอนอายุ 7 เดือน พอฟันโผล่ขึ้นมายังไม่เต็มซี่ก็ผุแล้วอัตราฟันผุในเด็กไทยจึงพุ่งเร็วอย่างสูงสุดในช่วง 1-3 ขวบ

ลักษณะฟันผุที่เกิดจากขวดนมจะเริ่มผุที่ฟันหน้า จะกร่อนๆ เป็นสีขาว และจะกะเทาะแตกออกเป็นรู เด็กจะปวด บางครั้งแก้มบวมด้วย ฟันน้ำนมจะผุเร็วกว่าฟันแท้ เวลาที่เด็กดูดนมที่มีน้ำตาลเท่ากับเด็กเอาฟันแช่อยู่ในน้ำตาล ยิ่งปริมาณต่อวัน เด็กกินนมหลายขวดเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่ฟันเด็กจะแช่อยู่ในน้ำตาลมากเท่านั้นเด็กก็จะยิ่งมีฟันผุมากขึ้นเท่านั้น "

การศึกษาในต่างประเทศรวมทั้งในประเทศไทยยืนยันชัดเจนว่า เด็กที่ทานน้ำตาลมากกว่า 8 ช้อนชาต่อวัน จะมีฟันผุมากกว่าเด็กที่ทานน้อยกว่านี้ประมาณ 3 เท่า

และเด็กที่ทานของหวานมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน จะมีฟันผุมากกว่าเด็กที่ทานน้อยกว่านี้อย่างชัดเจน เด็กประมาณ 1-3 ขวบของไทย เคยมีการสำรวจในต่างจังหวัด ตัวเลขของเด็กที่อยู่ในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดกระบี่ พบว่าพ่อแม่เลือกนมที่มีรสหวานให้กับเด็กดื่มเป็นประจำถึงร้อยละ 73 ของเด็กที่ดื่มนมทั้งหมด มีเพียงร้อยละ 27 เท่านั้นที่ให้เด็กดื่มนมรสจืด

จากสถานการณ์เช่นนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กไทยวัย 3 ขวบ มีโรคฟันผุมากถึงร้อยละ 68 และพบว่าใน 15 จังหวัด มีเด็กฟันผุมากกว่าร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังพบเด็กอายุไม่ถึงขวบก็เริ่มฟันผุแล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นผลมาจากการที่เด็กดื่มรสหวานเป็นประจำ

จึงไม่แปลกใจว่าเมื่อเด็กเข้าโรงเรียนแล้วกระทรวงศึกษาธิการจึงเลือกนมรสจืดให้กับเด็ก แต่กลับมีปัญหาว่าเด็กจะไม่ดื่ม แต่เอานมกลับบ้านให้พ่อแม่ชงกาแฟแทน

ดังนั้น เมื่อเด็กถูกฝึกให้กินหวานมาตั้งแต่เล็กๆ พอเด็กเข้าโรงเรียนก็เป็นการยากมากที่จะไปบังคับให้เด็กดื่มนมรสจืด

นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า ผลการวิจัยจำนวนมากยังพบว่า เด็กวัย 0-3 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในการบ่มนิสัยการกิน หากทารกได้สัมผัสนมหรืออาหารหวาน ซึ่งโดยธรรมชาติเป็นรสที่ทารกชื่นชอบจะส่งผลให้เด็กติดหวานได้ตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งเมื่อติดรสหวานแล้วจะทำให้เลิกยากมาก และยิ่งกินหวานมากขึ้นส่งผลไปถึงการติดอาหารรสหวานและมัน และไม่ยอมกินผักผลไม้ต่อไป

ผลร้ายจากการติดรสหวานจะทำให้เด็กเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน และในเด็กบางรายจะผอมจนขาดสารอาหาร โดยเด็กอ้วนยังพบโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หายใจลำบาก และข้อเข่ามีปัญหา

" จากประสบการณ์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมพบเด็กที่อ้วนมากถึงขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมากกว่า 10 ราย และเด็กเหล่านี้ไม่สามารถนอนราบได้เพราะหายใจลำบาก"

จากพฤติกรรมการกินของเด็กไทย และพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ ผู้ปกครอง นับเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทอย่างสูงต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย ยอมรับกันว่าเมื่อเป็นเด็กนั้นจะสนใจในรูปแบบและความอร่อยของอาหารมากกว่าประโยชน์ แต่เมื่อได้ทราบความจริงเช่นนี้แล้ว จึงถึงเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายจะหันมาเอาใจใส่ดูแลการกินของบุตรหลานเป็นพิเศษ อย่าหลงเป็นเหยื่อทางธุรกิจของผลิตภัณฑ์นม

ที่สำคัญคือ ต้องฝึกวินัยในการกินให้กับเด็ก มิฉะนั้นบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองนั่นแหละ คือ ผู้เปิดประตูสู่โรค สร้างปัญหาสุขภาพให้เกิดกับลูกรักของตนเอง