หากจะกล่าวเป็นรูปธรรมแล้วไม่แคล้วที่จะต้องบอกว่า
เราต้องรู้จักป้องกันโรคหรืออาการเจ็บป่วยไม่ให้มากล้ำกรายตัวเรา
แทนที่จะรอให้เกิดโรคเรื้อรังแล้วใช้ยารักษาแบบไม่รู้จบ
ทำไมถึงว่าอย่างนี้น่ะหรือ ...คำตอบก็คือ การป้องกันโรคทำง่าย
เสียค่าใช้จ่ายน้อย หรือบางครั้งไม่ต้อง จ่ายเงินเลยด้วยซ้ำ
เพียงแต่ต้องการการปรับเปลี่ยนอาหารและชีวิตความเป็นอยู่เท่านั้น
แต่การรักษาโรคเรื้อรังก็คือการเปลืองเงินในการรักษาตัว
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า
ทุกวันนี้บรรดาโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค เช่นโรคอ้วน
ความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันเลือดสูง โรคหัวใจ อัมพาต
โรคข้ออักเสบ ภูมิต้านทานไวเกิน โรคภูมิแพ้ ภูมิต้านทานอ่อนแอ
เอสแอลอี กระทั่งโรคมะเร็ง ซึ่งเป็น "โรคเสื่อม" ทั้งหมด
การแพทย์แผนปัจจุบันยังเอาชนะไม่ได้ ไม่เหมือนกับการเป็นหวัด
เป็นฝี ไม่เหมือนกับการเป็นไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งเราสามารถรักษาให้หายขาดได้
จะว่าไปโรคเรื้อรังดังกล่าว
การแพทย์แผนปัจจุบันทำได้เพียงรักษาอาการ ประคับประคองโรค
และเราก็มักจะคุ้นชินกับคำอธิบายของหมอที่ว่า "คุณต้องกินยาไปตลอดชีวิต"
แล้วการรักษาโรคเรื้อรังแบบทุกวันนี้มันจะเข้าแนว "เศรษฐกิจพอเพียง"
ได้อย่างไร
ทางที่ดีหากต้องการดูแลตัวเองด้วยแนวทางของสุขภาพพอเพียงนั้น
ก็ต้องชะลอความเสื่อมของร่างกายโดยรวมให้เกิดขึ้นช้าที่สุด
ป้องกันโรคที่กล่าวมาไม่ให้เกิดขึ้น เมื่อไม่เกิดโรคก็ไม่ต้องเสียสตางค์รักษา
...ก็ง่าย ๆ แบบนี้แหละ
การชะลอความเสื่อมของตัวเรา
สามารถทำได้ใน 3 ขอบเขต - ด้วยการดูแลตัวเองเรื่องอาหาร
การออกกำลังกายและการฝึกจิตให้มีสมาธิ ทั้งนี้เพราะตัวตนของเราจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพของกายกับใจ
ร่างกายจะดีแค่ไหนดูจากอาหารที่กินเข้าไป กินอาหารที่มีคุณค่าสูงร่างกายก็แข็งแรงกว่ากินอาหารขยะแน่นอน
กินสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปให้เพียงพอในแต่ละวัน ร่างกายก็จะเสื่อมช้า
ไม่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังข้างต้น ร่างกายและจิตใจจะดีแค่ไหนก็ต้องดูว่าเจ้าตัวรู้จักออกกำลังกายหรือไม่
รู้จักสร้างสมดุลในการบริหารกายและจิตหรือไม่ ส่วนจิตใจจะมีพลังสู้กับความเครียดในชีวิตประจำวันอย่างไรก็อยู่ที่ว่า
รู้จักการทำจิตสงบได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับการออกกำลังกายนั้นจะใช้วิธีไหนก็ได้
ที่เป็นการกระทำซ้ำ ๆ และต่อเนื่อง ที่ไม่ต้องเสียสตางค์เลยก็คือการไปเดินเร็วในสวนสาธารณะ
จะไปเต้นแอโรบิกกับหน่วยงานของคุณก็ได้ จะไปเดินบนลู่วิ่งในสถานที่ออกกำลังกายก็ได้
หรือจะไปว่ายน้ำก็ดีทั้งนั้น สำคัญที่ว่าการออกกำลังกายจะต้องทำสม่ำเสมอ
เช่นสัปดาห์ละ 2-3 วัน ไม่ใช่พอฟิตขึ้นมาก็ไปโหมออกกำลังกาย
1 วัน แล้วเว้นไป 2 เดือนจึงจะไปออกกำลังกายอีกครั้ง แบบนี้ไม่ได้ผลแน่ในการป้องกันโรค
ประการต่อมาคือการออกกำลังกายในแต่ละครั้งจะต้องนานพอ
คือต้องนานประมาณครึ่งชั่วโมงขึ้นไป เพื่อที่ฮอร์โมนเอนโดรฟินจะได้หลั่งออกมาเสริมสุขภาพ
หากเดินเพียง 10 นาที แบบนี้ก็ไม่ได้เรื่องอีกนั่นแหละ
การฝึกจิตให้สงบ
เป็นการคืนความสมดุลให้กับตัวเราเอง เพราะในแต่ละวันเรามีเรื่องเครียดมากพอแล้ว
ไม่มีอะไรดีกว่าให้จิตของเราพักด้วยการทำจิตสงบ ไม่ต้องถึงกับทำสมาธิก็ได้
การฝึกชี่กง การเล่นโยคะ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบตะวันออก
ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายประสานกับการควบคุมลมหายใจ นั่นก็คือวิธีการทำจิตสงบเช่นเดียวกัน
จะสวดมนต์ก็ได้ หรือจะนั่งสมาธิแบบอานาปาณสติตามแบบแผนก็ได้อีก
แล้วแต่ว่าใครจะถนัดแบบไหน
หากจิตสงบและไม่เครียดก็ไม่ต้องกินยาแก้ปวดหัว
นอนไม่หลับ ใจเต้นใจสั่น โรคกระเพาะ โรคลำไส้แปรปรวน ท้องผูก
ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสาเหตุของจิตใจ และเป็นกลุ่มโรคที่พาคนไปหาหมอกว่า
60%
ส่วนเรื่องของอาหารนั้นคงหนีไม่พ้นในหลักของ
1. กินอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอีเข้าไปให้เพียงพอ นั่นคือต้องกินข้าวกล้อง
ผักสดและผลไม้สด เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกาย
2. กินไขมันแต่น้อย
เพื่อจะได้ไม่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงซึ่งจะนำมาซึ่งโรคหัวใจ
อัมพาต ฯลฯ
3. กินอาหารโปรตีนแต่พอประมาณ
(ในรายที่โต ๆ กันแล้ว) เพื่อเอาไปซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ที่สึกหรอ
แบบที่ท่อง ๆ กันมาจากวิชาสุขศึกษา หากต้องการโปรตีนไปซ่อมแซมร่างกายก็ไม่ต้องกินมาก
แค่เนื้อสัตว์อะไรก็ได้วันละ 100-180 กรัมก็เพียงพอถมเถแล้ว
เลือกเนื้อปลาก็จะได้ประโยชน์กว่า ทั้งนี้ไตจะได้คงสมรรถภาพที่ดีไปนาน
ๆ เป็นการป้องกันไตเสื่อมหรือวาย จะได้กระดูกไม่ผุ และเป็นการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไปในตัว
4. งดกินอาหารขยะ
ผงชูรส แอลกอฮอล์ และงดบุหรี่หรือสิ่งเสพย์ติดอื่น ๆ เสียด้วย
เพราะจะป้องกันโรคได้อีกหลายชนิด ตั้งแต่โรคภูมิต้านทานไม่ดี
เกลือคั่งจากการกินผงชูรสทำให้เกิดความดันเลือดสูง โรคตับโรคปอด
ฯลฯ
และเมนูอาหารในชีวิตประจำวันควรเป็นอาหารไทย ๆ และสามารถจัดพอเป็นตัวอย่าง
ดังนี้
|
|
|
|
น้ำพริกกุ้งแห้ง |
ปลาสวายผักนึ่ง |
ต้มยำสารพัดเห็ด |
ข้าวกล้องอบเผือก |