ครับ กินหวานเกิดโทษอย่างไร?
ต้องเข้าใจกระบวนการพื้นฐานของการหล่อเลี้ยงชีวิตเสียก่อน นั่นคือการเผาผลาญอาหารที่เรียกว่า
เมตาโบลิสม์ ก่อนอื่นร่างกายเรามีน้ำตาลในเซลล์เป็นเชื้อเพลิง เอาไว้รอออกซิเจนที่จะหมุนเวียนมาสู่เซลล์
ออกซิเจนจะเผาเชื้อเพลิงซึ่งคือน้ำตาลในแต่ละเซลล์ในตัวเราเองให้เกิดเป็นพลังงานขึ้นมา
เหมือนก่อกองไฟเล็กๆภายในเซลล์ของเรา กองไฟเผาเชื้อเพลิงต่ออายุให้เซลล์
แต่ก็จะเกิดเขม่าขึ้นในเซลล์นั้น เขม่าก็คืออนุมูลอิสระซึ่งจะทำลายเซลล์ไปด้วยพร้อมกัน
เหมือนการเผาใบไม้ เหมือนการจุดระเบิดของน้ำมันเบนซินในเครื่องยนต์
เหมือนการทอดน้ำมันในกระทะ ก็จะเกิดควันไฟ เขม่า ควันรถยนต์ ขึ้นฉันใดก็ฉันนั้น
ทีนี้ถ้าในร่างกายมีน้ำตาลมากกว่าธรรมดา
เนื้อเยื่อของเราก็จะดำเกรียมง่ายกว่าธรรมดาด้วย จะเปรียบเทียบให้ดูง่ายๆอีกอย่างหนึ่ง
เหมือนเราเอาเนื้อซึ่งเป็นโปรตีนไปอาบด้วยน้ำตาล แล้วเอาไปเผาไฟ มันจะดำเกรียมง่ายกว่าธรรมดา
สังเกตว่าไก่อบน้ำผึ้งจะไหม้ไฟส่งกลิ่นหอมกว่าธรรมดาด้วย นั่นแหละ
แม้จะหอมชวนกิน แต่นั่นหมายถึงเนื้อที่ถูกส่งเสริมการไหม้ไฟด้วยน้ำตาลไปด้วย
กรณีเช่นนี้พยาธิแพทย์จะรู้ดีเมื่อเปรียบเทียบเส้นเอ็นของร่างกายคนที่ยังเด็กหรือหนุ่มสาว
เส้นเอ็นจะขาวสวย แต่ถ้าไปผ่าดูเส้นเอ็นของคนที่อายุมาก จะเห็นว่าเส้นเอ็นจะมีสีเหลืองเกรียมๆ
นั่นเป็นเพราะเนื้อเยื่อเส้นเอ็นนั้นถูกใช้งานมานานปี ก็เกรียมขึ้นทุกวัน
เหมือนไก่อบน้ำผึ้งค่อยๆถูกปิ้งไฟ
นักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่อธิบายพิษภัยของน้ำตาลด้วยหลักการทางชีวเคมีคือ
ศ.ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ท่านกล่าวว่า น้ำตาลถ้าอยู่ในเลือดและหมุนใช้ไม่ทัน
น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นสารอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Aldehyde คำนี้คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก
แต่ถ้าถามว่ารู้จักฟอร์มาลินหรือไม่ ใครก็รู้ดี คือน้ำยาดองศพนั่นเอง
อัลดีไฮด์ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำเลือดจะดองเซลล์ตัวเอง เพราะมันจะเปลี่ยนธรรมชาติของโปรตีนที่มันสัมผัสด้วยให้เสื่อมสภาพไป
ตรงนี้ผมเคยได้ยินอาโกว
หรือคุณป้าของผมเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนนี้ตอนที่เธออยู่ที่แต้จิ๋วขณะนั้นยังเป็นวัยรุ่น
มักมีเหตุต่อยตีกันระหว่างแซ่ เช่นแซ่แต้กับแซ่ลิ้มมักมีเรื่องตีกัน
แรกๆก็ชกต่อยธรรมดาแบบนักเลงไม่ให้เหยียบถิ่นกัน แต่พอดีมีเรื่องหนักข้อถึงขั้นชายหนุ่มในหมู่บ้านถูกตีตาย
คราวนี้ก็ถึงขั้นลากเอามีดดาบปืนผาหน้าไม้ไปฟาดฟันกันทั้งหมู่บ้าน
ตอนนั้นอาโกวของผม เป็นสาวใจถึงเคยหาบน้ำแข่งกับชาย อกสามศอก ก็ลากเอาปืนแก็ปกระจำบ้านออกไปสู้รบกับเขาด้วย
เรื่องยืดเยื้อจนถึงขั้น ตัดหัวนักเลงฝ่ายตรงข้าม ใส่โหลดองส่งไปยั่วเย้ยอีกฝ่ายหนึ่ง
ตัวน้ำยาที่ใช้ดองก็คือ น้ำผึ้งนั่นเอง เพราะรู้กันอยู่ว่าน้ำผึ้งน่ะใช้ดองศพได้ดี
ตามเรื่องที่เล่าไม่ได้บอกว่าท้ายที่สุดแซ่ใดชนะ
ที่แน่ๆก็คือเจ็บตาย เสียผู้สืบสกุลไปกันทั้งสองฝ่าย แต่ผมเพียงจะชี้ให้เห็นว่า
การปล่อยให้น้ำตาลลอยอยู่ในเลือดก็เหมือนปล่อยให้หลอดเลือดและเซลล์ของเราถูกดองด้วยน้ำยาดองศพนั้นเอง
เซลล์ที่ถูกผลร้ายจากน้ำตาลในเลือดก่อนใครๆคือ
เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงเป็นถุงนิ่มๆแบนๆเหมือนโดนัทที่ไม่มีรู ขนาดของมันคือ
7 ไมครอน มันต้องทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย
โดยส่วนปลายที่สุดของหลอดเลือดแดงนั้น มันตีบแคบลงเป็นหลอดเลือดฝอยซึ่งมีขนาดความกว้างแค่
4 ไมครอนเท่านั้นเอง
ปัญหาก็คือ เจ้าถุงเม็ดเลือดแดงที่มีขนาดใหญ่กว่าหลอดเลือดฝอย
จะผ่านไปตามทางแคบๆเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบก็คือ มันต้องเบียดแทรกตัวเองเข้าไปช้าๆ
ระหว่างนั้นก็ถูกดูดซับออกซิเจนผ่านไปให้เซลล์ เจ้ากระบวนการเบียดแทรกตัวเองไปในช่องแคบๆนี้แหละ
มันต้องอาศัยความยืดหยุ่นของเยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดง ถ้าถุงหุ้มของมันนุ่มนิ่มอ่อนย้วยไปมาได้
มันก็เบียดแทรกตัวเองไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าถุงหุ้มของมันแข็งโป๊ก
ทีนี้ละ มันจะแทรกตัวเองไปได้อย่างไร เมื่อแทรกตัวไปไม่ได้ เนื้อเยื่อตรงนั้นก็เกิดอาการขาดเลือดหล่อเลี้ยง
คนที่เป็นเบาหวาน น้ำตาลที่ปล่อยให้ล้นเกินในเลือดจะดองเม็ดเลือดแดงให้แข็งโป๊กนั่นเอง
ผลก็คืออวัยวะต่างๆจะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จึงเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นมากมาย
ได้แก่:
- จอตาเสื่อม
- หูตึง ประสาทหูเสื่อม
- สมองมึนงง สมองเสื่อมเร็ว
อัลไชเมอร์
- ชาปลายมือ ปลายเท้า
บางคนถึงกันต้องถูกตัดขา เพราะความชาทำให้เป็นแผลโดยไม่รู้ตัว
- หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
หลอดเลือดในคนที่เป็นเบาหวานก็ถูกดองด้วยน้ำตาลไปด้วย
เป็นเหตุให้เกิดโรคความดันเลือดสูงส่วนรอยขรุขระในหลอดเลือดก็ที่ยั่วเย้าให้เกล็ดเลือดจับตัวตรงรอยขรุขระ
เกิดการอุดตันหลอดเลือด เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และอัมพาตในที่สุด
รวมความแล้ว หวานเป็นลม ขมเป็นยา
ดูท่าจะจริง กินหวานกินแป้งก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคไขมันเลือดสูง โรคเบาหวานซึ่งเป็นปากประตูของโรคร้ายอีกนานัปการ
แต่คนเป็นเบาหวานมักจะประมาท เพราะไม่ได้ตายวันตายพรุ่งให้เห็น แต่จะทุกข์ทรมานอย่างน่าสงสาร