อย่างไรก็ตาม
หลังจากการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจคลื่นหัวใจ
ทั้งการวิ่งสายพาน หรือบางรายแม้แต่การฉีดสีตรวจดูเส้นเลือดหัวใจโดยละเอียดแล้ว
กลับไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใดในผู้ป่วยหลายราย ผู้ป่วยกลุ่มนี้แหละที่จะมีปัญหาว่า
แล้วอาการปวดจุกแน่นหน้าอกนั้นมาจากสาเหตุใด? แม้แต่แพทย์เองก็งงว่าจะจ่ายยาอะไรให้ดี?
เป็นยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ หรือแก้ประสาทจะดีไหมนะ
ยิ่งไปกว่านั้น
ด้วยความกลัวว่าตัวเองจะตาย ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็จะดั้นด้นไปหาแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ
ตอนผมเป็นแพทย์ฝึกหัดยังอยู่ห้องฉุกเฉิน ก็มีคุณลุงคนหนึ่งมาหาที่ห้องฉุกเฉินบ่อยๆ
คำพูดติดปากของแกก็คือ "หมอ ผมหายใจไม่อิ่มๆ ผมจะตายไหมหมอ"
จากประวัติเดิมที่บันทึกไว้ ระบุว่าอาการแน่นหน้าอกของแกได้รับการตรวจละเอียดทุกอย่างแล้ว
แต่ไม่เจออะไร แกถูกระบุว่าเป็นอาการประสาท ผมจึงบอกแกไปว่า
"ถ้าจะตายก็ตายไปนานแล้วล่ะลุง" พูดอยู่นานแกก็ยังไม่ยอมเชื่อ
จนในที่สุดอาจารย์หมอที่อยู่ด้วยกันผ่านมาก็เลยหยอกแกไปว่า
"หายใจไม่ออกใช่มั๊ยลุง เอางี้นะ หายใจเข้าลึกๆ หลายๆ
ทีนะ พอหายใจเข้าสุดแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหายใจออกมาเองแหละ"
อย่างไรก็ตาม
หลังจากที่ได้ศึกษาด้านการแพทย์แผนจีนไปได้ระดับหนึ่งแล้ว
เราจะพบว่ามีสาเหตุอีกหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกได้
โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจเจอกความผิดปกติแต่อย่างใด
ทางแพทย์แผนจีนเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า "Chest Bi-syndrome"
คำว่า Bi
ในภาษาจีนหมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดจากพยาธิสภาพ 3 อย่างรวมกันคือ
1.ธาตุเย็นเข้าแทรก 2.มีการคั่งของมูก (Phlegm retention)
3.ความชื้น ทั้ง 3 อย่างพอรวมกันแล้วจะทำให้เกิดการติดขัดของการไหลเวียนเลือดอย่างมาก
ทำให้เกิดอาการปวดหรือแน่นตามมา ถ้าพยาธิสภาพนั้นไปเกิดขึ้นที่ใด
ก็จะมีอาการปวดที่นั่น ถ้า Bi-syndrome ไปเกิดแถวทรวงอก
ก็จะเกิดอาการจุกแน่นหน้าอกได้ จึงเรียกชื่อเฉพาะกลุ่มว่า
"Chest Bi-syndrome"
กลุ่มอาการ
Chest Bi-syndrome นั้น สรุปอาการรวมแล้ว คนป่วยมักจะมีอาการจุก
แน่น หายใจไม่อิ่ม หายใจสั้น ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีอาการหอบ
ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะสำคัญในช่องอก นั่นคือหัวใจ
และปอด เมื่อเทียบเคียงกับการแพทย์แบบแผน จะพบว่า อาการที่กล่าวมาเข้าได้กับอาการของเส้นเลือดหัวใจขาดเลือด
โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคพังผืดในปอด
เราสามารถแยกย่อยกลุ่มอาการ
Chest Bi-syndrome ได้ออกเป็น 3 กลุ่มย่อยนั่นคือ
1. กลุ่มที่เกิดจากธาตุเย็นเด่น
(Deficient cold)
2. กลุ่มที่เกิดจากภาวะคั่งมูกเด่น
(Turbid phlegm retention)
3. กลุ่มที่เกิดจากภาวะเลือดคั่ง
(Blood stasis)
สำหรับคนป่วยในกลุ่มแรกที่เกิดจากธาตุเย็นนั้น
จะมีอาการเด่นก็คือ อาการที่เป็นอยู่จะเป็นมาก ขึ้นเมื่ออากาศเย็น
มีอาการปวดร้าวไปข้างหลังบริเวณสะบัก ใจสั่น แน่นหน้าอก
ขี้หนาว ชีพจรเต้นเบาเร็ว การรักษาด้วยการฝังเข็มจะมุ่งเน้นไปที่จุดเกี่ยวกับหัวใจเป็นหลัก
พร้อมๆ กับรมยาสมุนไพรที่จุดฝังเข็มเพื่อขับไล่ความเย็นออกไปจากร่างกาย
กลุ่มที่สอง
กลุ่มที่มีภาวะคั่งมูก พวกนี้ลักษณะอาการที่เด่นคือ อาการปวดแน่นหน้าอก
บางคนไอมีเสมหะมาก ชีพจรเต้นเบาแต่ค่อนข้างช้า พวกนี้นอกจากจุดฝังเข็มที่เกี่ยวกับหัวใจแล้ว
ยังต้องเสริมเพิ่มจุดที่เกี่ยวกับชี่หรือพลังปราณเข้าไปด้วย
เพราะถือว่าคนพวกนี้มีอาการพร่องพลังปราณด้วย
การเสริมพลังปราณอาจทำได้อีกทางด้วยการฝึกปราณ
นั่นคือการฝึกหายใจยาวๆ เข้าออก เช่นการฝึกชี่กงก็สามารถช่วยได้ดี
ถ้าจำเป็นการใช้สมุนไพรจีนบางจำพวกที่มีธาตุร้อนหน่อยเข้ามาเสริมพลังปราณและขจัดความชื้นที่คั่งอยู่ในช่องอกก็สามารถทำได้
กลุ่มที่สาม
คือกลุ่มคนป่วยที่มีอาการมาจากเลือดคั่ง ไหลเวียนไม่สะดวก
พวกนี้อาการเด่นๆ ก็คือ อาการปวดแปลบ หรือปวดบีบๆ ในหน้าอก
บางทีอาการปวดจะร้าวไปที่ไหล่และหลัง ถ้าดูสีริมฝีปากและลิ้นจะเห็นเป็นสีแดงคล้ำๆ
ออกสีม่วงๆ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคนที่เลือดเดินไม่ดี
เมื่อจับชีพจรจะพบว่าชีพจรเต้นเบาบางและไม่สม่ำเสมอ อาจมีลักษณะชีพจรกระตุกได้ในบางครั้ง
หลักการรักษาคนป่วยในกลุ่มนี้
จะต้องเสริมทั้งพลังปราณ ขับไล่ความเย็น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปด้วย
นอกจากการฝังเข็มแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องทำ Blood letting
เพื่อลดอาการคั่งของเลือดที่จุดเกี่ยวกับหัวใจอีกด้วย
และจากการรักษาคนป่วยที่มาหาด้วยอาการแน่นหน้าอก
แบบตรวจไม่เจอสาเหตุทางการแพทย์แบบแผนด้วยประสบการณ์ของตนเอง
ผมพบว่าสามารถใช้การฝังเข็มและสมุนไพรช่วยแก้อาการแน่นหน้าอกได้ดีในหลายกรณีเลยครับ
โดยเฉพาะการทำ Blood letting ในคนป่วยที่มีอาการเลือดลมเดินไม่สะดวก
มีอยู่รายหนึ่งที่บอกได้อย่างชัดเจนว่า เขาจะรู้สึกหายแน่นหน้าอก
หายใจโล่งขึ้นในทันทีที่ทำเสร็จ และอาการจะเบาบางไปได้
3-4 วันเลยในการทำครั้งแรก และเมื่อทำซ้ำ 2-3 ครั้งพบว่าสามารถควบคุมอาการได้ดีเป็นที่น่าพอใจครับ