บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 

รู้ทันมะเร็ง(1)

นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

ไม่ได้คุยกันเรื่องมะเร็งนานพอสมควร มีเรื่องใหม่ๆในการ "รู้ทันมะเร็ง" ที่พึงเล่าสู่กันฟัง ครับ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า 1 ใน 3 คนของผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมสมัยใหม่ทุกวันนี้ จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ทั้งนี้มะเร็งมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกเพศทุกวัย แน่นอนว่าจะพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปีค.ศ.2001 ที่ผ่านมาจะมีผู้ป่วยมะเร็งถูกพบใหม่ ปีละ 270,000 คน โดยอัตราคนเป็นมะเร็งจะเพิ่มขึ้นปีละ 1% ทุกปี

น่าสนใจที่ว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบมากขึ้นทุกที แต่มะเร็งปอดมีแนวโน้มลดลง อาจเพราะคนสูบบุหรี่น้อยลง

ปัจจัยที่ก่อมะเร็ง นอกจากที่กองทุนมะเร็งโลกและกองทุนวิจัยมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกาประชุมเมื่อปี 1997 ได้ระบุว่า แอลกอฮอล์ อาหารเค็ม อาหารปิ้งย่างทอด เนื้อแดง นมและผลิตภัณฑ์นมแล้ว ปัจจัยที่ลดมะเร็งก็ได้แก่ การกินผัก ผลไม้ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน การออกกำลังกาย และการเก็บอาหารในตู้เย็น ช่วยได้

มาถึงเรื่องใกล้ตัวบ้าง คุณรู้หรือไม่ว่า อาหารร้อนๆที่ใส่ลงในจานเมลามีนด้วยความร้อนที่เกิน 60?C จานเมลามีนจะปล่อยสารฟอร์มาลินออกมา ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง แล้วคิดดูซิว่า ผู้คนที่กินอาหารนอกบ้านทุกวันนี้ กำลังสัมผัสกับสารก่อมะเร็งชนิดนี้ นับตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว กระเพาะปลา โจ๊ก แกงจืด ไปจนถึงผัดผักบุ้งไฟแดง ฯลฯ ทุกคราวคำของอาหารที่เรากิน กำลังป้อนสารก่อมะเร็งเข้าสู่ตัวเรามากน้อยกันขนาดไหน ไม่เว้นแม้กระทั่งคุณแม่ที่ใช้จานเมลามีนทำข้าวต้มป้อนให้ลูกน้อยที่กำลังหัดกิน

ในเชิงของคลื่นพลังงานที่มนุษย์ประดิษฐ์กันขึ้นมาบ้าง การวิจัยที่ของศ.นพ.สุรพล อิสระไกรศีล ทำวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแล้วพบว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่รอบตัวอาจมีส่วนเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นลิวคีเมียกันมากขึ้น ที่เด่นชัดคือ การตั้งบ้านเรือนอยู่ใต้สายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านบ้านเรือนมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือแม้จะมีอัตราป่วยเป็นลิวคีเมียเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับมีนัยสำคัญทางสถิติ

ในเชิงการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด เรามีกรณีศึกษาที่น่าสนใจใหม่ๆหลายราย เริ่มตั้งแต่

คุณสรีรา (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นมะเร็งปอดชนิด adenoCA moderate differentiate ที่ปอดข้างซ้ายกลีบล่าง รักษาด้วยเคมีบำบัดไม่จบคอร์สเพราะแพ้มากจนทนไม่ไหว เลยให้โอกาสตัวเองกับธรรมชาติบำบัด เธอมีพี่สาวซึ่งเอาใจใส่เธอมาก พาเธอปฏิบัติสม่ำเสมอ ปรุงอาหารต้านมะเร็งให้กินอย่างเข้มงวด พาออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำทุกวัน

เวลา 3 เดือนผ่านไป เธอไปเอกซเรย์ใหม่ ก็พบว่ารอยของมะเร็งที่ปอดข้างซ้ายนั้น จางลงไปอย่างชัดเจนมาก


แพทย์รุ่นน้องผู้หนึ่งซึ่งป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ ได้ให้เคมีบำบัดร่วมกับธรรมชาติบำบัด และปฏิบัติต่อเนื่อง ประสบผลควบคุมมะเร็งได้ดีมาก สิ่งที่เธอปฏิบัติก็คือ กินอาหารต้านมะเร็งอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ผ่านไป 4 ปี ปัจจุบันนี้เธอมีระดับสารมะเร็ง CA125 สูงขึ้นบ้าง เธอจึงใช้หญ้าปักกิ่งปั่นกินอยู่บ่อยๆ ก็พบว่าระดับสารมะเร็งลดลงได้ดี แต่ผลข้างเคียงคือระดับเม็ดเลือดขาวลดลงไปด้วย เนื่องจากฤทธิ์ของสารต้านมะเร็งในหญ้าปักกิ่งทั้งยับยั้งมะเร็ง ทั้งยับยั้งไขกระดูกแบบเดียวกับยาเคมีบำบัดทั้งหลาย เมื่อเดือนที่แล้ว เธอไปพบกับคุณหมอลลิตาซึ่งอยู่ที่ศูนย์เชียงใหม่ หมอลลิตาแนะนำให้เธอกินสมุนไพรเพิ่มภูมิต้านทานแบบแคปซูลตำรับหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นมาน่าประทับใจ

กล่าวคือองค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์แห่งหนึ่งได้จัดตั้งผู้ป่วยโรคเอดส์ให้ช่วยกันปลูกสมุนไพรคนละหนึ่งชนิดต่างๆกัน แล้วมาทำแห้งด้วยการผึ่งลม (โดยไม่ตากแดดเพราะอาจทำให้เสียยา) การผึ่งลมนั้นแต่ละคนก็ต้องเอาใจใส่อย่างดีไม่ให้ขึ้นรา เพราะตัวพวกเขาเองแต่ละคนนั่นแหละจะได้บริโภคยานั้น ในทุกๆเดือนพวกเขาจะเอายามารวมกัน แล้วบดเป็นผงบรรจุแคปซูล แบ่งกันไปกิน ปรากฏว่าเหตุการณ์ผ่านไป 18 ปีแล้ว ผู้ป่วยเอดส์เหล่านี้ต่างมีสุขภาพดี เจริญอาหาร และรอยแผลที่ผิวหนังก็หายดี ไม่เป็นอีกแล้ว คุณหมอลลิตาได้ขอเจียดยาส่วนหนึ่งจากองค์กรนี้ มาเทียบเคียงชนิดของสมุนไพรที่มีอยู่ในตำรับนี้ พบว่าหลายตัวมีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน ดังที่ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันมะเร็งฯเคยแนะนำไว้ จึงได้หันมาแนะนำให้ใช้สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

คุณหมอรุ่นน้องเอายาตำรับนี้ไปกิน 1 เดือน แล้ววานคุณสามีกลับมาหาใหม่พร้อมกับเล่าด้วยความดีอกดีใจว่า คุณหมอของเรากินหญ้าปักกิ่ง พร้อมกับยาตำรับนี้ ปรากฏว่า ลดระดับสารมะเร็งได้ พร้อมๆกับที่จำนวนเม็ดเลือดขาวกลับเพิ่มขึ้นจาก 3,000 /ลบ.มม. เป็น 5,000 /ลบ.มม. เป็นอันได้ประโยชน์ด้วยประการทั้งปวง

ในเชิงของพลังจิต มีงานวิจัยใหม่ๆว่าด้วย วิธีฝึกจิตเพิ่มภูมิต้านทาน แพทย์ที่บัลวีได้ให้ผู้ป่วยมะเร็ง "ยืนจงกรม" ใช้การหายใจยาวๆพร้อมกับผ่อนคลาย ใช้เวลา 10 นาที แล้วตรวจวัดชีพจรเปรียบเทียบก่อนและหลังการปฏิบัติ พบว่า ผู้ที่มีชีพจรเร็วกว่า 80 ครั้ง/นาทีอยู่เดิม (ซึ่งแปลว่าอาจมีความเครียดสูง) เมื่อปฏิบัติไปแล้ว พบว่าสามารถลดชีพจรลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าการปฏิบัติดังกล่าวน่าจะสามารถลดความเครียดของผู้ป่วย ซึ่งน่าจะมีผลทางอ้อมในการเพิ่มภูมิต้านทานให้ผู้ป่วยได้

ทีนี้เราอยากรู้ผลของการเข้าคอร์สธรรมชาติบำบัดต้านมะเร็งโดยองค์รวมบ้าง เราเจาะเลือดดูระดับของฮอร์โมนคอร์ติโซลในเวลา 07:00 น.ก่อนเข้าคอร์ส และเจาะอีกทีหลังเข้าคอร์สให้ตรงเวลากัน ก็พบว่าผู้ป่วยมะเร็งที่มีคอร์ติโซลสูง แสดงว่าความเครียดสูงและน่าจะมีภูมิต้านทานต่ำ เมื่อผ่านการเข้าคอร์ส 10วัน พบว่าคอร์ติโซลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่า การใช้คอร์สธรรมชาติบำบัดต้านมะเร็งโดยองค์รวม น่าจะเพิ่มภูมิต้านทานแก่ผู้ป่วยได้

ยังมีงานวิจัยที่น่าทำอีกมาก เช่น การฟังเสียงดุริยมนตรา ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ของอาจารย์พระ ดร.สิงห์ทน นราสโภ ร่วมกับการเล่นดนตรีและไวโอลินของอาจารย์แนบ โสตถิพันธุ์ ว่ามีผลในการลดความเครียดเพิ่มความต้านทานได้หรือไม่ สมดังคำแนะนำของอาจารย์สิงห์ทนท่านชี้ไว้ว่า

"การปฏิบัติสมาธิ สำคัญอยู่ที่ลมหายใจ มีอยู่ถึง 6 วิธีที่จะทำให้ลมหายใจได้ยาวๆ การสวดมนต์เสียงดังๆเป็นวิธีหนึ่ง คือหายใจเข้ายาวแล้วเปล่งเสียงสวดมนต์ออกไปให้มีเสียงสูงๆต่ำๆคล้ายเสียงดนตรี จะโน้มนำจิตไปสู่ความสงบ และเป็นพลังบำบัดในตัวขึ้น"

ถ้าใครได้ฟังเสียงสวดมนต์ของท่าน ก็รู้สึกได้ความกึกก้องของเสียงสวดมนต์ ซึ่งมีอานุภาพนำจิตให้สงบได้อย่างยิ่ง