บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 

ตะลุยการแพทย์แดนมังกร (18) : โรคมะเร็ง 1

นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุึล

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากเป็น เพราะว่าเมื่อเป็นขึ้นมาแล้วปล่อยไว้ อาการของโรคจะลุกลามไปเรื่อยๆ จนผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ในขณะที่กระบวนการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนก็เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน แถมส่วนใหญ่จะได้ผลไม่มากนัก เมื่อเทียบกับต้นทุนความทรมานที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญในระหว่างการรักษา

ดังนั้น จึงพบว่าคนส่วนใหญ่มักจะแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ในการรักษามะเร็ง มีการสำรวจคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งในอเมริกา พบว่ามีถึงประมาณ 40-60% ที่ใช้การรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกร่วมไปด้วยกัน

โดยประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยของผมเองก็ไม่แตกต่างกัน ที่จะมีผู้ป่วย 2 กลุ่มมาหา กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่ใจกลางๆ ยอมรับการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนได้ แต่รู้สึกว่าอยากรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกร่วมด้วยไว้กันเหนียว ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่กลัวการรักษาทางการแพทย์แบบแผนจับใจ เลยหนีมาจากการรักษาในโรงพยาบาล หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมรักษาด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี หรือการให้ยาเคโมเป็นแน่ ซึ่งคนกลุ่มหลังนี้มีปริมาณมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกถึงความต้องการในการแสวงหาทางเลือกในการรักษามะเร็งด้วยวิธีอื่นๆ

การแพทย์แผนจีนก็เป็นการแพทย์อีกแขนงหนึ่งที่มีผู้ป่วยมะเร็งฝากความหวังกันไว้มาก ดังจากที่เห็นคำแนะนำบอกต่อกันจำนวนมากเกี่ยวกับยาสมุนไพรดีๆ ต่างๆ ที่ผู้คนแสวงหากันมาให้ผู้ป่วยมะเร็งกิน บอกว่าสรรพคุณสามารถรักษามะเร็งได้ชงัดนัก

ด้วยว่าตัวเองมีจุดยืนที่ยืนอยู่ในวงการแพทย์ทางเลือก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนถามมาอยู่เสมอว่า สมุนไพรนี้ดีหรือเปล่า? สมุนไพรนั้นดีจริงหรือไม่? แล้วถ้าใช้สมุนไพรและการแพทย์แผนจีนมาช่วยรักษาแล้วจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องรับการรักษาและผ่าตัด ฉายรังษี หรือให้ยาเคมี? ตะลุยการแพทย์แดนมังกรสองสามตอนที่ท่านจะได้อ่านต่อจากนี้เราจะมีแจงเรื่องนี้กันอย่างละเอียดละครับ

ว่ากันด้วยหลักการก่อน ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับวิธีการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์แบบแผนหรือไม่ แต่ตามหลักการแพทย์แผนจีน ถือว่าทุกสรรพสิ่งตามธรรมชาติมี 2 ด้านเสมอ เช่น มีพลังหยินก็มีพลังหยาง มีแสงสว่างก็มีเงาเกิด มีบนก็ย่อมมีล่าง มีซ้ายก็ย่อมมีขวา และแน่นอนว่ามีดีก็ย่อมมีเลวในสัดส่วนที่มากน้อยแตกต่างปนกันไป

ปรัชญาการแพทย์แผนจีนจึงไม่ได้มุ่งเน้นที่จะเอาชนะธรรมชาติ ของโรคภัย เพราะมองว่าโรคภัยต่างๆ หรืออาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเสียสมดุลของธรรมชาติ การรักษาจึงเน้นที่การปรับสมดุลของร่างกายเป็นหลักนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาปรับสมดุลของร่างกายได้ก็สามารถนำมาทำเป็นยาได้ จึงพบในตำราแพทย์บางตำราที่เอาพิษจากผึ้ง งู ตะขาบ คางคก มาใช้เป็นยาในการรักษาโรค โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องควบคุมปริมาณการใช้และผลข้างเคียงของยาให้ได้

ถ้าคุณเชื่อในหลักที่ว่า คุณก็สมควรที่จะเชื่อด้วยว่า ยาเคมีบำบัด การผ่าตัดรักษา และการฉายรังสี ก็มีทั้งด้านดีและด้านร้ายของมัน ถ้าตราบใดที่การรักษาดังกล่าวยังสามารถปรับสมดุลของร่างกายให้คุณได้ ก็สมควรที่จะนำมาใช้ในการรักษาด้วยเท่าที่ร่างกายจะรับได้ กล่าวคือ ถ้าโดยสถิติแล้วการรักษาทางการแพทย์แบบแผนใดๆ น่าจะได้ผล ผมก็มักจะแนะนำให้ลองรักษาดูก่อน

กล่าวคือ ถ้าเราดูตามสถิติแล้ว ผู้ป่วยเป็นมะเร็งชนิดที่มีโอกาสตอบสนองต่อการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนมาก เราก็ควรจะวางแผนการรักษาแบบควบคู่กันทั้ง 2 แนวทาง แต่ถ้าดูๆ แล้ว มะเร็งชนิดที่ผู้ป่วยเป็นนั้น ไม่ค่อยจะตอบสนองต่อการรักษาทางการแพทย์แบบแผนใดๆ อันนี้เราก็จะเลือกใช้การรักษาทางธรรมชาติบำบัดเป็นหลักดูก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็นจะมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการรักษาแผนหลักได้ดีก็ตาม แต่ก็ยังมีปัจจัยของสภาพตัวผู้ป่วยในขณะนั้นด้วยที่เราจะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วยว่า ผู้ป่วยแข็งแรงพอที่จะรับการรักษาด้วยยาเคมี ด้วยการผ่าตัด และด้วยการฉายแสงแล้วหรือยัง

ถ้าเราพิจารณาดูแล้วว่าผู้ป่วยในขณะนั้นมีสภาพร่างกายภายนอกที่ดูแข็งแรงพอสมควร อันนั้นผมก็มักจะบอกให้ผุ้ป่วยรีบไปรับการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนให้เร็วที่สุด ซึ่งหลายครั้งก็ทำให้ญาติผู้ป่วยแปลกใจที่หมอฝ่ายธรรมชาติบำบัดอย่างเราเป็นฝ่ายเอ่ยปากคะยั้นคะยอให้ไปรับการรักษาด้วยยาเคมี มิวายจะต้องถามซ้ำว่า "ตกลงหมอเชียร์ให้ไปให้ยาเคมีหรือครับ ได้ยินมาว่ายาเคมีมันแรงนะครับหมอ แล้วพ่อของผมจะรับไหวเหรอ?" ซึ่งผมต้องตอบคำถามทำนองนี้ว่า เราไม่ได้ปล่อยให้ไปรับยาเคมีตามยถากรรมนะครับ แต่เราจะรักษาควบคู่กันทั้ง 2 ทาง เพื่อลดผลข้างเคียงจากยาเคมีให้น้อยที่สุด

ถ้าโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็นน่าจะตอบสนองต่อการรักษาตามการแพทย์แบบแผน แต่ร่างกายของผู้ป่วยยังทรุดโทรมมากอยู่ เป็นที่คาดหมายแล้วว่า ขืนไปรับการรักษาในขณะนี้ผู้ป่วยจะแย่จากการรักษาตามการแพทย์แบบแผนเสียก่อน อันนี้เราก็มักจะแนะนำให้ชะลอแผนการรักษาไว้ก่อน แล้วพยายามฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยให้ฟิตมากขึ้น แล้วค่อยไปรับการรักษาทางโรงพยาบาลน่าจะดีกว่า


ถ้าพิจารณาดีๆ เราจะพบว่าหลักการดังกล่าวก็ไม่ได้แตกต่างจากหลักการคิดของการแพทย์แบบแผนมากนัก เพราะแม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ยาเคมีเองก็จะเลื่อนการให้ยาเคมีครั้งต่อไปออกไป ถ้าร่างกายของผู้ป่วยยังไม่พร้อมเช่นกัน เพียงแต่ว่าหลักการพิจารณาว่าร่างกายผู้ป่วยพร้อมสำหรับรับการรักษาหรือไม่นั้น ทางการแพทย์แผนจีนอาจจะมีการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากตัวเลขจากผลเลือด เช่น การตรวจจากชีพจรเข้ามาประกอบ เป็นต้น

หลายคนอาจจะสงสัย เพราะเคยไปแมะกับหมอจีนในเมืองไทยเพื่อรับยาที่อ้างว่ารักษามะเร็งมาแล้ว แล้วหมอจีนบอกว่ากินยานี้แล้วห้ามไปรับยาเคมีหรือผ่าตัด หรือแม้แต่ให้น้ำเกลือเลยนะ อย่างนี้แล้วไม่ขัดกับสิ่งที่หมอกล่าวมาหรือ

คำตอบก็คือ หมอจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยนั้น เป็นหมอจากที่ไหนล่ะ? เพราะคำว่าหมอจีนที่ใช้ๆ กันนั้นมันเกร่อเอาเสียเหลือเกิน บางคนเรียนหลักสูตรนวดเท้ามาก็บอกว่าเป็นหมอจีนได้แล้ว ดังนั้นถ้าจะเชื่อ ก็คงต้องเลือกเชื่อหมอจีนที่จบจากสถาบันที่ทางการจีนเขารับรอง จริงไหมครับ ก็บังเอิญผมได้ไปดูงานที่เมืองจีนช่วงนั้นพอดี ก็ได้ไปที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนปักกิ่งซึ่งถือเป็นโรงเรียนแพทย์แผนจีนที่เป็นสถาบันรักษามะเร็งใหญ่อันดับ 1 ใน 5 แห่งที่ทางการจีนให้การยอมรับ หมอที่นั่นจะต้องจบทั้งหลักสูตรแพทย์แบบแผนและแพทย์แผนจีน มีการรักษาทั้งให้ยาเคมีบำบัดและการใช้อุปกรณ์การแพทย์แบบที่โรงพยาบาลทั่วไปพึงมี แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือแผนกสมุนไพรและฝังเข็ม

เราก็เลยถือโอกาสถามกับอาจารย์แพทย์ที่มานำเราชมสถาบันว่า จริงหรือเปล่าที่หมอจีนรักษาแบบยาสมุนไพรแล้วห้ามผ่าตัด ห้ามฉายรังสี ห้ามใช้ยาเคมี เขามองหน้าพวกเราแบบตกใจหน่อยๆ ว่า เอาที่ไหนมาพูด ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าสภาพผู้ป่วยเอื้อต่อการรักษาทั้ง 2 แบบแผนแล้วล่ะก็ เขาแนะนำให้ใช้การรักษาควบคู่กันทั้ง 2 ทางเหมือนเราน่ะแหละ ดังนั้น หวังว่าคงจะตอบข้อสงสัยในประเด็นนี้ได้แล้วนะครับ เนื้อที่หมดพอดี เอาไว้คราวหน้าเราจะมาคุยกันต่อถึงบทบาทของการแพทย์แผนจีนกับการรักษามะเร็งแบบผสมผสานนะครับว่าใช้ได้ตรงไหนกันบ้าง