บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 147:01-15 ก.ค.52 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 01ก.ค. 2552 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 32 “การแพทย์จีน-ยาจีน ใช้ง่าย ปลอดภัย ได้ผล” ทำความรู้จักพร้อมเรียนรู้ประโยชน์ของสมุนไพรจีน กับ นพ. บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ฟรี! วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม 2552 ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: พบกับบูธสำนักพิมพ์รวมทรรศน์ ได้ที่โซน C 2 บูธ G19 ในงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนครั้งที่ 7 วันที่ 8 – 12 กรกฎาคม2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00 – 20.00 น.
 
     
 

ภูมิแพ้ในเด็กไทย

พญ.ลลิตา ธีระสิริ

ในยุคปัจจุบัน ว่ากันว่าคนในโลกนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ที่ต้องไปหาหมอเพื่อรักษานั้นก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง สำหรับประเทศไทย คนไทยที่เป็นภูมิแพ้อาการรุนแรงและต้องไปหาหมอมีประมาณ 13 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอยู่ 6 ล้านคน

ถ้าคิดเป็นจำนวนร้อยละออกมาก็จะพบว่าคนไทยภูมิแพ้ 20% และเป็นเด็กเสีย 10% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับภูมิแพ้ในเด็กมักจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กอายุได้ 2-3 ปี ส่วนใหญ่ 70% จะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่อีก 30% ยังจะคงมีอาการของภูมิแพ้ติดตัวตลอดไป ดังนั้นนับวันโรคภูมิแพ้ในไทยก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

ตังอย่างภูมิแพ้ที่เพิ่มขึ้นนี้ ภูมิแพ้ในเด็กเองก็เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นสถิติของบ้านเราในปี 2533 เด็กไทยแพ้อากาศและต้องไปหาหมอ 17.9% และเป็นโรคหอบหืดเสีย 4.2% แต่ภายในเวลา 5 ปีต่อมาคือในปี 2538 เด็กไทยแพ้อากาศมากขึ้นเป็น 33% และหอบหืดเพิ่มมากขึ้น 13% นี่คือสถิติเมื่อ 12 ปีก่อน ในปี 2550 ตัวเลขของภูมิแพ้ในเด็กคงสูงกว่านี้มากนัก เพราะหันไปทางไหนก็จะเจอแต่เด็กคัดจมูก ขี้มูกโป่ง เป็นหวัดทั้งปี เด็กหอบ เด็กผอมแกร็น ไม่โต กินข้าวไม่ได้ มีแผลเต็มตัว แพ้น้ำลายยุง เป็นลมพิษง่าย อะไรทำนองนี้

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะโทษว่าเป็นเพราะมีสารกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้อยู่รอบตัวตั้งแต่ฝุ่นในบ้าน ไรฝุ่น ขี้แมงสาบ ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ละอองเรณูของต้นไม้บางประเภท เชื้อรา ตลอดจนอาหาร

สำหรับธรรมชาติบำบัดมีมุมมองต่อภูมิแพ้แตกต่างออกไป กล่าวคือสารกระตุ้นภูมิแพ้ดังกล่าวล้วนแล้วมีคู่โลกตลอดมา อย่างไรฝุ่น ขี้แมงสาบ เกสรดอกไม้ ในสมัยของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่น่าจะมีมากกว่าสมัยนี้ด้วยซ้ำ แต่ทำไมสถิติของภูมิแพ้ไม่ลดลง ยิ่งกลับเพิ่มมากขึ้นอีกเล่า

สาเหตุของภูมิแพ้ในสมัยนี้น่าจะอยู่ที่ ฝุ่นละอองในอากาศเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับคนเราโดยเฉพาะเด็กกินผักผลไม้ ซึ่งมีสารเสริมภูมิต้านทานน้อยลง แถมเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ยังถูกบังคับให้กินนมวัวเพราะเข้าใจผิดคิดว่านมเป็นอาหารที่ทดแทนอาหารอื่นได้ แต่ที่แท้แล้วนมวัวมีโปรตีนแล็กโตโกลบูลิน ที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้ในเด็กไทยกว่า 50%

เมื่อเอาสาเหตุทั้งหมดมารวมกัน จึงทำให้เด็กไทยป่วยด้วยโรคภูมิแพ้กันมากมาย

หากอยากให้ลูกหลานของเราหายจากโรคภูมิแพ้ ต้องทำดังนี้

1. ให้งดนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวอย่างเด็ดขาด ลูกหลานของสมาชิกบัลวีคนไหนที่เป็นภูมิแพ้หากงดนมวัวเสีย พ่อแม่เด็กจะรายงานว่าภายใน 6 เดือนเด็กจะไม่ต้องกินยาภูมิแพ้อีกเลย และเด็กจะโตขึ้น สมัยนี้ใช้นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซี่ยมแทนก็สะดวกมากเลย

2. ให้กินผักและผลไม้เป็นประจำ โดยกินผักสดวันละประมาณ 2 ฝ่ามือของเด็ก ...ซึ่งก็นิดเดียวเอง กินผลไม้อะไรก็ได้เท่าแอบเปิลสัก 2 ลูก และน้ำผลไม้คั้นสดสัก 100-200 ซีซีแล้วแต่ว่าเด็กจะโตมากน้อยขนาดไหน

3. ให้ออกกำลังกายกลางแจ้งแทนการนั่งเฉย ๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์บ้าง

สลัดซีฟู้ด
ไข่ลูกเขยทรงเครื่อง
ปีกไก่ทอดน้ำผึ้ง
ลูกชิ้นย่างบาร์บีคิว

ด้วยวิธีการทางธรรมชาติแท้ ๆ เช่นนี้ลูกหลานของท่านก็จะหายจากภูมิแพ้ได้เอง แต่การหัดให้เด็กกินผักหากอยากนักก็ส่งไปเข้าค่ายปิดเทอม "ทัวร์เด็ก" กับบัลวีศูนย์ธรรมชาติบำบัดที่จะจัดขึ้น 18-25 มีนาคมนี้ที่อำเภอสะเมิง เชียงใหม่ โดยมีหมอลลิตาและทีมงานเดิมควบคุมตลอดรายการ

มีเด็กที่เตรียมตัวจะตัดทอนซิลเพราะอักเสบตลอดเวลา และเด็กไม่โตเลย ถูกส่งไปทัวร์เด็ก กลับมาปรากฏว่าทอนซิลยุบเองโดยไม่ต้องผ่าตัด ทุกวันนี้เป็นหนุ้มรูปร่างสูงใหญ่ไปแล้ว

สนใจขอรายละเอียด ติดต่อที่ 02-6158822 , และ 02-6171671 ได้ค่ะ