บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 132:16-30 พ.ย.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 พฤศจิกายน 2551 -*- ::: ทัวร์สุขภาพ บัลวี – เวียงพิงค์ พาคุณกินอาหารสุขภาพ แอโรบิกในน้ำ ฝึกชี่กง ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กับ พญ.ลลิตา ธีระสิริ วันที่ 5-7ธันวาคม 2551 โทร. 02-615-8822 ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 30 “ จานด่วนสุขภาพ ปลอดภัยไกลโรค ” โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: บัลวีรับจัดกระเช้าสุขภาพ เพื่อให้คุณใช้เป็นของฝาก ของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันเกิด ถวายพระ หรือเยี่ยมไข้ ด้วยกระเช้าสุขภาพที่ให้ความรู้ได้ตรงกับโรคของคนป่วย และความสนใจ เช่น กระเช้าภูมิแพ้ เบาหวาน มะเร็ง สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ร้านกายกับใจ โทร.02-615-8822
 
     
 

สอนลูกเรียนเก่ง

พญ,ลลิตา ธีระสิริ

จากข้อมูลการสำรวจเด็กไทยของกระทรวงสาธารณสุข เด็กไทยมีปัญหาของเชาวน์ปัญญา โดยงานวิจัยพบว่าเด็กอายุ 6-13 ปี หรือเด็กประถม มีไอคิวเฉลี่ยเพียง 88.8 ขนาดเด็กในกทม.ที่ถือว่ามีความสามารถทางสมองสูงสุดก็มีไอคิวเพียง 94.6 เท่านั้น

ความเป็นจริงคือเด็กที่น่าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ควรจะมีไอคิวเกิน 100 หากเราต้องการให้เด็กประถมมีความสามารถขนาดสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เรามีงานต้องทำเยอะเลย เพื่อพัฒนาไอคิวของเขาให้สูงขึ้น

นี่แสดงว่าเด็กไทยมีเชาวน์ปัญญาต่ำหรือ ?

จากข้อมูลของโครงการวิจัยและพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทยในปี 2547 พบว่าที่ตัวเลขไอคิวของเด็กของเราต่ำนั้น ที่จริงมันต่ำลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น เด็กไทยเกิดมาไม่ได้โง่ เพราะเด็กอายุ 1-3 ปี เด็กของเรามีไอคิวสูงถึง 102.2 และตัวเลขนี้ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าเด็กไทยมีไอคิวต่ำกว่า 90 เมื่อโตขึ้น กล่าวคือ เด็กวัยเรียนจะมีไอคิวเท่ากับ 91.2 และเด็กวัยรุ่นมีไอคิวลดลงไปอีกเป็น 89.9

นี่แสดงว่าเด็กไทยในวัยก่อนอนุบาลและวัยอนุบาลยังฉลาดทีเดียว ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะ 1. เราอาศัยปู่ย่าตายายในบ้านดูแลเด็ก และการสอนเด็กนั้นผู้ใหญ่ของเราเขาทำได้ดีทีเดียว ความฉลาดของเด็กจึงได้รับการพัฒนาเต็มที่ แต่พอเด็กเข้าโรงเรียนแล้ว พ่อแม่จำนวนมากกลับไปมอบภาระการสอนเด็กให้กับครูเป็นส่วนใหญ่ เด็กที่ถูกสอนมาตัวต่อตัวกลายเป็นถูกสอนในชั้นเรียน ทำให้ความมีประสิทธิภาพลดลงกว่าเดิม
2. อาหารของเด็กทุกวันนี้ล้วนเป็นอาหารขยะ ยิ่งโตเด็กยิ่งกินแต่ขนมหวาน กินน้ำตาลมาก ทำให้สมองของเด็กที่ต้องการสารจำเป็นหลายตัวเพื่อพัฒนาการทำงาน เช่นวิตามินบี ที่ได้มาจากข้าวกล้อง ผักผลไม้ ไข่ ไก่ ปลา และหมู วิตามินบีมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้สร้างสื่อนำประสาท เพื่อที่เด็กจะได้ใช้เครือข่ายทั้งหมดในสมองหัดคิด วิเคราะห์ และจดจำความรู้ใหม่ ๆ
หากวิตามินบีไม่พอ การสื่อสารระหว่างเซลล์ในสมองจะติดขัด แล้วจะหวังให้เด็กที่ได้รับวิตามินบีไม่พอ เกิดความฉลาดได้อย่างไรกัน

สิ่งที่สำคัญคือการกินขนมหวาน น้ำตาล น้ำหวาน ซึ่งเป็นกลูโคสที่ไม่มีวิตามินบีอยู่ด้วยจะทำให้เด็กอ้วน และการเผาผลาญน้ำตาลที่กินเข้าไปยังเป็นการแย่งวิตามินบีของสมองเอามาใช้ เด็กที่กินหวานจึงมีความสามารถเรียนรู้ได้น้อยกว่าเด็กที่กินอาหารไม่ขัดขาวที่อุดมด้วยวิตามินบีอย่างข้าวกล้อง เป็นต้น

มีรายงานจากนิวยอร์กว่าหากงดอาหารขยะของเด็กวัยเรียนลง ผลการเรียนของเด็กจะดีขึ้น หากลดอาหารขยะลงได้มากชนิดเท่าใด ผลการเรียนก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น จากรายงานดังกล่าว ผลการสอบของเด็กมีเปอร์เซ็นต์ไทเพิ่มจาก 39 เป็น 55 เลยทีเดียว ดังนั้นลูกใครหลานใครกินแต่อาหารขยะทั้งวันก็น่าเป็นห่วงว่าอาจจะเรียนรู้ได้ไม่ดีนัก ที่จริงเด็กน่าจะสอบได้คะแนนดีกว่านี้ แต่กินอาหารขยะมากเกินไป ทำให้ผลการเรียนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ยังมีรายงานจากสิงคโปร์ ประเทศใกล้บ้านเรา เขาบอกว่าเด็กอ้วนจะมีผลการเรียนไม่ดีเท่ากับเด็กที่มีน้ำหนักปกติ เพราะความอ้วนของเด็กมักจะเกิดจากการกินหวาน และความอ้วนมักจะทำให้เด็กเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องตัว ทำให้เสียเปรียบเด็กที่มีน้ำหนักตัวปกติ

ดังนั้นหากอยากให้ลูกหลานฉลาด นอกจากต้องขยันสอน ขยันหาแววฉลาดของเขา ค้นหาสิ่งที่เขาสนใจแล้วส่งเสริมแล้ว อาหารยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความฉลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้

หากอยากให้ลูกหลานเก่ง เด็กต้องกินข้าวกล้องเป็นประจำ กินผักสดและผลไม้สดพอสมควร งดอาหารขยะอย่างเด็ดขาด กินผลไม้สดแทนขนมหวาน ดื่มน้ำคั้นผลไม้สดแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม เด็กก็จะมีความสามารถเรียนรู้ได้มากกว่าเดิม

สลัดปู
ข้าวกล้องสีชมพูอบลำไย
แซลมอนตุ๋นไข่
น้ำหวานสารพัดผลไม้