โรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากเป็น
เพราะว่าเมื่อเป็นขึ้นมาแล้วปล่อยไว้ อาการของโรคจะลุกลามไปเรื่อยๆ
จนผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ในขณะที่กระบวนการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนก็เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน
แถมส่วนใหญ่จะได้ผลไม่มากนัก เมื่อเทียบกับต้นทุนความทรมานที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญในระหว่างการรักษา
ดังนั้น
จึงพบว่าคนส่วนใหญ่มักจะแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ในการรักษามะเร็ง
มีการสำรวจคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งในอเมริกา พบว่ามีถึงประมาณ
40-60% ที่ใช้การรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกร่วมไปด้วยกัน
โดยประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยของผมเองก็ไม่แตกต่างกัน
ที่จะมีผู้ป่วย 2 กลุ่มมาหา กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่ใจกลางๆ
ยอมรับการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนได้ แต่รู้สึกว่าอยากรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกร่วมด้วยไว้กันเหนียว
ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่กลัวการรักษาทางการแพทย์แบบแผนจับใจ
เลยหนีมาจากการรักษาในโรงพยาบาล หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมรักษาด้วยการผ่าตัด
การฉายรังสี หรือการให้ยาเคโมเป็นแน่ ซึ่งคนกลุ่มหลังนี้มีปริมาณมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ
บ่งบอกถึงความต้องการในการแสวงหาทางเลือกในการรักษามะเร็งด้วยวิธีอื่นๆ
การแพทย์แผนจีนก็เป็นการแพทย์อีกแขนงหนึ่งที่มีผู้ป่วยมะเร็งฝากความหวังกันไว้มาก
ดังจากที่เห็นคำแนะนำบอกต่อกันจำนวนมากเกี่ยวกับยาสมุนไพรดีๆ
ต่างๆ ที่ผู้คนแสวงหากันมาให้ผู้ป่วยมะเร็งกิน บอกว่าสรรพคุณสามารถรักษามะเร็งได้ชงัดนัก
ด้วยว่าตัวเองมีจุดยืนที่ยืนอยู่ในวงการแพทย์ทางเลือก
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนถามมาอยู่เสมอว่า สมุนไพรนี้ดีหรือเปล่า?
สมุนไพรนั้นดีจริงหรือไม่? แล้วถ้าใช้สมุนไพรและการแพทย์แผนจีนมาช่วยรักษาแล้วจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องรับการรักษาและผ่าตัด
ฉายรังษี หรือให้ยาเคมี? ตะลุยการแพทย์แดนมังกรสองสามตอนที่ท่านจะได้อ่านต่อจากนี้เราจะมีแจงเรื่องนี้กันอย่างละเอียดละครับ
ว่ากันด้วยหลักการก่อน
ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับวิธีการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์แบบแผนหรือไม่
แต่ตามหลักการแพทย์แผนจีน ถือว่าทุกสรรพสิ่งตามธรรมชาติมี
2 ด้านเสมอ เช่น มีพลังหยินก็มีพลังหยาง มีแสงสว่างก็มีเงาเกิด
มีบนก็ย่อมมีล่าง มีซ้ายก็ย่อมมีขวา และแน่นอนว่ามีดีก็ย่อมมีเลวในสัดส่วนที่มากน้อยแตกต่างปนกันไป
ปรัชญาการแพทย์แผนจีนจึงไม่ได้มุ่งเน้นที่จะเอาชนะธรรมชาติ
ของโรคภัย เพราะมองว่าโรคภัยต่างๆ หรืออาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเสียสมดุลของธรรมชาติ
การรักษาจึงเน้นที่การปรับสมดุลของร่างกายเป็นหลักนั่นเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาปรับสมดุลของร่างกายได้ก็สามารถนำมาทำเป็นยาได้
จึงพบในตำราแพทย์บางตำราที่เอาพิษจากผึ้ง งู ตะขาบ คางคก
มาใช้เป็นยาในการรักษาโรค โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องควบคุมปริมาณการใช้และผลข้างเคียงของยาให้ได้
ถ้าคุณเชื่อในหลักที่ว่า
คุณก็สมควรที่จะเชื่อด้วยว่า ยาเคมีบำบัด การผ่าตัดรักษา
และการฉายรังสี ก็มีทั้งด้านดีและด้านร้ายของมัน ถ้าตราบใดที่การรักษาดังกล่าวยังสามารถปรับสมดุลของร่างกายให้คุณได้
ก็สมควรที่จะนำมาใช้ในการรักษาด้วยเท่าที่ร่างกายจะรับได้
กล่าวคือ ถ้าโดยสถิติแล้วการรักษาทางการแพทย์แบบแผนใดๆ
น่าจะได้ผล ผมก็มักจะแนะนำให้ลองรักษาดูก่อน
กล่าวคือ
ถ้าเราดูตามสถิติแล้ว ผู้ป่วยเป็นมะเร็งชนิดที่มีโอกาสตอบสนองต่อการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนมาก
เราก็ควรจะวางแผนการรักษาแบบควบคู่กันทั้ง 2 แนวทาง แต่ถ้าดูๆ
แล้ว มะเร็งชนิดที่ผู้ป่วยเป็นนั้น ไม่ค่อยจะตอบสนองต่อการรักษาทางการแพทย์แบบแผนใดๆ
อันนี้เราก็จะเลือกใช้การรักษาทางธรรมชาติบำบัดเป็นหลักดูก่อน
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าตัวโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็นจะมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการรักษาแผนหลักได้ดีก็ตาม
แต่ก็ยังมีปัจจัยของสภาพตัวผู้ป่วยในขณะนั้นด้วยที่เราจะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วยว่า
ผู้ป่วยแข็งแรงพอที่จะรับการรักษาด้วยยาเคมี ด้วยการผ่าตัด
และด้วยการฉายแสงแล้วหรือยัง
ถ้าเราพิจารณาดูแล้วว่าผู้ป่วยในขณะนั้นมีสภาพร่างกายภายนอกที่ดูแข็งแรงพอสมควร
อันนั้นผมก็มักจะบอกให้ผุ้ป่วยรีบไปรับการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนให้เร็วที่สุด
ซึ่งหลายครั้งก็ทำให้ญาติผู้ป่วยแปลกใจที่หมอฝ่ายธรรมชาติบำบัดอย่างเราเป็นฝ่ายเอ่ยปากคะยั้นคะยอให้ไปรับการรักษาด้วยยาเคมี
มิวายจะต้องถามซ้ำว่า "ตกลงหมอเชียร์ให้ไปให้ยาเคมีหรือครับ
ได้ยินมาว่ายาเคมีมันแรงนะครับหมอ แล้วพ่อของผมจะรับไหวเหรอ?"
ซึ่งผมต้องตอบคำถามทำนองนี้ว่า เราไม่ได้ปล่อยให้ไปรับยาเคมีตามยถากรรมนะครับ
แต่เราจะรักษาควบคู่กันทั้ง 2 ทาง เพื่อลดผลข้างเคียงจากยาเคมีให้น้อยที่สุด
ถ้าพิจารณาดีๆ
เราจะพบว่าหลักการดังกล่าวก็ไม่ได้แตกต่างจากหลักการคิดของการแพทย์แบบแผนมากนัก
เพราะแม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ยาเคมีเองก็จะเลื่อนการให้ยาเคมีครั้งต่อไปออกไป
ถ้าร่างกายของผู้ป่วยยังไม่พร้อมเช่นกัน เพียงแต่ว่าหลักการพิจารณาว่าร่างกายผู้ป่วยพร้อมสำหรับรับการรักษาหรือไม่นั้น
ทางการแพทย์แผนจีนอาจจะมีการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากตัวเลขจากผลเลือด
เช่น การตรวจจากชีพจรเข้ามาประกอบ เป็นต้น
หลายคนอาจจะสงสัย
เพราะเคยไปแมะกับหมอจีนในเมืองไทยเพื่อรับยาที่อ้างว่ารักษามะเร็งมาแล้ว
แล้วหมอจีนบอกว่ากินยานี้แล้วห้ามไปรับยาเคมีหรือผ่าตัด
หรือแม้แต่ให้น้ำเกลือเลยนะ อย่างนี้แล้วไม่ขัดกับสิ่งที่หมอกล่าวมาหรือ
คำตอบก็คือ
หมอจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยนั้น เป็นหมอจากที่ไหนล่ะ?
เพราะคำว่าหมอจีนที่ใช้ๆ กันนั้นมันเกร่อเอาเสียเหลือเกิน
บางคนเรียนหลักสูตรนวดเท้ามาก็บอกว่าเป็นหมอจีนได้แล้ว
ดังนั้นถ้าจะเชื่อ ก็คงต้องเลือกเชื่อหมอจีนที่จบจากสถาบันที่ทางการจีนเขารับรอง
จริงไหมครับ ก็บังเอิญผมได้ไปดูงานที่เมืองจีนช่วงนั้นพอดี
ก็ได้ไปที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนปักกิ่งซึ่งถือเป็นโรงเรียนแพทย์แผนจีนที่เป็นสถาบันรักษามะเร็งใหญ่อันดับ
1 ใน 5 แห่งที่ทางการจีนให้การยอมรับ หมอที่นั่นจะต้องจบทั้งหลักสูตรแพทย์แบบแผนและแพทย์แผนจีน
มีการรักษาทั้งให้ยาเคมีบำบัดและการใช้อุปกรณ์การแพทย์แบบที่โรงพยาบาลทั่วไปพึงมี
แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือแผนกสมุนไพรและฝังเข็ม
เราก็เลยถือโอกาสถามกับอาจารย์แพทย์ที่มานำเราชมสถาบันว่า
จริงหรือเปล่าที่หมอจีนรักษาแบบยาสมุนไพรแล้วห้ามผ่าตัด
ห้ามฉายรังสี ห้ามใช้ยาเคมี เขามองหน้าพวกเราแบบตกใจหน่อยๆ
ว่า เอาที่ไหนมาพูด ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าสภาพผู้ป่วยเอื้อต่อการรักษาทั้ง
2 แบบแผนแล้วล่ะก็ เขาแนะนำให้ใช้การรักษาควบคู่กันทั้ง
2 ทางเหมือนเราน่ะแหละ ดังนั้น หวังว่าคงจะตอบข้อสงสัยในประเด็นนี้ได้แล้วนะครับ
เนื้อที่หมดพอดี เอาไว้คราวหน้าเราจะมาคุยกันต่อถึงบทบาทของการแพทย์แผนจีนกับการรักษามะเร็งแบบผสมผสานนะครับว่าใช้ได้ตรงไหนกันบ้าง