แง่มุมสุดท้ายเกี่ยวกับโรคมะเร็งนั้นคือการใช้ยาจีนบางจำพวกที่มีสรรพคุณเฉพาะบางอย่าง
นำมาร่วมรักษากับการให้ยาเคมี และการฉายรังสี จากการไปดูงานที่จีน
ที่สถาบันการแพทย์ตงจื่อเหมิน และมหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่รักษามะเร็งแบบผสมผสาน เขาทำการศึกษาวิจัยยาตำรับโบราณอยู่หลายตัว
และพบว่ายาบางตำรับมีสรรพคุณที่น่าสนใจดังนี้
สำหรับกรณีของคนป่วยที่ได้รับการรักษาไม่ว่าจะทางยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีที่มีภูมิต้านทานหรือเม็ดเลือดขาวตก
ทางการแพทย์แผนจีนพบว่าการใช้เห็ดหลินจือ หรือถ้าจะให้ละเอียดไปกว่านั้น
คือการเลือกเอาส่วนของสปอร์เห็ดหลินจือมารับประทานนั้น
จะมีส่วนช่วยทำให้ภูมิต้านทานของคนป่วยดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ลดลงไปมากนัก
ในกรณีที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือฉายรังสีแล้ว
คนป่วยมีปัญหาเม็ดเลือดแดงน้อยหรือมีภาวะโลหิตจาง ในกรณีเช่นนั้น
สูตรยาที่ทางจีนเขาพบว่ามีส่วนช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดงได้คือการใช้หนังแพะมาเคี่ยวเป็นยา
แล้วนำมารับประทานก็จะช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดงได้ แต่วิธีนี้อาจไม่ค่อยสะดวกเนื่องจากจะต้องผ่านการเตรียมยา
การหาซื้อคงไม่ง่ายนักสำหรับประเทศไทย
อีกวิธีหนึ่งที่พอจะช่วยเรื่องการเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้ได้ก็คือ
การรับประทานพุทราจีน ในทางการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าพุทราจีนมีสรรพคุณบำรุงเลือด
และพุทราจีนก็พอจะหาได้ง่ายในประเทศไทย รวมทั้งวิธีประกอบเป็นอาหารก็หลากหลาย
ราคาก็ไม่สูงจนเกินไปนัก บางครั้งผมก็จะแนะนำให้คนป่วยลองรับประทานพุทราจีนเป็นประจำ
เพื่อช่วยบำรุงเลือดอีกทางหนึ่ง
ในกรณีของการฉายรังสี
พบว่าผู้ป่วยหลายคนหลังจากฉายรังสีไประยะหนึ่ง จะมีอาการแสบร้อนแถวบริเวณที่ฉายรังสี
ถ้าอาการเป็นมาก อาจมีอาการขี้ร้อน หงุดหงิด ขมปากขมคอ
เช่นเดียวกับอาการร้อนในโดยทั่วไป ทางการแพทย์แผนจีนจึงถือว่ารังสีที่ฉายเข้าไปคือ
ธาตุร้อน
เพื่อป้องกันภาวะร้อนในที่เกิดจากการฉายรังสี
โดยเฉพาะในรายที่เคยฉายรังสีมาก่อนแล้วมีอาการร้อนใน ก่อนฉายรังสี
ระหว่างฉายรังสี และหลังการฉายรังสี เราพบว่าถ้าให้ผู้ป่วยรับประทานสมุนไพรที่เสริมธาตุเย็น
จะช่วยให้ผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการดังกล่าว หรือถ้ามีอาการร้อนใน
อาการที่ว่าก็จะน้อยลงกว่าเดิมมาก
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น
ในศาสตร์การบำบัดด้วยชี่กงก็สามารถนำมาปรับใช้กับผู้ป่วยมะเร็งได้ด้วยเช่นกัน
มีการกล่าวไว้ในตำราการใช้พลังชี่กงในการรักษาที่เรียกว่า
Wei Qi หรือ Out Going Qi ซึ่งแปลว่า ศาสตร์ของการแผ่พลังชี่กงออกไปนอกร่างกาย
ความหมายรวมๆ
ของ Wei Qi ก็คือ การที่ผู้ฝึกพลังชี่กงสามารถบังคับหรือถ่ายเทพลังชี่ของตัวเอง
ออกนอกร่างกายของผู้รักษาไปยังร่างกายของผู้ป่วย และพลังชี่ที่ถ่ายให้นั้นไปช่วยเปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดพลังงานหรือลมปราณที่ไหลเวียนในแต่ละส่วนของร่างกายผู้ป่วยได้
ทำให้การไหลเวียนของพลังชี่ในร่างผู้ป่วยที่เคยพร่องไปหรืออุดกั้นอัดอั้นพลังค่อยๆ
ดีขึ้นได้
ในกรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการต่างๆ
เช่น บางคนมีอาการปวดบริเวณก้อนเนื้องอก พบว่า ถ้ามีการถ่ายพลังชี่จากผู้บำบัดที่เก่งๆ
ให้ สามารถลดอาการปวดได้ในผู้ป่วยบางราย หรือผู้ป่วยบางรายที่มีอาการท้องอืดมากๆ
การใช้วิธีการถ่ายพลังชี่เข้าไปที่ท้องก็สามารถทำให้อาการปวดท้องท้องอืดดีขึ้นได้
เพื่อหาหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าว
ได้มีการทดลองกับหนูทดลองจำนวนหนึ่ง โดยให้นักบำบัดด้วยพลังชี่ใช้ฝ่ามืออังไว้เหนือตัวหนูทดลองดังกล่าว
(โดยไม่มีการสัมผัสตัวหนูโดยตรงเลย) พอทำไปสักครู่ ก็มีการตรวจวัดการบีบตัวของท่อน้ำดี
พบว่ามีการคลายตัวออกของท่อน้ำดีให้ตรวจวัดได้ และเมื่อวัดออกมาเป็นสถิติแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ
เป็นต้น
แม้แต่การทดสอบในคน
พบว่าผู้ป่วยบางคนที่มีสภาวะของสัญญาณชีพ (Vital Sign)
ที่ไม่เสถียร (Unstable) เช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องต่อมหมวกไตฝ่อ
ทำให้มีภาวะความดันเลือดต่ำได้ง่ายเมื่อมีภาวะเครียด (Stress)
จำเป็นต้องได้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน จนมีภาวะเบาหวาน
น้ำตาลแกว่งขึ้นลงอย่างมาก ต่อมาตรวจพบว่าเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมาอีกจนต้องรับการรักษาด้วยการฉายรังสีซึ่งถือว่าทำให้เกิดภาวะเครียด
(Stress) อย่างสูงต่อร่างกาย เกิดการเสียสมดุลตามมาอย่างมาก
คือเกิดความดันเลือดสูงมากกว่า 170/110 mmHg แต่พอให้ยาลดความดันเมื่อไหร่
ความดันเลือดก็จะตกฮวบลงมาต่ำกว่า 80/50 mmHg ร่วมกับมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสลับกับต่ำมาก
จนการปรับยาความดันและยาเบาหวานทำได้ยากมาก และผู้ป่วยอยู่ในสภาวะเพ้อๆ
ไม่ค่อยรู้ตัว หายใจแรงและดูเหนื่อย
จากการทดลองด้วยการให้นักบำบัดเอามือจับไว้ที่กลางกระหม่อม
ซึ่งเป็นตำแหน่งตรงกับจุดฝังเข็มชุดหนึ่ง และเป็นตำแหน่งเดียวกับจักระที่
7 ซึ่งมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับการทำงานของสมอง พบว่า
เมื่อแผ่พลังชี่เข้าไปที่จุดดังกล่าวสัก 15 นาที แล้วตรวจวัดสัญญาณชีพดูใหม่อีกครั้ง
พบว่า ชีพจรเต้นช้าลง ผู้ป่วยหายใจช้าลง และความดันโลหิตลดลงจาก
170/110 mmHg ลงมาเหลือ 140/90 mmHg ดูจากภายนอกผู้ป่วยดูสงบลง
ยังมีตัวอย่างของการบำบัดด้วยชี่อีกมากที่ทางจีนได้ศึกษาเอาไว้
และด้วยความปลอดภัยของศาสตร์การรักษาที่ไม่ต้องใช้ยาทำให้ไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของยา
จึงทำให้ศาสตร์การบำบัดผู้ป่วยมะเร็งแบบเสริมรักษา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้
สรุปโดยรวมแล้ว
ศาสตร์การรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน มีบทบาทในการดูแลสุขภาพของชาวจีนมาอย่างยาวนาน
และเป็นศาสตร์ที่กว้างขวางครอบคลุมโรคต่างๆ ตั้งแต่โรคง่ายๆ
เช่น เป็นหวัดคัดจมูก ไปจนถึงโรคยากๆ อย่างเช่น โรคมะเร็ง
ซึ่งถ้าเราศึกษาแล้วนำมาปรับใช้ร่วมกับศาสตร์อื่นๆ ทั้งการแพทย์แบบแผนและการแพทย์ทางเลือกอื่นดีๆ
เราย่อมได้ประโยชน์จากการแพทย์แผนจีนบ้างไม่มากก็น้อย