|
รู้ทันมะเร็ง
(2)
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล
เมื่อวันอาทิตย์ที่
11 มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.ดร.นพ.กำพล
ศรีวัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งในวงการ stem cell เมืองไทย
ในรายการ "ธรรมชาติบำบัดกับบัลวี" ที่ h+ channel สถานีเคเบิ้ลทีวีซึ่งเรามีรายการประจำวันเสาร์อาทิตย์ทุก
6 โมงเย็น เนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ stem cell ในการร่วมรักษามะเร็ง
มีเรื่องราวใหม่ๆที่ผู้รักสุขภาพที่ต้องการ "รู้ทันมะเร็ง"
พึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จึงขอถ่ายทอดบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมายังผู้อ่านธรรมชาติบำบัดของมติชนสุดสัปดาห์ด้วย
"ก่อนอื่นคุณธิตินันท์
หรือตัวผมหรือคุณหมอบรรจบและท่านผู้ชมทุกคน เราต่างล้วนมี
stem cell อยู่ในตัวของเราทุกคนอยู่แล้ว" คุณหมอกำพลกล่าวกับพิธีกร
"เซลล์เหล่านี้คอยซ่อมสร้างตัวเราเองเวลาอวัยวะส่วนไหนสึกหรอไป
แต่เมื่อเราแก่ตัวลงจำนวน stem cell ในตัวมีน้อยลง ซ่อมตัวเองไม่ได้
ถึงได้มีความคิดที่จะเอาเซลล์ต้นกำเนิดจากที่อื่นมาใส่เข้าในตัวเรา
เพื่อรักษาโรคสำคัญๆบางอย่าง"
"จะว่าไปแล้ว
การรักษาแบบ stem cell ก็คือธรรมชาติบำบัดดีๆนี่เอง" คุณหมอพูดเหมือนรู้ใจคนสมัยนี้ว่า
ถ้าเป็นเรื่องของธรรมชาติแล้ว ใครๆก็ให้เครดิตเอาไว้มาก
เพราะเป็นการเอาเซลล์ต้นกำเนิดจากในแต่ละอวัยวะสุดแต่ว่าจะหาได้จากไหน
นำมาใช้รักษา
"stem
cell มีคุณสมบัติ 3 ประการที่สำคัญคือ 1)มันพร้อมที่จะแบ่งตัวไปเป็นเซลล์อวัยวะต่างๆ
2)ความเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของมัน ทำให้มันไม่เหนี่ยวนำให้เกิดการต่อต้านจากร่างกายของผู้รับ
(no antigenicity) 3)เมื่อเข้าสู่ร่างกายมันจะไปพัฒนาซ่อมสร้างตรงตามอวัยวะของมัน
(homing effect)"
Stem cell รักษาอะไรได้บ้าง
คำถามจากพิธีกร
ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ชมที่อยากรู้มีว่า "แล้วมันจะใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง"
คำตอบก็คือ
"ปัจจุบันคาดหวังว่า โรคหลายสิบชนิดรักษาได้ด้วย stem
cell ตั้งแต่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็ง myeloma โรคไขกระดูกฝ่อ โรคทาลัสซีเมีย โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด
แม้แต่มะเร็งสมองชนิด neuroblastoma"
"ทำได้จริงๆแล้วหรือคะ
หรือเป็นแค่ความหวัง"
"ความจริงเมืองไทยก็รักษาด้วย
stem cell มานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าว อย่างการเก็บเลือดจากไขกระดูกจากพี่น้องกันไปรักษาโรคทาลัสซีเมีย
เป็นต้น ถ้าจะอ้างถึงผลงานการรักษาที่เห็นผลแล้วก็น่าจะได้แก่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ของเมืองไทยก็มีการใช้ stem cell
รักษาซึ่งได้ผลกว่า 80% แล้ว มีคนเคยถามผมว่า มามัวทุ่มเทสนใจเรื่อง
stem cell อยู่ทำไม เพราะค่าใช้จ่ายดูท่าจะสูง ผมก็ตอบว่า
ถ้าค้นคว้ากันให้ดีและได้ผล ลำพังโรคทาลัสซีเมียโรคเดียว
ถ้ารักษากันได้แพร่หลายก็คุ้มแล้ว เพราะเมืองไทยคนเป็นกันมาก
เป็นโรคทางพันธุกรรม"
แหล่งที่มาของ stem cell
"แหล่งหนึ่งที่พร้อมใช้ที่สุดเห็นจะได้แก่
เลือดจากสายสะดือหลังคลอด ที่เรียกว่า cord blood stem
cell เพราะไม่ได้ทำให้ใครเจ็บปวด และทุกๆวันมีคนคลอดอยู่เยอะแยะ
นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ถูกทิ้งไป จึงมีทั้งภาคเอกชนและภาครัฐดำเนินการจัดเก็บ
โดยตั้งธนาคาร stem cell ขึ้นมา" คุณหมอกำพลให้ข้อมูล
"ภาคเอกชนอัตราค่าจัดเก็บอยู่ในระดับหมื่น
และค่าดูแลรักษาปีละไม่กี่พันบาท เซลล์เหล่านี้จะแช่แข็งอยู่ในธนาคารไว้ได้กว่า
20 ปี เมื่อต้องการจะนำมาใช้ก็สามารถทำได้ และความหวังที่สูงไปกว่านั้นก็คือ
ต่อไปเมื่อเทคโนโลยี stem cell ก้าวหน้ากว่านี้ ยังสามารถนำไปเพาะเพื่อเพิ่มจำนวนได้อีกด้วย"
"เซลล์จากสายสะดือนี้
จะเอาไปรักษาใครได้บ้าง" คุณธิตินันท์ถาม
"นอกจากเจ้าตัวแล้ว
ยังอาจใช้รักษาพ่อแม่ซึ่งมีโอกาสรับได้ 50% ใช้กับพี่น้องหรือญาติสายตรงโดยจะตรวจความสามารถที่จะรับกันได้ก่อนเรียกว่า
HLA typing โดยกฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้ใช้กับญาติสายตรงเท่านั้น
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขายอวัยวะกันเกิดขึ้น"
Stem cell กับการร่วมรักษามะเร็ง
"นอกจากรักษามะเร็งกลุ่มโรคเลือดแล้ว
stem cell ยังอาจมีบทบาทในเชิงร่วมรักษามะเร็งในแง่ของการฟื้นฟูผู้ป่วยด้วย"
คุณหมอกำพลขยายความรู้ต่อ "มีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อย
เมื่อต้องรักษาด้วยเคมีหรือรังสีบำบัด แล้วมักจะเกิดสภาพเม็ดเลือดขาวต่ำ
หลายๆรายไม่สามารถทนรับเคมีบำบัดต่อไปได้ วิธีหนึ่งที่
stem cell จะเข้ามาช่วยก็คือ ก่อนที่ผู้ป่วยมะเร็งเมื่อวินิจฉัยได้แล้ว
อยู่ในระหว่างรอให้เคมีบำบัด ขณะนั้นสภาพร่างกายยังค่อนข้างดี
ก็ให้เก็บ stem cell ของตัวเองไว้เสียก่อน โดยการฉีดยากระตุ้นเพื่อให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาว
รวมทั้ง stem cell ออกมามากขึ้น เมื่อฉีดไป 4 วันแล้ว
ก็ดำเนินการจัดเก็บ stem cell เข้าคลังเอาไว้ ภายหลังจากนั้น
เมื่อใดที่เม็ดเลือดขาวต่ำมาก หรือร่างกายอ่อนเพลียมาก
ก็อาจมาใช้ stem cell ของตัวเอง ซึ่งเก็บไว้แล้วมาฉีดเข้าไป
เพื่อฟื้นสภาพตัวเองอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้ปัจจุบันก็ทำได้แล้วเช่นเดียวกัน"
"ถ้าพิจารณาเทคนิคนี้
stem cell ยังอาจมีอีกบทบาทหนึ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง"
ผมเสริม "เพราะว่า ผู้ป่วยมะเร็งอีกจำนวนไม่น้อยที่เมื่อผ่าตัด
หรือให้เคมีไปเรียบร้อย บางคนมะเร็งสงบไปพักหนึ่งแล้วไปคอยตรวจเช็กร่างกาย
บ่อยๆครั้งที่พบว่าในอีก 3-5 ปี บางทีมะเร็งก็กำเริบขึ้นใหม่
ถ้าเช่นนั้นระหว่างที่มะเร็งสงบลง เราเรียกว่า remission
stage ก็น่าจะเป็นนาทีทองที่จะระแวดระวังตัวเองด้วยการจัดเก็บ
stem cell ของตัวเองจากในเลือด เพื่อเป็นกองทัพเสริมเผื่อไว้สำหรับการรบรอบใหม่"
Cell บำบัดจากสัตว์ มีหลักการรักษาที่น่าเชื่อถือหรือไม่
นี่เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจในวงการ
stem cell ทุกวันนี้ เพราะการใช้เซลล์อ่อนจากสัตว์มีใช้กันมากในยุโรปหลายประเทศ
คุณหมอกำพลให้ทรรศนะว่า
"ที่ผ่านมาทุกๆประเทศพยายามพัฒนาการใช้
stem cell ตั้งแต่ยุคดร.นีฮานเป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์แบ่งเป็น
2 สาย สายหนึ่งพัฒนาจากเซลล์มนุษย์ ซึ่งก็มีอุปสรรคมาก
แต่นักวิทยาศาสตร์ทางยุโรปใช้เซลล์จากสัตว์อ่อน เพราะสะดวก
หาง่ายกว่า และไม่ต้องมีปัญหาด้านกฎหมายหรือจริยธรรมเหมือนการใช้เซลล์จากตัวอ่อนของมนุษย์
และทางยุโรปก็มีการตีพิมพ์ผลการวิจัยการใช้ Xenogeneic
stem cell จากสัตว์มากมาย วิจัยกันมากว่า 40 ปีแล้ว เพียงแต่งานวิจัยส่วนมากเป็นภาษาเยอรมัน
ทางซีกนี้ของเราอ่านเยอรมันไม่ค่อยจะได้ จึงไม่ค่อยรู้จักว่าเขาทำอะไรไปถึงไหนบ้าง
แต่เท่าที่ผมได้ไปดูงานมา เขาพัฒนาในเรื่องนี้ไปเยอะ พัฒนาไปในซีกที่เรียกว่า
การแพทย์เพื่ออายุวัฒนะ anti-aging medicine"
"ผมเองต้องขอบคุณคุณหมอกำพลที่โน้มนำให้รู้จักการฉีดเซลล์จากแกะ
ซึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วตามคำแนะนำของคุณหมอกำพล ผมก็ได้ส่งคุณแม่อายุ
91 ปีไปฉีดเซลล์แกะ ซึ่งได้ผลสร้างความอ่อนเยาว์ให้คุณแม่อย่างน่าแปลกใจ"
ผมขยายความ ยังระลึกถึงคำแนะนำของนพ.กำพลเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
Cell บำบัดชนิดกิน
พิธีกรถามว่า
"cell บำบัดชนิดกินมีผลดีหรือไม่อย่างไร"
คุณหมอกำพลตอบว่า
"ในสมัยก่อนเราอาจพอรู้จักว่า ถ้าคนเราป่วยเจ็บที่อวัยวะไหนให้กินเครื่องในสัตว์ของอวัยวะนั้นๆ
ทีนี้พอมาทำเป็นเซลล์บำบัดชนิดกิน แท้ที่จริงแล้วเป็นศาสตร์ด้าน
Homeopathy ซึ่งใช้ความเหมือนรักษาความเหมือน ตอนหลังก็มีการพิสูจน์อีกว่า
การซ่อมสร้างระหว่างเซลล์อาจจะส่งผ่านด้วยโปรตีน หรือ
RNA ก็ได้ ดังนั้นเซลล์บำบัดแท้ที่จริงแล้วก็มีหลายระดับ
แล้วแต่แต่ละสถาบันจะวิจัยพัฒนากันไป แม้ทางซีกการแพทย์แบบแผนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม
แต่การแพทย์ธรรมชาติบำบัดในยุโรปก็พัฒนาไปเยอะ"
|