บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 127:01-15 ก.ย.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 01 กันยายน 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: ทัวร์สุขภาพบัลวี - เวียงพิงค์ กินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกายเสริมสุขภาพ แอโรบิกในน้ำ วันที่ 23-25 ตุลาคม 2551 โทร.02-615-8822
 
     
 

ตะลุยการแพทย์แดนมังกร (16) : แน่นหน้าอก

นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล

อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เป็นอีกอาการหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะกลัวกัน เพราะเป็นอาการอันหนึ่งที่พบได้ในโรคเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจขาดเลือด ซึ่งทำให้ตายได้ แถมตายแบบปุบปับแล้วก็ไปเลยได้ง่ายๆ

แน่ล่ะ เป็นใครก็ไม่อยากตาย ดังนั้น คนไหนที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือหายใจไม่อิ่ม จึง มักจะรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุกันให้จ้าละหวั่น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะอาการของโรคหัวใจเป็นสิ่งที่ไม่น่านิ่งนอนใจเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจคลื่นหัวใจ ทั้งการวิ่งสายพาน หรือบางรายแม้แต่การฉีดสีตรวจดูเส้นเลือดหัวใจโดยละเอียดแล้ว กลับไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใดในผู้ป่วยหลายราย ผู้ป่วยกลุ่มนี้แหละที่จะมีปัญหาว่า แล้วอาการปวดจุกแน่นหน้าอกนั้นมาจากสาเหตุใด? แม้แต่แพทย์เองก็งงว่าจะจ่ายยาอะไรให้ดี? เป็นยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ หรือแก้ประสาทจะดีไหมนะ

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความกลัวว่าตัวเองจะตาย ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็จะดั้นด้นไปหาแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ ตอนผมเป็นแพทย์ฝึกหัดยังอยู่ห้องฉุกเฉิน ก็มีคุณลุงคนหนึ่งมาหาที่ห้องฉุกเฉินบ่อยๆ คำพูดติดปากของแกก็คือ "หมอ ผมหายใจไม่อิ่มๆ ผมจะตายไหมหมอ" จากประวัติเดิมที่บันทึกไว้ ระบุว่าอาการแน่นหน้าอกของแกได้รับการตรวจละเอียดทุกอย่างแล้ว แต่ไม่เจออะไร แกถูกระบุว่าเป็นอาการประสาท ผมจึงบอกแกไปว่า "ถ้าจะตายก็ตายไปนานแล้วล่ะลุง" พูดอยู่นานแกก็ยังไม่ยอมเชื่อ จนในที่สุดอาจารย์หมอที่อยู่ด้วยกันผ่านมาก็เลยหยอกแกไปว่า "หายใจไม่ออกใช่มั๊ยลุง เอางี้นะ หายใจเข้าลึกๆ หลายๆ ทีนะ พอหายใจเข้าสุดแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหายใจออกมาเองแหละ"

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ศึกษาด้านการแพทย์แผนจีนไปได้ระดับหนึ่งแล้ว เราจะพบว่ามีสาเหตุอีกหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกได้ โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจเจอกความผิดปกติแต่อย่างใด ทางแพทย์แผนจีนเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า "Chest Bi-syndrome"

คำว่า Bi ในภาษาจีนหมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดจากพยาธิสภาพ 3 อย่างรวมกันคือ 1.ธาตุเย็นเข้าแทรก 2.มีการคั่งของมูก (Phlegm retention) 3.ความชื้น ทั้ง 3 อย่างพอรวมกันแล้วจะทำให้เกิดการติดขัดของการไหลเวียนเลือดอย่างมาก ทำให้เกิดอาการปวดหรือแน่นตามมา ถ้าพยาธิสภาพนั้นไปเกิดขึ้นที่ใด ก็จะมีอาการปวดที่นั่น ถ้า Bi-syndrome ไปเกิดแถวทรวงอก ก็จะเกิดอาการจุกแน่นหน้าอกได้ จึงเรียกชื่อเฉพาะกลุ่มว่า "Chest Bi-syndrome"

กลุ่มอาการ Chest Bi-syndrome นั้น สรุปอาการรวมแล้ว คนป่วยมักจะมีอาการจุก แน่น หายใจไม่อิ่ม หายใจสั้น ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีอาการหอบ ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะสำคัญในช่องอก นั่นคือหัวใจ และปอด เมื่อเทียบเคียงกับการแพทย์แบบแผน จะพบว่า อาการที่กล่าวมาเข้าได้กับอาการของเส้นเลือดหัวใจขาดเลือด โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคพังผืดในปอด

เราสามารถแยกย่อยกลุ่มอาการ Chest Bi-syndrome ได้ออกเป็น 3 กลุ่มย่อยนั่นคือ

1. กลุ่มที่เกิดจากธาตุเย็นเด่น (Deficient cold)

2. กลุ่มที่เกิดจากภาวะคั่งมูกเด่น (Turbid phlegm retention)

3. กลุ่มที่เกิดจากภาวะเลือดคั่ง (Blood stasis)

สำหรับคนป่วยในกลุ่มแรกที่เกิดจากธาตุเย็นนั้น จะมีอาการเด่นก็คือ อาการที่เป็นอยู่จะเป็นมาก ขึ้นเมื่ออากาศเย็น มีอาการปวดร้าวไปข้างหลังบริเวณสะบัก ใจสั่น แน่นหน้าอก ขี้หนาว ชีพจรเต้นเบาเร็ว การรักษาด้วยการฝังเข็มจะมุ่งเน้นไปที่จุดเกี่ยวกับหัวใจเป็นหลัก พร้อมๆ กับรมยาสมุนไพรที่จุดฝังเข็มเพื่อขับไล่ความเย็นออกไปจากร่างกาย

กลุ่มที่สอง กลุ่มที่มีภาวะคั่งมูก พวกนี้ลักษณะอาการที่เด่นคือ อาการปวดแน่นหน้าอก บางคนไอมีเสมหะมาก ชีพจรเต้นเบาแต่ค่อนข้างช้า พวกนี้นอกจากจุดฝังเข็มที่เกี่ยวกับหัวใจแล้ว ยังต้องเสริมเพิ่มจุดที่เกี่ยวกับชี่หรือพลังปราณเข้าไปด้วย เพราะถือว่าคนพวกนี้มีอาการพร่องพลังปราณด้วย

การเสริมพลังปราณอาจทำได้อีกทางด้วยการฝึกปราณ นั่นคือการฝึกหายใจยาวๆ เข้าออก เช่นการฝึกชี่กงก็สามารถช่วยได้ดี ถ้าจำเป็นการใช้สมุนไพรจีนบางจำพวกที่มีธาตุร้อนหน่อยเข้ามาเสริมพลังปราณและขจัดความชื้นที่คั่งอยู่ในช่องอกก็สามารถทำได้

กลุ่มที่สาม คือกลุ่มคนป่วยที่มีอาการมาจากเลือดคั่ง ไหลเวียนไม่สะดวก พวกนี้อาการเด่นๆ ก็คือ อาการปวดแปลบ หรือปวดบีบๆ ในหน้าอก บางทีอาการปวดจะร้าวไปที่ไหล่และหลัง ถ้าดูสีริมฝีปากและลิ้นจะเห็นเป็นสีแดงคล้ำๆ ออกสีม่วงๆ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคนที่เลือดเดินไม่ดี เมื่อจับชีพจรจะพบว่าชีพจรเต้นเบาบางและไม่สม่ำเสมอ อาจมีลักษณะชีพจรกระตุกได้ในบางครั้ง

หลักการรักษาคนป่วยในกลุ่มนี้ จะต้องเสริมทั้งพลังปราณ ขับไล่ความเย็น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปด้วย นอกจากการฝังเข็มแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องทำ Blood letting เพื่อลดอาการคั่งของเลือดที่จุดเกี่ยวกับหัวใจอีกด้วย

และจากการรักษาคนป่วยที่มาหาด้วยอาการแน่นหน้าอก แบบตรวจไม่เจอสาเหตุทางการแพทย์แบบแผนด้วยประสบการณ์ของตนเอง ผมพบว่าสามารถใช้การฝังเข็มและสมุนไพรช่วยแก้อาการแน่นหน้าอกได้ดีในหลายกรณีเลยครับ โดยเฉพาะการทำ Blood letting ในคนป่วยที่มีอาการเลือดลมเดินไม่สะดวก มีอยู่รายหนึ่งที่บอกได้อย่างชัดเจนว่า เขาจะรู้สึกหายแน่นหน้าอก หายใจโล่งขึ้นในทันทีที่ทำเสร็จ และอาการจะเบาบางไปได้ 3-4 วันเลยในการทำครั้งแรก และเมื่อทำซ้ำ 2-3 ครั้งพบว่าสามารถควบคุมอาการได้ดีเป็นที่น่าพอใจครับ