บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 
ตรวจ Dark field-ไขความลับสารตกค้างในเลือด (2)

บทความจากมติชน
ฉบับที่ 1392 20-05- 50
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล


ฉบับที่แล้วได้เล่าถึงการตรวจ Dark Field เพื่อตรวจเชิงคุณภาพของสภาพเลือดในร่างกายเรา นอกจาก Chylous ซึ่งเป็นอณูของไขมันที่ไม่สามารถย่อยสลายแล้ว มันยังมีโอกาสจับเป็นก้อนของ Plaque ซึ่งมีแกนกลางเป็นไขมัน แล้วมีโปรตีนกับเกล็ดเลือดไปพอกจับ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงในการอุดตันหลอดเลือด นับจากหลอดเลือดเล็กๆ ไปจนถึงหลอดเลือดขนาดใหญ่ขึ้นตามขนาดของก้อน Plaque ที่มีอยู่ในกระแสเลือดนั้น



นอกจากนี้แล้ว ยังมีอาจพบสารตกค้างในรูปแบบอื่นๆ เมื่อเราตรวจเลือดด้วย Dark Field ดังนี้:

Crystal จะเห็นเป็นเกล็ดขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน รูปทรงไม่แน่นอน บ้างเป็นสีเหลือง สีแดง หรือสีส้มอมน้ำตาล Crystal สีเหลืองเป็นโปรตีนตกค้างที่ลำไส้และตับไม่อาจสร้างน้ำย่อยมาย่อยสลายได้ แล้วโปรตีนเหล่านี้ถูกคว้าจับเข้าไปสู่ร่างกายทั้งยวงโดยเซลล์เยื่อบุลำไส้ แล้วไปจับเป็นเกล็ดอยู่ในกระแสเลือด จะพบในคนที่มีประวัติท้องผูก หรือในคนที่มีนิสัยกินเนื้อสัตว์เยอะ และไม่ค่อยกินผัก

เมื่อ Crystal ของโปรตีนล่องลอยอยู่ในเลือด ก็เป็นตัวยั่วเย้าให้ภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนอง ทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานไวเกิน เกิดโรคภูมิแพ้ หรือภูมิเพี้ยนเช่น รูมาตอยด์ SLE ได้เช่นเดียวกับการมีปฏิกิริยาตอบโต้กับ Plaque ยังอาจพบร่วมกับคนที่เป็นโรคเก๊าต์ หรือโรคข้ออักเสบแบบอื่นๆ

ถ้าเป็น Crystal สีแดง มักแสดงถึงมลภาวะจากอากาศ ถ้าเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลก็อาจเป็นการสะสมของสารโลหะหนัก

Spicules อย่าคิดว่าคนที่กินเนื้อและไขมันเยอะเท่านั้นที่จะพบสารตกค้างในกระแสเลือด คนอีกพวกหนึ่งที่กินผักเยอะ แต่ระบบย่อยอาหารไม่ดี ก็จะพบสารตกค้างในกระแสเลือดได้เช่นกัน คนพวกนี้จะสังเกตได้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่กินผักเยอะ ก็จะมีอาการท้องอืด มีลมในท้องมาก นั่นแปลว่าร่างกายไม่ชินกับการสร้างเอนไซม์ย่อยเส้นใยของพืชผักนั่นเอง

สารตกค้างจากการกินผักเยอะ จะอยู่ในรูปของ Spicules สารตกค้างชนิดนี้หน้าตาจะเป็นเส้นใยเล็กๆเป็นแฉกๆ คล้ายเศษแก้วแตก ลอยอยู่ในเลือด ที่แท้เป็นพวก Fibrin ที่ไม่ละลายน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าคนกินผักจะต้องพบ Spicules ตกค้างเสมอไป ถ้าระบบลำไส้ของคนๆนั้นมีน้ำย่อยเพียงพอ ก็จะสลายเส้นใยได้หมด น้ำย่อยหรือเอนไซม์ก็เป็นสารโปรตีน นั่นแปลว่าการกินผักก็ต้องรู้จักกินปริมาณโปรตีนให้ได้เพียงพอด้วย การย่อยสลายจะหมดจดและไม่เหลือสารตกค้างที่จะหลุดเข้าไปลอยในกระแสเลือด

Spicules จะพบได้ในอีกบางกรณีเช่น คนที่กินยาเยอะ หรือดื่มแอลกอฮอล์ พวกนี้ก็อาจพบมีสารโครงสร้างดังกล่าวลอยอยู่ในเลือดได้เช่นกัน

ด้วยความสนใจในวิธีการตรวจนี้ ผมเริ่มทดสอบ Dark Field กับคนประเภทต่างๆ แล้วได้ข้อสังเกตใหม่ๆเกี่ยวกับสารตกค้างในเลือดกับอาการทางคลินิกของผู้ป่วยแต่ละประเภท

ก่อนอื่นผมลองให้สมาชิกที่ดูแลรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัดมาอย่างต่อเนื่อง ลองตรวจ Dark Field ดู ในใจคิดว่า ภาพในเลือดของผู้ป่วยเหล่านี้คงไม่น่าดูสักเท่าไหร่ แต่ผลกลับสร้างความประหลาดใจให้ผมไม่น้อยเลย

นั่นคือ เรากลับพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ควบคุมอาหารมาอย่างดีสัก 1-2 เดือน โดยกินข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ แต่ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ หรือไขมัน ก็จะเห็นว่าภาพในเลือดของบุคคลเหล่านี้สะอาดสะอ้านมาก จะไม่ค่อยมี Plaque หรือ Crystal ซึ่งเป็นสารตกค้างของไขมันและโปรตีน

ขณะเดียวกันเราก็มองหา Spicules ในเลือดของผู้ป่วยเหล่านี้ว่ามีหรือไม่ เพราะสมมติฐานก็คือ คนเหล่านี้กินผักเยอะ ถ้าได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ย่อมจะต้องมี Spicules อยู่เยอะ แต่ถ้าเขากินผักแต่ได้โปรตีนเพียงพอ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เขาอาจได้จากข้าวกล้องและธัญพืชต่างๆ ถ้าได้เพียงพอ ย่อมจะไม่ค่อยมี Spicules

ผลปรากฏว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่กินอาหารธรรมชาติบำบัดต้านมะเร็งอย่างค่อนข้างตรงกับแนวทางที่เรากำหนดไว้ ในน้ำเลือดก็ไม่พบ Spicules ตกค้างแต่อย่างใด ปรากฏการณ์เช่นนี้ยังอาจช่วยเป็นแนวทางกับเราได้ในการติดตามภาวะโภชนาการของผู้ป่วยได้อีกด้วย

"ไหนครับ คุณหมอช่วยตรวจของผมบ้าง" ญาติของผู้ป่วยมะเร็งรายหนึ่งเมื่อเห็นเราตรวจ Dark Field ให้กับญาติของตน ก็คิดอยากดูภาพเลือดของตนบ้าง ซึ่งเราก็ตรวจให้

"โอ้โฮ มากมาย...เยอะแยะเหมือนสวนสัตว์เลย" เจ้าตัวร้องด้วยความพิศวง เพราะภาพเลือดของเขาปรากฏมีทั้ง Crystal และ Plaque เยอะแยะไปหมด ก้อนใหญ่ก็มี ก้อนเล็กก็มี "เลือดของภรรยาผมยังสะอาดกว่าเลือดของผมอีก"

ครับ จากการสังเกตต่อมาอีกหลายๆราย เปรียบเทียบเลือดของญาติผู้ป่วย กับเลือดของผู้ป่วยมะเร็งที่เราควบคุมอาหารมาระยะหนึ่ง ก็พบว่าเลือดของญาติสกปรกกว่าเลือดผู้ป่วยมะเร็งด้วยซ้ำ นั่นคงเป็นเพราะความประมาทของคนที่ยังไม่แสดงออกซึ่งโรคภัยไข้เจ็บประการใดประการหนึ่ง ก็เลยกินอาหารแบบไม่ระวัง

ผมก็เลยเกิดข้อคิดขึ้นมาอีกว่า การตรวจ Dark Field นี้ อาจใช้เป็นภาพสะท้อนให้กับบุคคลทั่วไป ในการสร้างความระแวดระวังต่อสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง เป็นผลดีทางอ้อม

แต่ผลทางตรงที่น่าสนใจก็คือ เราอาจใช้การตรวจเช่นนี้เปรียบเทียบตัวผู้ป่วยเอง ก่อนหลังการรักษาเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อีกด้วย ดังนี้คือ:

อาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
อาการลำไส้ระคายเคือง ท้องผูกสลับท้องเสีย
คนที่เป็นโรคท้องผูก
โรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ หอบหืด ลมพิษ ผื่นคัน
โรคภูมิเพี้ยน เช่น SLE รูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน
อาการปวดข้อชนิดต่างๆ รวมถึงคนที่ปวดเมื่อยตัวเรื้อรัง
โรคตับประเภทต่างๆ เช่น ไขมันพอกตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ
คนทั่วไปที่อยากจะรู้สภาวะในเลือดของตัวเองมีสิ่งตกค้างมากน้อยแค่ไหน

ทีนี้ต้องรู้อย่างหนึ่งว่า การตรวจชนิดนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน กล่าวคือ มันเป็นการตรวจเชิงคุณภาพ ไม่ได้นับเป็นจำนวนออกมา ดังนั้นการกราดกล้องจุลทรรศน์ไปบนแผ่นสไลด์นั้น ก็แล้วแต่ว่าจะมองไปตรงส่วนไหนของแผ่นสไลด์ เพราะสารตกค้างเหล่านี้กระจายตัวอยู่อย่างไม่สม่ำเสมอ ถ้าเทคนิเชียนคนตรวจมีใจเอนเอียง จะไปจ้องเอาแต่ตรงที่มีก้อนไขมันหรือโปรตีนตกค้างมาแสดงให้ดู ก็อาจรู้สึกว่ามีมาก ถ้าไปส่องเอาพื้นที่ๆมีปริมาณน้อย ก็อาจรู้สึกน้อย แม้ว่ากล้องตรวจอาจทันสมัยกระทั่งว่าสามารถพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์และถ่ายภาพเก็บเข้าไฟล์ได้เป็นอย่างดี

ประเด็นนี้ต้องหาวิธีประเมินที่เป็นกลางจึงจะใช้ได้ ผมได้เสนอกับดร.นิลวรรณ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการใช้ Dark Field ว่า "เพื่อให้ใช้ประเมินสภาพเลือดได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น ควรทำตารางบันทึกมาตรฐานขึ้นมา ให้เทคนิเชียนผู้ตรวจช่วยประเมินปริมาณของสารตกค้างแล้วให้เป็นตัวเลขคะแนนเอาไว้ เป็นสเกล +1 ถึง +4 เพื่อใช้เปรียบเทียบก่อนหลังการรักษา"

นี่คงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนา Dark Field ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

ปัญหาที่ผู้อ่านคงจะติดค้างในใจก็คือ ถ้าตรวจรู้ว่ามีสารตกค้างมากหรือน้อยแล้ว เพียงแต่รู้คงไม่มีประโยชน์ สำคัญอยู่ที่จะรักษาตัวเองอย่างไรเพื่อเคลียร์สารตกค้างเหล่านี้

ครับ...คำตอบคงต้องรอฉบับหน้า