บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 132:16-30 พ.ย.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 พฤศจิกายน 2551 -*- ::: ทัวร์สุขภาพ บัลวี – เวียงพิงค์ พาคุณกินอาหารสุขภาพ แอโรบิกในน้ำ ฝึกชี่กง ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กับ พญ.ลลิตา ธีระสิริ วันที่ 5-7ธันวาคม 2551 โทร. 02-615-8822 ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 30 “ จานด่วนสุขภาพ ปลอดภัยไกลโรค ” โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: บัลวีรับจัดกระเช้าสุขภาพ เพื่อให้คุณใช้เป็นของฝาก ของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันเกิด ถวายพระ หรือเยี่ยมไข้ ด้วยกระเช้าสุขภาพที่ให้ความรู้ได้ตรงกับโรคของคนป่วย และความสนใจ เช่น กระเช้าภูมิแพ้ เบาหวาน มะเร็ง สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ร้านกายกับใจ โทร.02-615-8822
 
     
 
พัฒนาลูกให้เรียนเก่งได้อย่างไร

ฉันเป็นคุณแม่ของลูกชาย 2 คน คนโตขึ้น ม.2 คนเล็กขึ้น ม.1 ตั้งแต่เล็กๆ ครอบครัวของฉันจะไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมกันบ่อยมาก
บทความจากมติชน
22 มี.ค. 2550 ฉ.1388
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
โดยฉพาะช่วงที่ฉันลาออกจากงานไปเลี้ยงลูก เราไปเที่ยวต่างจังหวัดกันทุกเดือน ลูกๆ ปิดเทอมก็พาลูกไปขลุกอยู่ในพิพิธภัณฑ์เด็ก พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (ซึ่งมักไปวันทำงานเพราะคนน้อยดี ก็...ฉันไม่ได้ทำงานนี่นา จะไปวันไหนก็ได้ ยกเว้นวันหยุดที่คนเยอะมาก...) เวลาพาลูกไปทำกิจกรรม เช่น ฝึกศิลปะป้องกันตัว เรียนวาดรูป ฉันก็ร่วมฝึกกับลูกด้วย

ฉันจึงพูดได้เต็มปากว่า ฉันและสามีเป็นทั้งพ่อแม่ เป็นเพื่อน เป็นพี่ ของลูกๆ มาตั้งแต่เล็ก ช่วงนั้น ผลการเรียนของลูกๆ ดีเลิศจนใครๆ ชม ชนิดที่ว่า ได้ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ทั้งคู่ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเรียนพิเศษกันเลย เพราะฉันและสามีถือว่า ประสบการณ์นอกห้องเรียนเป็นการเติมความรู้ให้กับเขาได้อย่างวิเศษที่สุดแล้ว

พอลูกโต ฉันก็กลับไปทำงาน เพราะคิดว่า ลูกๆ สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว ทำให้ไม่ค่อยเอาใจใส่เขาเหมือนเดิม ไม่มีเวลาพาลูกไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมด้วยกันได้บ่อยอย่างเมื่อก่อน แล้วฉันก็พบว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้น ผิดมาก...เพราะการเรียนของลูกๆ ตกลง ลูกคนโตเหลือ 83% ส่วนลูกคนเล็กยิ่งแล้วใหญ่ ค่อยๆ ตกลง จาก 92% เหลือ 87...85...81...จนถึง 77% แถมยังดื้อมากขึ้นอีกด้วย

จนเมื่อฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "สอนลูกให้เรียนเก่ง" เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ พญ.ลลิตา ธีระสิริ ฉันถึงรู้ว่า สิ่งที่ฉันทำในระยะหลังๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะการเลี้ยงลูกในแต่ละวัย ต้องใช้การดูแลเอาใจใส่ที่แตกต่างกัน

ในหนังสือบอกไว้ตั้งแต่การดูแลลูกตั้งแต่ยังอยู่ในท้อง แม่ต้องกินอะไรเพื่อช่วยพัฒนาเซลล์สมองลูก พอลูกคลอดออกมา ต้องเลี้ยงยังไง ซึ่งในส่วนนี้ค่อนข้างเป็นทฤษฎีและข้อควรปฏิบัติสำหรับคุณแม่มือใหม่หรือคุณแม่ที่ลูกยังเล็ก

พอลูกโตขึ้น คุณหมอก็เลี้ยงลูกด้วยการเล่นกับลูก พาลูกเที่ยว ทำกิจกรรมกับลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันเคยทำมาก่อน แต่คุณหมอไม่ได้เลิกทำเมื่อลูกเริ่มโตแบบฉัน ฉันอ่านประสบการณ์คุณหมอ เช่น พาลูกไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าที่กาญจนบุรี แล้วลูกคนเล็กเกิดอยากทำพิพิธภัณฑ์หินในบ้าน พ่อแม่ก็ไม่ห้าม หรือลูกคนโตชอบวาดรูป พ่อแม่ก็ยุให้วาดรูปประกอบนิทานคำกลอน (ที่ลูกต้องแต่งเองจนจบ แม้จะใช้เวลาเป็นปีก็ตาม) แถมยังสนับสนุนด้านอุปกรณ์ทุกอย่าง เมื่อลูกทำๆ ไปแล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากทำต่อ ก็ไม่ว่าอะไร เพราะนั่นถือว่า เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ของลูก เป็นต้น

สิ่งที่ฉันได้อ่านในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ฉันได้ข้อคิดและหันกลับมามองตัวเองว่า ระยะหลังๆ ฉันให้เวลากับลูกพอหรือเปล่า และสนับสนุนลูกให้ทำในสิ่งที่อยากทำเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อคำตอบออกมาคือ ...ไม่... ฉันก็ปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ นำเอาวิธีการที่คุณหมอแนะนำไว้ในหนังสือมาประยุกต์ใช้ หันมาดูแลเอาใจใส่เขามากขึ้น เขาอยากเรียนดนตรีไทยก็ให้เรียน ให้เวลากับเขามากขึ้น ทำงานให้น้อยลง

ช่วงเวลาไม่นาน ฉันก็ได้ลูกคนเดิมกลับคืนมา การเรียนค่อยๆ ดีขึ้น คนโตได้เกรดเฉลี่ย 3.86 ส่วนคนเล็กได้เกรดเฉลี่ย 3.31 โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ

และในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ผ่านมา ฉันพาลูกไปซื้อหนังสือ เพราะฉันถือว่า หนังสือเป็นอีกสื่อหนึ่งที่มีประโยชน์กับลูกมาก เดินกัน 2 ชั่วโมงกว่า ได้หนังสือมาหลายสิบถุง และหนึ่งในจำนวนนั้นคือ หนังสือชื่อ "ไอเดียวิ่งฉิว ไอคิวกระฉูด" ของ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล และ "Boost ไอคิว Build ไอเอีย" เขียนโดย น.เดชอาจิณ ชุณหสวัสดิกุล ลูกชายทั้งสองของคุณหมอบรรจบและคุณหมอลลิตา

หนังสือทั้ง 2 เล่ม แม้ว่าจะเป็นหนังสือสำหรับคุณลูกๆ แต่ฉันผู้เป็นแม่ก็อ่านด้วย เพราะจะได้รู้ว่า เขาแนะนำเด็กวัยนี้ไว้อย่างไรบ้าง เล่ม "ไอเดียวิ่งฉิวฯ" สำหรับเด็กโตระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการพัฒนาตัวเองให้ครบทุกด้าน เป็นการต่อยอดมาจาก "สอนลูกให้เรียนเก่ง" ว่า เมื่อพ่อแม่เริ่มต้นให้แล้ว ลูกควรทำอย่างไร คุณหมอยกตัวอย่างเกมที่ควรเลือกเล่น เช่น เกมปัญหาเชาวน์ เกม Puzzle ทั้งหลาย การเล่นตัวต่อเลโก้

ส่วนที่ฉันชอบมากก็คือ พอลูกคนเล็กอ่านแล้ว พยายามแก้ปัญหาเชาวน์ที่คุณหมอยกตัวอย่างเอาไว้ พอสงสัยก็มาถาม มันเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้เกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง คือ แม่ลูกอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน แชร์ไอเดียกัน อธิบายให้ฟังกัน (มีหนังสือบางเล่มที่เป็นของลูก ฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ถามลูกนั่นแหละ ลูกก็อธิบายให้ฟัง)

"Boost ไอคิว ฯ" เป็นหนังสือที่เขียนโดยคุณหมอเดชอาจิณ ผู้เพิ่งจบแพทย์ฯรามาฯ มาใหม่ๆ หมาดๆ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมเหรียญทองอันดับ 1 เกรดเฉลี่ย 3.97 หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเทคนิคการอ่านหนังสือ อ่านยังไงให้จำได้แม่น บรรยากาศในอ่านหนังสือ ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละสถานที่ อย่างที่หมอเล่าว่า บางครั้งตัวเองย้ายไปอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ ได้เปลี่ยนบรรยากาศก็จริง แต่เสียเวลาขนย้ายหนังสือ จัดสถานที่ไปมากกว่าจะได้อ่านจริงๆ

แต่ส่วนที่ลูกชายคนโตได้ไอเดียจากหนังสือเล่มนี้ก็คือ เทคนิคช่วยจำ ซึ่งคุณหมอใช้วิธีวาดรูปที่จะใช้จำชื่อสารต่างๆ ในเชิงวิทยาศาสตร์ หรือใช้วิธีเอาข้อมูลที่ต้องจำมาแต่งเป็นกลอน ลูกชายคนโตมีหัวในทางวาดรูปและแต่งกลอน (เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการวาดภาพและการแต่งกลอนสดในระดับโรงเรียนมาแล้ว) เขาบอกว่าจะเอาเทคนิคพวกนี้ไปลองใช้กับวิชาต่างๆ ดูบ้าง

หนังสือทั้ง 3 เล่มนี้คือ สอนลูกให้เรียนเก่ง ไอเดียวิ่งฉิว ไอคิวกระฉูด และ Boost ไอคิว Build ไอเดีย แม้จะเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาหนัก (อาจเป็นเพราะหมอเป็นคนเขียน เนื้อหาก็เลยแน่นเอี้ยดแบบฉบับหมอๆ ) แต่ก็เป็นเนื้อหาที่มีเหตุมีผล มีการยกตัวอย่างประกอบให้อ่านเข้าใจง่าย สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะสมัยนี้ที่เขานิยมให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Child Center คุณหมอบรรจบและคุณหมอลลิตาในสมัยนั้น คงเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ล้ำยุคน่าดู เพราะนำเอาเทคนิคที่สมัยนี้เขาเพิ่งมาคิดได้ว่า ควรนำมาใช้กับเด็กๆ มาใช้ จึงเชื่อว่า สมัยนั้นคงไม่ค่อยมีมีใครเลี้ยงลูกอย่างท่านแน่นอน

ได้ข่าวมาว่า หนังสือชุดนี้เขาจำหน่ายในราคาพิเศษ ชุดละ 500 บาท จากราคาเต็ม 630 บาท แม้จะหมดงานสัปดาห์หนังสือไปแล้วก็ยังโทร.ไปสั่งซื้อได้ที่สำนักพิมพ์รวมทรรศน์ โทร. 02-930-1165-6

ก็อยากช่วยประชาสัมพันธ์ให้คุณพ่อคุณแม่ที่อยากช่วยให้ลูกเรียนเก่งได้โดยไม่ต้องเสียเงินไปเรียนพิเศษ กับเด็กๆ ที่อยากเรียนเก่ง ทำคะแนนได้ดีๆ ได้ลองอ่านกันดูนะคะ

แม่ที่มีลูกชายวัยกำลังโต