บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 

น้ำชา น้ำมันชา และอาหารคาวจากชา

นพ.ลลิตา ธีระสิริ

คนเรารู้ว่าชามีประโยชน์มานานแล้ว สมัยกว่าพันปีก่อน ชาวจีนถือว่าชาเป็นสมุนไพรต้านสารพัดพิษ ชาจึงแพร่หลายในจีน ต่อมานัยว่า ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ ปัจจุบันจึงมีชาปลูกในอินเดียและศรีลังกา ส่วนชาเมี่ยงที่ปลูกทางภาคเหนือของเราก็เป็นอาหารและของขบเคี้ยวของชาวบ้านสมัยโบราณ จนคนเหนือติดเมี่ยงกันงอม เช่นเดียวกับที่เดี๋ยวนี้เราติดกาแฟกันอย่างไรอย่างนั้น

วัฒนธรรมการกินชามีหลากหลาย คนจีนมีชาจีนดื่ม ญี่ปุ่นก็มีชาเขียวแบบญี่ปุ่นดื่ม อังกฤษก็มีชาแบบฝรั่ง ศรีลังกาก็มีชาซีลอน อินเดียก็มีชาแบบแขก คนไทยทางเหนือเคี้ยวใบเมี่ยง ซึ่งก็คือการรับคาเฟอีนจากใบชาในรูปแบบต่าง ๆ นั่นเอง

แต่ก่อนเรารู้ว่าชามีคาเฟอีนที่เป็นสารกระตุ้น ซึ่งทำให้ดื่มชาแล้วกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวา แต่ชาก็มีแทนนินซึ่งอยู่ในความฝาดของมันทำให้ท้องผูก แต่คอชาทั้งหลายจะรู้ว่าหากชงชาด้วยน้ำร้อนจัด (ไม่ถึงกับเดือด) คาเฟอีนจะออกมาก่อน จากนั้น 2-3 นาที แทนนินจะซึมออกมา ดังนั้นหากอยากดื่มชาแบบที่ต้องการฤทธิ์กระต้นอย่างเดียวแล้วไม่ต้องการท้องผูกละก็ อย่าแช่ชาไว้นานเกินกว่า 3 นาที ถ้าเอากากชาออกก่อนจะป้องกันอาการท้องผูกได้

ปัจจุบันนี้เรารู้ว่าชาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ชาดำ ชาแดง ชาเมี่ยง ไม่เฉพาะแต่เพียงชาเขียวเท่านั้นที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชาเขียวมีคาเอชิน ( Cathechin) ชาแดง ชาจีน ชาดำ มีสารที่เรียกว่า ทีอาฟลาวินส์ (Theaflavins) และทีอารูบิจินส์ ( Thearubigins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเหมือนกัน ช่วยชะลอความชรา ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันอัมพาต กระทั่งป้องกันมะเร็ง

สำหรับการบริโภคชา นอกจากเครื่องชงดื่มเพื่อแสดงความมีวัฒนธรรมแล้ว เรายังสามารถเอาชามาทำกับข้าวได้ด้วย ทั้งอาหารจีน อาหารไทย (ทางเหนือ) ก็มีการนำชามาทำกับข้าวคาว

แล้วรู้หรือยังว่า เมล็ดของชายังสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันชา (Camelia oil หรือ camellia seed oil หรือ Tea seed oil แล้วแต่จะเรียก ) ใช้ปรุงอาหารเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพได้ด้วย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเพราะน้ำมันชาใช้กันเฉพาะในพระราชวังต้องห้ามของจักรพรรดิจีน นัยว่าใช้ประกอบอาหารเพื่อความมีอายุวัฒนะ

สมัยนี้เรารู้จักน้ำมันชามากขึ้น น้ำมันชาเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือที่เรียกว่ากรดโอเลอิกหรือน้ำมันโอเมก้า 9 สูงมากคือสูงกว่า 80% ช่วยลดอัตราเสี่ยงของไขมันเลือดสูง แถมยังช่วยเพิ่มไขมัน HDL ซึ่งเป็นไลโปโปรตีนตัวที่มีประโยชน์ช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วย

น้ำมันชาทนความร้อนสูง มีอุณหภูมิจุดเดือดอยู่ที่ 250 องศาเซลเซียส ข้อมูลตรงนี้ทำให้น้ำมันชามีประโยชน์ เวลาเอาน้ำมันชาไปตั้งไฟ เอาไปทอด ไปผัด อนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นในกระทะน้อย น้อยกว่าน้ำมันมะกอกเสียด้วยซ้ำ เพราะจุดเดือดของน้ำมันมะกอกอยู่ที่ 180 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ในน้ำมันชายังมีคามีเลีย กลัยโคไซน์ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ มีคามีเลีย ซาโปนินช่วยละลายการแข็งตัวของเลือด ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามินอี และโพลีฟีนอล จึงทำให้น้ำมันชาไม่มีกลิ่นหืนง่าย ๆ

นับเป็นน้ำมันตัวใหม่ที่น่าใช้ทีเดียว จนมีคนเรียกน้ำมันชาว่า "น้ำมันมะกอกแห่งตะวันออก" (Eastern Olive ) ต่อไปนี้เป็นเมนูที่ทำจากใบชาและน้ำมันชาค่ะ

ชาทรงเครื่อง
สลัดซีฟู้ดน้ำมันชา
ไก่ตุ๋นชาหลงจิ่ง
ชาชุ่มคอ