บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 119:01-15 พ.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 -*- ::: พบกับ ร้านค้าสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ที่ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยง การ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอร์น หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร.02-321-5322 ::: ทัวร์สุขภาพ Regent – ชะอำ กินอาหารสุขภาพ หมกทรายพอกโคลน แอโรบิกในน้ำ วันที่ 17- 19 พฤษภาคม 2551 โทร.02-615-8822
 
     
 

เบาหวาน - เมื่อความหวานเป็นพิษ

นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

"เราเคยได้ยินแต่ว่า เนื้อสัตว์ไขมันเป็นของน่ากลัวทำลายสุขภาพ จนแนวคิดของการรักษาสุขภาพจะมีอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่กินเนื้อสัตว์ อย่างพวกมังสวิรัติเป็นต้น อีกพวกหนึ่งก็นั่งเลาะไขมันออกจากชิ้นเนื้อในจานอาหารที่กิน เช่นกินไก่ต้องไม่กินหนังไก่" นพ. ดร.วิศาล เยาวพงศ์ศิริกล่าว "มัวแต่ระวังเนื้อสัตว์กับไขมัน แต่หารู้ไม่ว่า ทุกวันนี้สารอาหารที่น่าจะเป็นผู้ร้ายตัวใหม่ที่บั่นทอนสุขภาพของคนทั่วโลก คือแป้งและความหวาน"

"ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ เพราะเราต้องรู้อย่างหนึ่งว่า คาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปทำให้เกิดเรี่ยวแรงนั้น ถ้าเรากินเกินคาร์โบไฮเดรตที่ถูกดูดซึมเข้าไปล่องลอยอยู่ในเลือดในรูปของน้ำตาล ส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ทำให้ไขมันเลือดสูง และทำให้อ้วนด้วย และคนอีกส่วนหนึ่งที่ยังคงเป็นน้ำตาลล่องลอยอยู่ในเลือดจะดองเซลล์ของร่างกายเราเอง เป็นเหตุให้แก่ และปล่อยไว้นานๆก็กลายเป็นเบาหวาน" อ.หมอวิศาลสำทับ

"ทีนี้เนื่องจากแป้งและของหวานเป็นอาหารที่มีราคาถูก หาได้ง่าย ทำเป็นการค้าให้พร้อมกินได้ตลอดเวลาในทุกรูปแบบ โลกสมัยนี้จึงมีคนต้องพิษจากความหวานมากมายเหลือเกิน คนอ้วนส่วนข้างมากเวลานี้ก็อ้วนเพราะแป้ง หรือไม่ก็เป็นเบาหวานไปเลย จากสถิติพบว่าในประเทศไทย จังหวัดหรือภูมิภาคไหนที่มีน้ำตาลเยอะจะมีคนเป็นเบาหวานเยอะ ตัวอย่างจังหวัดเพชรบุรีมีน้ำตาลโตนด จังหวัดแถวชายทะเลฝั่งตะวันออก เช่นชลบุรี ระยอง แถวนั้นปลูกอ้อยและมีโรงงานน้ำตาลเยอะ เบาหวานก็เยอะด้วย"

"แต่ก็ไม่แน่นะครับ สมัยนี้การคมนาคมสะดวก ความหวานก็จำหน่ายออกไปได้เร็ว โรคอ้วนโรคเบาหวานอาจจะไม่กระจุกตัวอยู่แถวจังหวัดเหล่านั้นเสมอไป เอาแค่ง่ายๆว่า ใครผ่านชลบุรีแวะซื้อข้าวหลามที่หนองมน ซึ่งนับวันจะหวานจัดจ้านขึ้นแข่งกันสุดฤทธิ์ เบาหวานก็ระบาดไปทั่ว คนกรุงเทพฯซึ่งเป็นยอดแห่งบริโภคนิยมย่อมจะต้องอ้วนและเบาหวานขึ้นแซงหน้าจังหวัดอื่นๆ" ผมเพิ่มเติม

ครับ กินหวานเกิดโทษอย่างไร? ต้องเข้าใจกระบวนการพื้นฐานของการหล่อเลี้ยงชีวิตเสียก่อน นั่นคือการเผาผลาญอาหารที่เรียกว่า เมตาโบลิสม์ ก่อนอื่นร่างกายเรามีน้ำตาลในเซลล์เป็นเชื้อเพลิง เอาไว้รอออกซิเจนที่จะหมุนเวียนมาสู่เซลล์ ออกซิเจนจะเผาเชื้อเพลิงซึ่งคือน้ำตาลในแต่ละเซลล์ในตัวเราเองให้เกิดเป็นพลังงานขึ้นมา เหมือนก่อกองไฟเล็กๆภายในเซลล์ของเรา กองไฟเผาเชื้อเพลิงต่ออายุให้เซลล์ แต่ก็จะเกิดเขม่าขึ้นในเซลล์นั้น เขม่าก็คืออนุมูลอิสระซึ่งจะทำลายเซลล์ไปด้วยพร้อมกัน เหมือนการเผาใบไม้ เหมือนการจุดระเบิดของน้ำมันเบนซินในเครื่องยนต์ เหมือนการทอดน้ำมันในกระทะ ก็จะเกิดควันไฟ เขม่า ควันรถยนต์ ขึ้นฉันใดก็ฉันนั้น

ทีนี้ถ้าในร่างกายมีน้ำตาลมากกว่าธรรมดา เนื้อเยื่อของเราก็จะดำเกรียมง่ายกว่าธรรมดาด้วย จะเปรียบเทียบให้ดูง่ายๆอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเราเอาเนื้อซึ่งเป็นโปรตีนไปอาบด้วยน้ำตาล แล้วเอาไปเผาไฟ มันจะดำเกรียมง่ายกว่าธรรมดา สังเกตว่าไก่อบน้ำผึ้งจะไหม้ไฟส่งกลิ่นหอมกว่าธรรมดาด้วย นั่นแหละ แม้จะหอมชวนกิน แต่นั่นหมายถึงเนื้อที่ถูกส่งเสริมการไหม้ไฟด้วยน้ำตาลไปด้วย กรณีเช่นนี้พยาธิแพทย์จะรู้ดีเมื่อเปรียบเทียบเส้นเอ็นของร่างกายคนที่ยังเด็กหรือหนุ่มสาว เส้นเอ็นจะขาวสวย แต่ถ้าไปผ่าดูเส้นเอ็นของคนที่อายุมาก จะเห็นว่าเส้นเอ็นจะมีสีเหลืองเกรียมๆ นั่นเป็นเพราะเนื้อเยื่อเส้นเอ็นนั้นถูกใช้งานมานานปี ก็เกรียมขึ้นทุกวัน เหมือนไก่อบน้ำผึ้งค่อยๆถูกปิ้งไฟ

นักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่อธิบายพิษภัยของน้ำตาลด้วยหลักการทางชีวเคมีคือ ศ.ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ท่านกล่าวว่า น้ำตาลถ้าอยู่ในเลือดและหมุนใช้ไม่ทัน น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นสารอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Aldehyde คำนี้คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก แต่ถ้าถามว่ารู้จักฟอร์มาลินหรือไม่ ใครก็รู้ดี คือน้ำยาดองศพนั่นเอง อัลดีไฮด์ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำเลือดจะดองเซลล์ตัวเอง เพราะมันจะเปลี่ยนธรรมชาติของโปรตีนที่มันสัมผัสด้วยให้เสื่อมสภาพไป

ตรงนี้ผมเคยได้ยินอาโกว หรือคุณป้าของผมเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนนี้ตอนที่เธออยู่ที่แต้จิ๋วขณะนั้นยังเป็นวัยรุ่น มักมีเหตุต่อยตีกันระหว่างแซ่ เช่นแซ่แต้กับแซ่ลิ้มมักมีเรื่องตีกัน แรกๆก็ชกต่อยธรรมดาแบบนักเลงไม่ให้เหยียบถิ่นกัน แต่พอดีมีเรื่องหนักข้อถึงขั้นชายหนุ่มในหมู่บ้านถูกตีตาย คราวนี้ก็ถึงขั้นลากเอามีดดาบปืนผาหน้าไม้ไปฟาดฟันกันทั้งหมู่บ้าน ตอนนั้นอาโกวของผม เป็นสาวใจถึงเคยหาบน้ำแข่งกับชาย อกสามศอก ก็ลากเอาปืนแก็ปกระจำบ้านออกไปสู้รบกับเขาด้วย เรื่องยืดเยื้อจนถึงขั้น ตัดหัวนักเลงฝ่ายตรงข้าม ใส่โหลดองส่งไปยั่วเย้ยอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวน้ำยาที่ใช้ดองก็คือ น้ำผึ้งนั่นเอง เพราะรู้กันอยู่ว่าน้ำผึ้งน่ะใช้ดองศพได้ดี

ตามเรื่องที่เล่าไม่ได้บอกว่าท้ายที่สุดแซ่ใดชนะ ที่แน่ๆก็คือเจ็บตาย เสียผู้สืบสกุลไปกันทั้งสองฝ่าย แต่ผมเพียงจะชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้น้ำตาลลอยอยู่ในเลือดก็เหมือนปล่อยให้หลอดเลือดและเซลล์ของเราถูกดองด้วยน้ำยาดองศพนั้นเอง

เซลล์ที่ถูกผลร้ายจากน้ำตาลในเลือดก่อนใครๆคือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงเป็นถุงนิ่มๆแบนๆเหมือนโดนัทที่ไม่มีรู ขนาดของมันคือ 7 ไมครอน มันต้องทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย โดยส่วนปลายที่สุดของหลอดเลือดแดงนั้น มันตีบแคบลงเป็นหลอดเลือดฝอยซึ่งมีขนาดความกว้างแค่ 4 ไมครอนเท่านั้นเอง

ปัญหาก็คือ เจ้าถุงเม็ดเลือดแดงที่มีขนาดใหญ่กว่าหลอดเลือดฝอย จะผ่านไปตามทางแคบๆเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบก็คือ มันต้องเบียดแทรกตัวเองเข้าไปช้าๆ ระหว่างนั้นก็ถูกดูดซับออกซิเจนผ่านไปให้เซลล์ เจ้ากระบวนการเบียดแทรกตัวเองไปในช่องแคบๆนี้แหละ มันต้องอาศัยความยืดหยุ่นของเยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดง ถ้าถุงหุ้มของมันนุ่มนิ่มอ่อนย้วยไปมาได้ มันก็เบียดแทรกตัวเองไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าถุงหุ้มของมันแข็งโป๊ก ทีนี้ละ มันจะแทรกตัวเองไปได้อย่างไร เมื่อแทรกตัวไปไม่ได้ เนื้อเยื่อตรงนั้นก็เกิดอาการขาดเลือดหล่อเลี้ยง

คนที่เป็นเบาหวาน น้ำตาลที่ปล่อยให้ล้นเกินในเลือดจะดองเม็ดเลือดแดงให้แข็งโป๊กนั่นเอง ผลก็คืออวัยวะต่างๆจะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จึงเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นมากมาย ได้แก่:

- จอตาเสื่อม
- หูตึง ประสาทหูเสื่อม
- สมองมึนงง สมองเสื่อมเร็ว อัลไชเมอร์
- ชาปลายมือ ปลายเท้า บางคนถึงกันต้องถูกตัดขา เพราะความชาทำให้เป็นแผลโดยไม่รู้ตัว
- หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

หลอดเลือดในคนที่เป็นเบาหวานก็ถูกดองด้วยน้ำตาลไปด้วย เป็นเหตุให้เกิดโรคความดันเลือดสูงส่วนรอยขรุขระในหลอดเลือดก็ที่ยั่วเย้าให้เกล็ดเลือดจับตัวตรงรอยขรุขระ เกิดการอุดตันหลอดเลือด เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และอัมพาตในที่สุด

รวมความแล้ว หวานเป็นลม ขมเป็นยา ดูท่าจะจริง กินหวานกินแป้งก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคไขมันเลือดสูง โรคเบาหวานซึ่งเป็นปากประตูของโรคร้ายอีกนานัปการ แต่คนเป็นเบาหวานมักจะประมาท เพราะไม่ได้ตายวันตายพรุ่งให้เห็น แต่จะทุกข์ทรมานอย่างน่าสงสาร