วันนี้เรามาพูดกันต่อถึงการใช้การแพทย์แผนจีนเสริมรักษาและลดอาการข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัดกันอีกซักหน่อยดีกว่า
อาการอีกอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยหลังจากที่ให้ยาเคมีก็คือ
อาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย มีลมในท้องมาก อาการเหล่านี้เป็นมากน้อยรุนแรงแค่ไหนขึ้นกับแต่ละบุคคล
และขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณยาเคมีที่ให้ด้วย
อาการคลื่นไส้จากการให้ยาเคมี
แม้จะไม่ใช่อาการข้างเคียงที่ทำให้ผู้ป่วยตายได้ แต่ก็เป็นอาการที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย
หลายคนที่เคยไปเที่ยวทะเลแล้วเมาเรือแค่ครึ่งวันก็จะแย่แล้ว
แต่ผู้ป่วยหลังให้ยาเคมีแล้ว บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอยู่ครึ่งเดือนกว่าจะทุเลา
คิดดูเอาเองว่ามันจะทรมานขนาดไหน
พอคลื่นไส้อาเจียนมากๆ
เข้า ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ผู้ป่วยกินได้ไม่มากพอ บางคนก็จะมีอาการซูบและผ่ายผอมลง
เกิดภาวะขาดอาหารตามมา บางคนเกิดการเสียสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย
ทำให้ในระยะยาวผู้ป่วยมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลง
การแก้ไขภาวะคลื่นไส้อาเจียนในทางการแพทย์แผนจีนนั้น
สามารถทำได้โดยใช้เทคนิคการกดจุดและฝังเข็ม มีจุดอยู่จุดหนึ่งที่บริเวณข้อมือของเรา
โดยหงายเอาฝ่ามือขึ้น แล้ววัดจากเส้นข้อมือขึ้นมา 2 ชุ่น
(1 ความกว้างนิ้วโป้ง = 1 ชุ่น) ตรงกลางท่อนแขนระหว่างกระดูกท่อนแขนทั้ง
2 ท่อนนั้นจะเป็นจุดฝังเข็มที่เรียกว่าจุด Neiguan มีสรรพคุณลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ดี
เราสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้นได้โดยการกดจุด Neiguan
ด้วยนิ้วหนักๆ กดๆ แล้วก็คลึงแขนข้างละ 5 นาที ทำสลับกันไปมาสักพัก
อาการคลื่นไส้อาเจียนจะลดลง
แต่ในรายที่อาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นมาก
การกดจุดอาจจะให้ประสิทธิผลไม่พอ ในกรณีนี้ การใช้วิธีฝังเข็มที่จุดต่างๆ
รวมทั้งจุด Neiguan จะสามารถแก้ไขอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มาก
นอกจากนี้
ในบางรายที่มีอาการท้องอืดมาก มีลมในท้องมาก จากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด
แต่ถ้าตรวจร่างกายโดยใช้หูฟังจะพบว่ามีการบีบตัวของลำไส้ที่ดีอยู่
(Bowel sound active) ในกรณีเช่นนี้ การฝังเข็มที่บริเวณหน้าท้อง
แล้วจุดไฟรมด้วยยาสมุนไพรจีนที่เรียกว่า Moxibustion พบว่ามีสรรพคุณช่วยไล่ลมที่อยู่ในท้องได้ดี
ในทางตรงกันข้าม
ในลำไส้ของผู้ป่วยบีบตัวแทบไม่ไหวเลย พวกนี้ท้องอืดจะเกิดจากการที่ลำไส้ไม่บีบตัวส่งไล่กากอาหารไปขับถ่าย
หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Bowel ileus พวกนี้เวลาใช้หูฟังฟังที่ท้องจะพบว่ามีการบีบตัวของลำไส้ลดลง
(Bowel sound hypoactive) ในกรณีเช่นนี้แทนที่จะใช้การรมยาสมุนไพร
เราเปลี่ยนมาใช้การกระตุ้นเข็มด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า
ก็พบว่าสามารถทำให้ลำไส้บีบตัวได้ดีขึ้น ช่วยลดอาการท้องอืดของคนไข้ลงได้มาก
อาการข้างเคียงจากการให้ยาเคมีอีกอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยก็คืออาการอ่อนเพลีย
บางครั้งในทางการแพทย์แผนตะวันตกจะพยายามอธิบายว่า เพราะหลังให้ยาเคมีผู้ป่วยบางคนมีอาการซีดจากเม็ดเลือดแดงที่น้อยลง
หรือกินไม่ค่อยได้ทำให้ไม่ค่อยมีแรง ซึ่งก็พบว่าจริงโดยส่วนหนึ่ง
แต่ก็เช่นกัน
ยังมีผู้ป่วยมะเร็งอีกหลายคนที่หลังให้ยาเคมีแล้วอ่อนเพลีย
แต่พอตรวจดูเม็ดเลือดแดงก็ไม่ได้ซีด สอบถามดูก็พบว่ากินอาหารได้ดี
บางคนกินข้าวได้หลายจานต่อมื้อ แต่ก็ยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่ดี
พวกนี้ทางการแพทย์แบบแผนไม่ทราบจะทำอย่างไรต่อ บอกให้รอสักพักเดี๋ยวอาการดีขึ้นเอง
แต่ในทางการแพทย์แผนจีน
ถ้าลองได้ตรวจดูชีพจรของคนไข้พวกนี้ อาจพบลักษณะของชีพจร
ลึก เบา ลีบ ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพวะพร่องพลังปราณ (Qi) พูดง่ายๆ
คือพลังงานในร่างกายไม่เพียงพอ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเปรียบชีวิตคนเหมือนรถยนต์คันหนึ่ง
ตัวถังและเครื่องเคราต่างๆ ของรถก็เปรียบเสมือนกายเนื้อของเราที่มีกระดูก
กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ระบบประสาท การกินอาหารเปรียบเสมือนการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่าง
น้ำมัน 91 น้ำมัน 95 หรือก๊าซ NGV ให้รถคนนั้น แต่ถ้ารถคันนั้นไม่มีแบตเตอรี
รถก็ไม่สามารถวิ่งได้ ผู้ป่วยที่ได้แต่อาหารและยาแต่ไม่มีพลังปราณหรือพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเพียงพอก็เหมือนกันที่จะมีอาการเพลียไม่มีเรี่ยวแรง
ทั้งที่การตรวจหาความผิดปกติทางกายภาพไม่พบอะไร
การแก้ไขอาการอ่อนเพลียของผู้ป่วยหลังให้ยาเคมีในกรณีนี้ทำได้
โดยการเพิ่มพลังปราณให้กับคนไข้ ในตำราการแพทย์แผนจีนการแก้ไขให้เสริมพลังปราณให้กับร่างกายของผู้ป่วย
สามารถทำได้หลายทาง ตั้งแต่การฝึกชี่กง การฝังเข็มเน้นจุดเสริมพลังชี่แล้วรมยาสมุนไพร
และอาจเลือกใช้สมุนไพรจีนบางตัวที่มีทั้งแบบกินและแบบฉีด
การฝึกชี่กงในผู้ป่วยมะเร็ง
ทางคณะนักวิจัยของจีนหลายคณะได้ทำงานวิจัยเอาไว้ว่ามีผลช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยไม่ตกลงมาก
บางงานวิจัยบอกว่าทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงของยาเคมีเช่น
เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนลดลง บางงานวิจัยถึงกับสรุปว่าช่วย
ยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดได้ด้วย
เนื้อที่หมดพอดี
เอาไว้เรามาต่อกันคราวหน้าว่าด้วยมะเร็งกับการแพทย์แผนจีนต่อนะครับ