ตะลุยการแพทย์แดนมังกร
ว่าด้วยเรื่องการเสริมรักษามะเร็งด้วยการแพทย์แผนจีนก็กลับมาอีกครั้งตามคำสัญญาครับ
การแพทย์แผนจีนมีบทบาทหลายอย่างในการรักษามะเร็งแบบบูรณาการ
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ไม่ว่าผู้ป่วยจะรับการรักษาแบบการแพทย์ผสมผสาน
2 ทางทั้งทางการแพทย์แบบแผนและการแพทย์ทางเลือก หรือการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกเพียงอย่างเดียวในกรณีที่ร่างกายของผู้ป่วยไม่เหมาะกับการรับการรักษาแบบการแพทย์แบบแผนก็ตาม
(พูดให้เข้าใจง่ายอีกหน่อยก็คือ ผู้ป่วยในกลุ่มมะเร็งระยะสุดท้าย
ที่ทางการแพทย์แบบแผนรักษาเพียงแค่ประคับประคองอาการแล้ว)
เอาอย่างในกรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ยาเคมีก่อนก็แล้วกัน
ในทางการแพทย์แบบแผนมีการนำเอายาเคมีบำบัดมาใช้ในการรักษามะเร็งกันมากมายหลายกรณี
เนื่องจากยาเคมีมีคุณสมบัติเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง เมื่อให้เข้าไปแล้วยาเคมีจะเข้าไปฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายได้
อย่างไรก็ตาม
การให้ยาเคมียังมีข้อจำกัดในการใช้อยู่หลายประการ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะยาเคมีเป็นพิษอย่างมากต่อผู้ป่วย
เนื่องจากเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่มีกำเนิดมาจากความผิดเพี้ยนของเซลล์ปกติ
การออกแบบยาให้เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ย่อมทำให้ยาชนิดนั้นเป็นพิษต่อเซลล์ปกติด้วยไม่มากก็น้อย
แม้จะมีการพัฒนายาเคมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาเพื่อลดความเป็นพิษของยาเคมีแล้วก็ตาม
ยังไงอาการแพ้ยาเคมีก็ยังเป็นเรื่องสาหัสสำหรับคนป่วยอยู่ดี
เนื่องจากยาเคมีส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้เร็ว
อาการแพ้ยาเคมีที่เกิดขึ้น จึงมักเกิดขึ้นกับเซลล์ที่มีคุณลักษณะในการแบ่งตัวได้ดีด้วยเช่นกัน
เซลล์ต่างๆ เหล่านี้ได้แก่ เซลล์โคนผม เซลล์ผิวหนัง เซลล์เยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหาร
เซลล์ลำไส้ เซลล์ไขกระดูก อาการแพ้ยาที่พบจึงมักเป็นที่อวัยวะดังกล่าวเช่น
ผมร่วง มือ ปาก ฝ่ามือและฝ่าเท้าลอกดำและแสบร้อน มีแผลพุพองในปากลำคอและลิ้น
รวมถึงมีอาการขมปากขมคอ กระเพาะลำไส้อักเสบทำงานได้น้อยลง
ทำให้ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน บางคนมีอาการท้องเสียเหมือนอาหารไม่ดูดซึม
อ่อนเรี่ยวอ่อนแรง ไขกระดูกทำงานสร้างเม็ดเลือดได้น้อยลง
ทำให้มีเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานลดลง ติดเชื้อได้ง่าย
เม็ดเลือดแดงที่น้อยลงทำให้เกิดภาวะซีดและอ่อนเพลีย ถ้าเกล็ดเลือดน้อยลงด้วยก็จะทำให้เลือดออกง่าย
ทางการแพทย์แผนจีนมีวิธีช่วยลดอาการข้างเคียงต่างๆ
ของยาเคมีได้หลายวิธี ทั้งโดยการฝังเข็ม โดยการใช้สมุนไพร
และโดยใช้การฝึกชี่กง แต่จะใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับปัญหาที่มี
ไม่ได้มีสูตรตายตัวหรือไม่ได้มียาสมุนไพรครอบจักรวาลอย่างที่หลายๆ
คนเข้าใจผิดกัน ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าผู้ป่วยมีอาการขมปากขมคอ
แสบร้อนในช่องปากและทางเดินอาหาร พวกนี้ตรงกับภาวะทางการแพทย์แผนจีนคือ
"ภาวะร้อนใน" การรักษาที่เข้ามาช่วยภาวะนี้ได้ดีที่สุดคือการทำ
Blood Letting ซึ่งเป็นเทคนิคการฝังเข็มตามจุดฝังเข็มที่เกี่ยวพันกับอวัยวะที่ความร้อนไปคั่งอยู่
แล้วถอนเข็มออกครอบด้วยแก้วสุญญากาศให้เลือดหยดออกมาเล็กน้อย
พบว่าสามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้รวดเร็วขึ้น
อาการขมปากขมคอ อาการแสบร้อนพุพองในปากและทางเดินอาหารจะทุเลาและหายไปได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าไม่ใช้
Blood Letting เราอาจเลือกใช้ยาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเป็นยาเย็นเข้ามาดับฤทธิ์ร้อนของยาเคมีก็ได้เช่นกัน
ส่วนมากผมมักจะแนะนำให้คนป่วยกินยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นก่อน
ระหว่างและหลังให้ยาเคมี พบว่าอาการดังกล่าวในระหว่างให้ยาเคมีลดลงเยอะ
บวกกับการทำ Blood Letting เป็นช่วงๆ หลังให้ยาเคมีใหม่ๆ
ยิ่งทำให้อาการน้อยลงไปอีก
ในทางตรงกันข้าม
คนป่วยบางคน หลังให้ยาเคมีกลับมีอาการอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง
ถ่ายท้อง ดูดซึมอาหารไม่ได้ พออ่อนแรงผอมแห้งมากๆ เข้าก็มีอาการหนาวง่ายร่วมด้วย
ตามการแพทย์แผนจีนถือว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีภาวะเย็นเกินไป
การรักษากลับเป็นตรงกันข้าม คือแทนที่จะให้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น
เรากลับต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนเข้ามาเสริมช่วยแทน
เพื่อให้ผู้ป่วยมีเรี่ยวแรงคืนกลับมาสู้กับยาเคมีต่อไป
บางทีถ้าผู้ป่วยกินสมุนไพรทางปากไม่ไหว เนื่องจากระบบย่อยและดูดซึมไม่ดีเอามากๆ(เนื่องจากไม่มีแรงที่จะไปดูดซึมธาตุอาหารต่างๆ)
กรณีเช่นนี้ การฝังเข็มแล้วรมยาสมุนไพรอุ่นก็จะเป็นอีกทางที่ช่วยเติมพลังงานความร้อนกลับเข้าสู่ร่างกายให้ได้
หรือถ้าอาการเป็นมาก การใช้สมุนไพรธาตุร้อนแบบสกัดผสมให้ทางน้ำเกลือก็มีทำกัน
เช่น ในยุโรปมีการใช้สารสกัดจากโสมให้ทางน้ำเกลือเป็นต้น
จะเห็นได้ว่า
การเลือกใช้ยาสมุนไพรหรือการฝังเข็มในการเสริมการรักษามะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดนั้นไม่ได้สักแต่ว่าให้
แต่จำเป็นที่จะต้องเลือกให้ถูกต้องตามสภาวะของผู้ป่วยหลังให้ยาเคมีด้วย
โดยดูจากอาการที่มี ร่วมกับการตรวจแมะดูชีพจร และลิ้นของผู้ป่วย
ก็จะทำให้การให้ยาสมุนไพรเกิดประสิทธิผลมากที่สุด แต่สิ่งที่น่าห่วงสำหรับคนไทยในปัจจุบันก็คือ
มีการโฆษณาขายและบอกกันปากต่อปากมากเหลือเกินว่า สมุนไพรตัวนั้นดี
ตัวนี้ดี ก็ไปซื้อหากันมาให้ผู้ป่วยกิน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะแพง
และคนขายก็ไม่ได้มีความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนเลย สักแต่ว่าขายกันไป
เช่น ตัวหนึ่งที่ชื่อ เพี่ยงจื่อหวัง หรือ เพียงจื้อหวง
ตัวนี้หลังๆ ผมเห็นว่าซื้อขายกันแพงมาก ญาติคนไข้ซื้อแล้วเอามาให้ดู
ถามว่าซื้อมาเป็นหมื่นใช้ดีไหมคะหมอ? ผมดูแล้วก็ได้แต่บอกว่า
เคยถาม confirm กับแพทย์จีนทางปักกิ่งแล้วเขาบอกเลยว่า
สมุนไพรชนิดนี้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับรักษามะเร็งอย่างที่โฆษณากันเพื่อขายยาให้ได้แพงๆ
ทางการแพทย์แผนจีนมันเป็นยาเย็นตัวหนึ่งที่ใช้แก้อาการร้อนในธรรมดาๆ
ถ้าจะใช้จริงๆ ก็อาจจะใช้ได้สำหรับคนไข้มะเร็งที่มีภาวะร้อนใน
แต่บังเอิญคนไข้มะเร็งคนนั้น ผมตรวจดูมีภาวะอ่อนเพลียมาก
เป็นภาวะเย็นเกิน ยิ่งกินจะยิ่งแย่ สรุปคือยาไม่ถูกกับโรค
ใช้ไม่ได้... เป็นงั้นไป
ถามว่าถ้าต้องการใช้ยาเย็น
จำเป็นไหมที่จะต้องซื้อยาแพงๆ อย่างเพี่ยงจื่อหวัง ก็ไม่จำเป็นอีก
เพราะยังมียาเย็นอีกหลายตัวที่ใช้แทนกันได้และให้ผลดีกว่า
อย่างเล่งเอี๊ยงก็ได้ผลดี ในขณะที่ราคาต่างกันเยอะมาก
ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของผลเสียจากการซื้อหาสมุนไพรโดยไม่รู้
ดังนั้น ถ้าใครอยากใช้สมุนไพรจีน ผมแนะนำว่าให้ไปหาผู้รู้อย่างหมอจีนเขาตรวจและเจียดยาให้จะดีกว่าที่จะซื้อๆ
ตามกันจากเซลส์ขายยาที่สักแต่ว่าขายยาโดยที่ไม่เคยเห็นคนไข้
ไม่เคยตรวจคนไข้ พวกนี้น่ากลัวครับ
เนื้อที่หมดพอดี
เอาไว้เรามาต่อกันคราวหน้าว่าด้วยมะเร็งกับการแพทย์แผนจีนต่อนะครับ