บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 
ตะลุยการแพทย์แดนมังกร (21) : โรคมะเร็ง 4

นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
เว้นว่างไป 2 ตอน

หลังจากคราวก่อนที่เราค้างกันอยู่กับเรื่องราวของการใช้วิธีการบำบัดรักษาทางการแพทย์แผนจีนที่ใช้ร่วมกับวิธีรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน คราวนี้ก็เลยขอมาเก็บตกกันเป็นครั้งสุดท้าย แล้วผมก็กะว่าจะหยุดซีรี่ส์ตะลุยการแพทย์แดนมังกรไว้แต่เพียงเท่านี้ เพราะว่าเขียนติดต่อกันยืดยาว 20 กว่าตอน นับเป็นเวลามาก็กว่า 5 เดือนแล้ว เกรงว่าท่านผู้อ่านจะพากันเบื่อไปเสียก่อน และอีกอย่างก็มีแง่มุมทางธรรมชาติบำบัดอีกหลายแง่ที่รอจะเขียนอยู่

แง่มุมสุดท้ายเกี่ยวกับโรคมะเร็งนั้นคือการใช้ยาจีนบางจำพวกที่มีสรรพคุณเฉพาะบางอย่าง นำมาร่วมรักษากับการให้ยาเคมี และการฉายรังสี จากการไปดูงานที่จีน ที่สถาบันการแพทย์ตงจื่อเหมิน และมหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่รักษามะเร็งแบบผสมผสาน เขาทำการศึกษาวิจัยยาตำรับโบราณอยู่หลายตัว และพบว่ายาบางตำรับมีสรรพคุณที่น่าสนใจดังนี้

สำหรับกรณีของคนป่วยที่ได้รับการรักษาไม่ว่าจะทางยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีที่มีภูมิต้านทานหรือเม็ดเลือดขาวตก ทางการแพทย์แผนจีนพบว่าการใช้เห็ดหลินจือ หรือถ้าจะให้ละเอียดไปกว่านั้น คือการเลือกเอาส่วนของสปอร์เห็ดหลินจือมารับประทานนั้น จะมีส่วนช่วยทำให้ภูมิต้านทานของคนป่วยดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ลดลงไปมากนัก

ในกรณีที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือฉายรังสีแล้ว คนป่วยมีปัญหาเม็ดเลือดแดงน้อยหรือมีภาวะโลหิตจาง ในกรณีเช่นนั้น สูตรยาที่ทางจีนเขาพบว่ามีส่วนช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดงได้คือการใช้หนังแพะมาเคี่ยวเป็นยา แล้วนำมารับประทานก็จะช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดงได้ แต่วิธีนี้อาจไม่ค่อยสะดวกเนื่องจากจะต้องผ่านการเตรียมยา การหาซื้อคงไม่ง่ายนักสำหรับประเทศไทย

อีกวิธีหนึ่งที่พอจะช่วยเรื่องการเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้ได้ก็คือ การรับประทานพุทราจีน ในทางการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าพุทราจีนมีสรรพคุณบำรุงเลือด และพุทราจีนก็พอจะหาได้ง่ายในประเทศไทย รวมทั้งวิธีประกอบเป็นอาหารก็หลากหลาย ราคาก็ไม่สูงจนเกินไปนัก บางครั้งผมก็จะแนะนำให้คนป่วยลองรับประทานพุทราจีนเป็นประจำ เพื่อช่วยบำรุงเลือดอีกทางหนึ่ง

ในกรณีของการฉายรังสี พบว่าผู้ป่วยหลายคนหลังจากฉายรังสีไประยะหนึ่ง จะมีอาการแสบร้อนแถวบริเวณที่ฉายรังสี ถ้าอาการเป็นมาก อาจมีอาการขี้ร้อน หงุดหงิด ขมปากขมคอ เช่นเดียวกับอาการร้อนในโดยทั่วไป ทางการแพทย์แผนจีนจึงถือว่ารังสีที่ฉายเข้าไปคือ ธาตุร้อน

เพื่อป้องกันภาวะร้อนในที่เกิดจากการฉายรังสี โดยเฉพาะในรายที่เคยฉายรังสีมาก่อนแล้วมีอาการร้อนใน ก่อนฉายรังสี ระหว่างฉายรังสี และหลังการฉายรังสี เราพบว่าถ้าให้ผู้ป่วยรับประทานสมุนไพรที่เสริมธาตุเย็น จะช่วยให้ผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการดังกล่าว หรือถ้ามีอาการร้อนใน อาการที่ว่าก็จะน้อยลงกว่าเดิมมาก

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ในศาสตร์การบำบัดด้วยชี่กงก็สามารถนำมาปรับใช้กับผู้ป่วยมะเร็งได้ด้วยเช่นกัน มีการกล่าวไว้ในตำราการใช้พลังชี่กงในการรักษาที่เรียกว่า Wei Qi หรือ Out Going Qi ซึ่งแปลว่า ศาสตร์ของการแผ่พลังชี่กงออกไปนอกร่างกาย

ความหมายรวมๆ ของ Wei Qi ก็คือ การที่ผู้ฝึกพลังชี่กงสามารถบังคับหรือถ่ายเทพลังชี่ของตัวเอง ออกนอกร่างกายของผู้รักษาไปยังร่างกายของผู้ป่วย และพลังชี่ที่ถ่ายให้นั้นไปช่วยเปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดพลังงานหรือลมปราณที่ไหลเวียนในแต่ละส่วนของร่างกายผู้ป่วยได้ ทำให้การไหลเวียนของพลังชี่ในร่างผู้ป่วยที่เคยพร่องไปหรืออุดกั้นอัดอั้นพลังค่อยๆ ดีขึ้นได้

ในกรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการต่างๆ เช่น บางคนมีอาการปวดบริเวณก้อนเนื้องอก พบว่า ถ้ามีการถ่ายพลังชี่จากผู้บำบัดที่เก่งๆ ให้ สามารถลดอาการปวดได้ในผู้ป่วยบางราย หรือผู้ป่วยบางรายที่มีอาการท้องอืดมากๆ การใช้วิธีการถ่ายพลังชี่เข้าไปที่ท้องก็สามารถทำให้อาการปวดท้องท้องอืดดีขึ้นได้

เพื่อหาหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าว ได้มีการทดลองกับหนูทดลองจำนวนหนึ่ง โดยให้นักบำบัดด้วยพลังชี่ใช้ฝ่ามืออังไว้เหนือตัวหนูทดลองดังกล่าว (โดยไม่มีการสัมผัสตัวหนูโดยตรงเลย) พอทำไปสักครู่ ก็มีการตรวจวัดการบีบตัวของท่อน้ำดี พบว่ามีการคลายตัวออกของท่อน้ำดีให้ตรวจวัดได้ และเมื่อวัดออกมาเป็นสถิติแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นต้น

แม้แต่การทดสอบในคน พบว่าผู้ป่วยบางคนที่มีสภาวะของสัญญาณชีพ (Vital Sign) ที่ไม่เสถียร (Unstable) เช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องต่อมหมวกไตฝ่อ ทำให้มีภาวะความดันเลือดต่ำได้ง่ายเมื่อมีภาวะเครียด (Stress) จำเป็นต้องได้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน จนมีภาวะเบาหวาน น้ำตาลแกว่งขึ้นลงอย่างมาก ต่อมาตรวจพบว่าเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมาอีกจนต้องรับการรักษาด้วยการฉายรังสีซึ่งถือว่าทำให้เกิดภาวะเครียด (Stress) อย่างสูงต่อร่างกาย เกิดการเสียสมดุลตามมาอย่างมาก คือเกิดความดันเลือดสูงมากกว่า 170/110 mmHg แต่พอให้ยาลดความดันเมื่อไหร่ ความดันเลือดก็จะตกฮวบลงมาต่ำกว่า 80/50 mmHg ร่วมกับมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสลับกับต่ำมาก จนการปรับยาความดันและยาเบาหวานทำได้ยากมาก และผู้ป่วยอยู่ในสภาวะเพ้อๆ ไม่ค่อยรู้ตัว หายใจแรงและดูเหนื่อย

จากการทดลองด้วยการให้นักบำบัดเอามือจับไว้ที่กลางกระหม่อม ซึ่งเป็นตำแหน่งตรงกับจุดฝังเข็มชุดหนึ่ง และเป็นตำแหน่งเดียวกับจักระที่ 7 ซึ่งมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับการทำงานของสมอง พบว่า เมื่อแผ่พลังชี่เข้าไปที่จุดดังกล่าวสัก 15 นาที แล้วตรวจวัดสัญญาณชีพดูใหม่อีกครั้ง พบว่า ชีพจรเต้นช้าลง ผู้ป่วยหายใจช้าลง และความดันโลหิตลดลงจาก 170/110 mmHg ลงมาเหลือ 140/90 mmHg ดูจากภายนอกผู้ป่วยดูสงบลง

ยังมีตัวอย่างของการบำบัดด้วยชี่อีกมากที่ทางจีนได้ศึกษาเอาไว้ และด้วยความปลอดภัยของศาสตร์การรักษาที่ไม่ต้องใช้ยาทำให้ไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของยา จึงทำให้ศาสตร์การบำบัดผู้ป่วยมะเร็งแบบเสริมรักษา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้

สรุปโดยรวมแล้ว ศาสตร์การรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน มีบทบาทในการดูแลสุขภาพของชาวจีนมาอย่างยาวนาน และเป็นศาสตร์ที่กว้างขวางครอบคลุมโรคต่างๆ ตั้งแต่โรคง่ายๆ เช่น เป็นหวัดคัดจมูก ไปจนถึงโรคยากๆ อย่างเช่น โรคมะเร็ง ซึ่งถ้าเราศึกษาแล้วนำมาปรับใช้ร่วมกับศาสตร์อื่นๆ ทั้งการแพทย์แบบแผนและการแพทย์ทางเลือกอื่นดีๆ เราย่อมได้ประโยชน์จากการแพทย์แผนจีนบ้างไม่มากก็น้อย