จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
หากต้องการมีสุขภาพดี คนเราควรกินผักและผลไม้มากถึงวันละ
500 กรัม เท่ากับครึ่งกิโลพอดี แต่คนไทยเรากินผักและผลไม้-ถ้าเฉลี่ยกันทั้งประเทศเพียงวันละ
186.6 กรัมเท่านั้น คนภาคเหนือที่กินผักและผลไม้มากที่สุดก็เพียง
250 กรัมต่อวัน นี่ก็เพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดเท่านั้น
ทำไมต้องกินผักและผลไม้น่ะหรือ
ก็เพราะร่างกายของเราต้องการสารอาหารที่จำเป็นจากพืชผักมาปกป้องร่างกายจากความเสื่อมทั้งหลายน่ะสิ
ในบรรดาความเจ็บป่วยของคนเรามี
2 ประเภท คือโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อโรค กับโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคคือเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย
ที่ผ่านมาวงการแพทย์ต่อสู้กับจุลินทรีย์ และดูเหมือนว่าเราจะเอาชนะโรคติดเชื้อได้มากโขอยู่
ตั้งแต่มีการค้นพบยาปฏิชีวนะเป็นต้นมา ยาต้านไวรัสเราก็มีใช้หลายตัวแล้ว
ยุคนี้จึงเป็นยุคสมัยของการต้านความเสื่อม หรือชะลอความชราของร่างกายมากกว่า
องค์การอนามัยโลกถึงต้องออกมารณรงค์ให้เราได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ
สารผัก ตลอดจนสารต้านมะเร็ง จากผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น
หากกินผักสดและผลไม้สดเป็นประจำ
เราจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเบต้าแคโรทีน วิตามินซี
ซึ่งมีผลคล้าย ๆ กับเกราะที่จะปกป้องร่างกายของเราไม่ให้ผุกร่อนเร็ว
แบบเหล็กที่ทาสีกันสนิมเคลือบเอาไว้ แถมยังป้องกันเราจากโรคมะเร็งได้ด้วย
เรากินข้าวกล้อง ถั่ว เมล็ดธัญพืชเป็นประจำ เราจะได้รับวิตามินอี
ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่ง การปกป้องความเสื่อมของเซลล์ร่างกายก็จะยิ่งสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในผักและผลไม้ทุกประเภทยังมีสารผักทีมีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน
ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ทั้งร่างกายและป้องกันมะเร็ง
นับเป็นประโยชน์แบบ "ทรีอินวัน"
หากอยากคงความอ่อนเยาว์เอาไว้นาน
ๆ ไม่อยากเป็นโรคฮิตประเภทเบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ
อัมพาต โรคข้อเสื่อม ผิวหนังเหี่ยวย่น โรคภูมิแพ้ โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร
โรคมะเร็ง ฯลฯ อะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับเชื้อโรค คนเราต้องหาสารจำเป็นจากผักและผลไม้เอามาป้องกันตัวเอง
ต่อเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลเอาไว้ว่า
โรคทั้งหลายที่กล่าวมาล้วนเกิดจากอนุมูลอิสระ หากไม่อยากเป็นก็ต้องหาสารต้านอนุมูลอิสระมากิน
ซึ่งที่จริงในโลกนี้เราก็หาได้จากพืชผักเท่านั้น ไม่ใช่หาจากเนื้อสัตว์
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเวลาดาวโลกเย็นตัวลง
บรรยากาศโลกจะเต็มไปด้วยอนุมูลอิสระ สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาจะต้องสามารถต้านอนุมูลอิสระนี้ได้จึงจะอยู่รอด
แล้วสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาก่อนใครเพื่อนก็คือพืช สัตว์น่ะเกิดมาทีหลัง
แถมสัตว์ตัวแรก ๆ ก็อาศัยการกินพืชเป็นอาหาร อาศัยสารต้านอนุมูลอิสระในพืชมาปกป้องตัวเอง
มันจึงจะดำรงพันธุ์อยู่ได้และการที่มนุษย์เรายังคงสืบเผ่าพันธ์อยู่ได้ก็เพราะบรรพบุรุษของเรากินผักกินผลไม้ปริมาณมากมาก่อน
มีแต่คนสมัยนี้เท่านั้นที่ลืมไปว่าพืชผักมีความจำเป็นต่อร่างกาย
เราหลงกินเนื้อกันจนลืมกินผักและผลไม้ซึ่งก็มีความจำเป็นต่อการป้องกันโรคพอ
ๆ กันกับเนื้อสัตว์นั่นแหล่ะ
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาสนใจการกินผักและผลไม้ให้มากขึ้น
เพราะไม่เช่นนั้นคนไทยก็จะป่วยด้วยโรคต่างๆ ดังข้างใต้
อันเป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยในทุกวันนี้ และมีแต่จะมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย
ๆ กล่าวคือ
1. โรคอ้วน
2. ไขมันเลือดสูง
เพื่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอัมพาต
3. เครียด
ปวดศีรษะ ไมเกรน นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย
4. โรคภูมิแพ้
5. โรคภูมิต้านทานทำร้ายตัวเอง
เช่น SLE
6. โรคเสื่อม
เช่น ข้ออักเสบ โรคไต
7. โรคมะเร็ง
การหัดกินผักและผลไม้ จำเป็นต้องเริ่มกันตั้งแต่เด็ก
พ่อแม่ต้องกินเป็นตัวอย่างก่อนด้วยจึงจะเห็นผล และเพราะเหตุว่าผักและผลไม้เป็นสารอาหารที่ขาดไม่ได้
หากจะกินผัก ก็อย่าคิดว่ามันไม่อร่อยเสียก่อน จะกินให้อร่อยก็ได้
ชอบผักอย่างไหนก็กินอย่างนั้น เมนูข้างใต้นี้ เป็นตัวอย่างที่ทำให้กินผักได้โดยไม่ต้องฝืนใจกินมากนัก