|
ตรวจ
Dark field-ไขความลับสารตกค้างในเลือด (2)
 |
บทความจากมติชน |
ฉบับที่
1392 20-05- 50 |
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล |
ฉบับที่แล้วได้เล่าถึงการตรวจ
Dark Field เพื่อตรวจเชิงคุณภาพของสภาพเลือดในร่างกายเรา
นอกจาก Chylous ซึ่งเป็นอณูของไขมันที่ไม่สามารถย่อยสลายแล้ว
มันยังมีโอกาสจับเป็นก้อนของ Plaque ซึ่งมีแกนกลางเป็นไขมัน
แล้วมีโปรตีนกับเกล็ดเลือดไปพอกจับ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงในการอุดตันหลอดเลือด
นับจากหลอดเลือดเล็กๆ ไปจนถึงหลอดเลือดขนาดใหญ่ขึ้นตามขนาดของก้อน
Plaque ที่มีอยู่ในกระแสเลือดนั้น
นอกจากนี้แล้ว
ยังมีอาจพบสารตกค้างในรูปแบบอื่นๆ เมื่อเราตรวจเลือดด้วย
Dark Field ดังนี้:
Crystal
จะเห็นเป็นเกล็ดขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน รูปทรงไม่แน่นอน บ้างเป็นสีเหลือง
สีแดง หรือสีส้มอมน้ำตาล Crystal สีเหลืองเป็นโปรตีนตกค้างที่ลำไส้และตับไม่อาจสร้างน้ำย่อยมาย่อยสลายได้
แล้วโปรตีนเหล่านี้ถูกคว้าจับเข้าไปสู่ร่างกายทั้งยวงโดยเซลล์เยื่อบุลำไส้
แล้วไปจับเป็นเกล็ดอยู่ในกระแสเลือด จะพบในคนที่มีประวัติท้องผูก
หรือในคนที่มีนิสัยกินเนื้อสัตว์เยอะ และไม่ค่อยกินผัก
เมื่อ Crystal
ของโปรตีนล่องลอยอยู่ในเลือด ก็เป็นตัวยั่วเย้าให้ภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนอง
ทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานไวเกิน เกิดโรคภูมิแพ้ หรือภูมิเพี้ยนเช่น
รูมาตอยด์ SLE ได้เช่นเดียวกับการมีปฏิกิริยาตอบโต้กับ
Plaque ยังอาจพบร่วมกับคนที่เป็นโรคเก๊าต์ หรือโรคข้ออักเสบแบบอื่นๆ
ถ้าเป็น
Crystal สีแดง มักแสดงถึงมลภาวะจากอากาศ ถ้าเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลก็อาจเป็นการสะสมของสารโลหะหนัก
Spicules
อย่าคิดว่าคนที่กินเนื้อและไขมันเยอะเท่านั้นที่จะพบสารตกค้างในกระแสเลือด
คนอีกพวกหนึ่งที่กินผักเยอะ แต่ระบบย่อยอาหารไม่ดี ก็จะพบสารตกค้างในกระแสเลือดได้เช่นกัน
คนพวกนี้จะสังเกตได้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่กินผักเยอะ ก็จะมีอาการท้องอืด
มีลมในท้องมาก นั่นแปลว่าร่างกายไม่ชินกับการสร้างเอนไซม์ย่อยเส้นใยของพืชผักนั่นเอง
สารตกค้างจากการกินผักเยอะ
จะอยู่ในรูปของ Spicules สารตกค้างชนิดนี้หน้าตาจะเป็นเส้นใยเล็กๆเป็นแฉกๆ
คล้ายเศษแก้วแตก ลอยอยู่ในเลือด ที่แท้เป็นพวก Fibrin
ที่ไม่ละลายน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าคนกินผักจะต้องพบ Spicules
ตกค้างเสมอไป ถ้าระบบลำไส้ของคนๆนั้นมีน้ำย่อยเพียงพอ
ก็จะสลายเส้นใยได้หมด น้ำย่อยหรือเอนไซม์ก็เป็นสารโปรตีน
นั่นแปลว่าการกินผักก็ต้องรู้จักกินปริมาณโปรตีนให้ได้เพียงพอด้วย
การย่อยสลายจะหมดจดและไม่เหลือสารตกค้างที่จะหลุดเข้าไปลอยในกระแสเลือด
Spicules
จะพบได้ในอีกบางกรณีเช่น คนที่กินยาเยอะ หรือดื่มแอลกอฮอล์
พวกนี้ก็อาจพบมีสารโครงสร้างดังกล่าวลอยอยู่ในเลือดได้เช่นกัน
ด้วยความสนใจในวิธีการตรวจนี้
ผมเริ่มทดสอบ Dark Field กับคนประเภทต่างๆ แล้วได้ข้อสังเกตใหม่ๆเกี่ยวกับสารตกค้างในเลือดกับอาการทางคลินิกของผู้ป่วยแต่ละประเภท
ก่อนอื่นผมลองให้สมาชิกที่ดูแลรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัดมาอย่างต่อเนื่อง
ลองตรวจ Dark Field ดู ในใจคิดว่า ภาพในเลือดของผู้ป่วยเหล่านี้คงไม่น่าดูสักเท่าไหร่
แต่ผลกลับสร้างความประหลาดใจให้ผมไม่น้อยเลย
นั่นคือ
เรากลับพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ควบคุมอาหารมาอย่างดีสัก
1-2 เดือน โดยกินข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ แต่ไม่ได้กินเนื้อสัตว์
หรือไขมัน ก็จะเห็นว่าภาพในเลือดของบุคคลเหล่านี้สะอาดสะอ้านมาก
จะไม่ค่อยมี Plaque หรือ Crystal ซึ่งเป็นสารตกค้างของไขมันและโปรตีน
ขณะเดียวกันเราก็มองหา
Spicules ในเลือดของผู้ป่วยเหล่านี้ว่ามีหรือไม่ เพราะสมมติฐานก็คือ
คนเหล่านี้กินผักเยอะ ถ้าได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ย่อมจะต้องมี
Spicules อยู่เยอะ แต่ถ้าเขากินผักแต่ได้โปรตีนเพียงพอ
ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เขาอาจได้จากข้าวกล้องและธัญพืชต่างๆ
ถ้าได้เพียงพอ ย่อมจะไม่ค่อยมี Spicules
ผลปรากฏว่า
ผู้ป่วยมะเร็งที่กินอาหารธรรมชาติบำบัดต้านมะเร็งอย่างค่อนข้างตรงกับแนวทางที่เรากำหนดไว้
ในน้ำเลือดก็ไม่พบ Spicules ตกค้างแต่อย่างใด ปรากฏการณ์เช่นนี้ยังอาจช่วยเป็นแนวทางกับเราได้ในการติดตามภาวะโภชนาการของผู้ป่วยได้อีกด้วย
"ไหนครับ
คุณหมอช่วยตรวจของผมบ้าง" ญาติของผู้ป่วยมะเร็งรายหนึ่งเมื่อเห็นเราตรวจ
Dark Field ให้กับญาติของตน ก็คิดอยากดูภาพเลือดของตนบ้าง
ซึ่งเราก็ตรวจให้
"โอ้โฮ
มากมาย...เยอะแยะเหมือนสวนสัตว์เลย" เจ้าตัวร้องด้วยความพิศวง
เพราะภาพเลือดของเขาปรากฏมีทั้ง Crystal และ Plaque เยอะแยะไปหมด
ก้อนใหญ่ก็มี ก้อนเล็กก็มี "เลือดของภรรยาผมยังสะอาดกว่าเลือดของผมอีก"
ครับ จากการสังเกตต่อมาอีกหลายๆราย
เปรียบเทียบเลือดของญาติผู้ป่วย กับเลือดของผู้ป่วยมะเร็งที่เราควบคุมอาหารมาระยะหนึ่ง
ก็พบว่าเลือดของญาติสกปรกกว่าเลือดผู้ป่วยมะเร็งด้วยซ้ำ
นั่นคงเป็นเพราะความประมาทของคนที่ยังไม่แสดงออกซึ่งโรคภัยไข้เจ็บประการใดประการหนึ่ง
ก็เลยกินอาหารแบบไม่ระวัง
ผมก็เลยเกิดข้อคิดขึ้นมาอีกว่า
การตรวจ Dark Field นี้ อาจใช้เป็นภาพสะท้อนให้กับบุคคลทั่วไป
ในการสร้างความระแวดระวังต่อสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง เป็นผลดีทางอ้อม
แต่ผลทางตรงที่น่าสนใจก็คือ
เราอาจใช้การตรวจเช่นนี้เปรียบเทียบตัวผู้ป่วยเอง ก่อนหลังการรักษาเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อีกด้วย
ดังนี้คือ:
อาการท้องอืดเฟ้อ
อาหารไม่ย่อย
อาการลำไส้ระคายเคือง
ท้องผูกสลับท้องเสีย
คนที่เป็นโรคท้องผูก
โรคภูมิแพ้
แพ้อากาศ หอบหืด ลมพิษ ผื่นคัน
โรคภูมิเพี้ยน
เช่น SLE รูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน
อาการปวดข้อชนิดต่างๆ
รวมถึงคนที่ปวดเมื่อยตัวเรื้อรัง
โรคตับประเภทต่างๆ
เช่น ไขมันพอกตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ
คนทั่วไปที่อยากจะรู้สภาวะในเลือดของตัวเองมีสิ่งตกค้างมากน้อยแค่ไหน
ทีนี้ต้องรู้อย่างหนึ่งว่า
การตรวจชนิดนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน กล่าวคือ มันเป็นการตรวจเชิงคุณภาพ
ไม่ได้นับเป็นจำนวนออกมา ดังนั้นการกราดกล้องจุลทรรศน์ไปบนแผ่นสไลด์นั้น
ก็แล้วแต่ว่าจะมองไปตรงส่วนไหนของแผ่นสไลด์ เพราะสารตกค้างเหล่านี้กระจายตัวอยู่อย่างไม่สม่ำเสมอ
ถ้าเทคนิเชียนคนตรวจมีใจเอนเอียง จะไปจ้องเอาแต่ตรงที่มีก้อนไขมันหรือโปรตีนตกค้างมาแสดงให้ดู
ก็อาจรู้สึกว่ามีมาก ถ้าไปส่องเอาพื้นที่ๆมีปริมาณน้อย
ก็อาจรู้สึกน้อย แม้ว่ากล้องตรวจอาจทันสมัยกระทั่งว่าสามารถพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์และถ่ายภาพเก็บเข้าไฟล์ได้เป็นอย่างดี
ประเด็นนี้ต้องหาวิธีประเมินที่เป็นกลางจึงจะใช้ได้
ผมได้เสนอกับดร.นิลวรรณ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการใช้ Dark
Field ว่า "เพื่อให้ใช้ประเมินสภาพเลือดได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น
ควรทำตารางบันทึกมาตรฐานขึ้นมา ให้เทคนิเชียนผู้ตรวจช่วยประเมินปริมาณของสารตกค้างแล้วให้เป็นตัวเลขคะแนนเอาไว้
เป็นสเกล +1 ถึง +4 เพื่อใช้เปรียบเทียบก่อนหลังการรักษา"
นี่คงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนา
Dark Field ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น
ปัญหาที่ผู้อ่านคงจะติดค้างในใจก็คือ
ถ้าตรวจรู้ว่ามีสารตกค้างมากหรือน้อยแล้ว เพียงแต่รู้คงไม่มีประโยชน์
สำคัญอยู่ที่จะรักษาตัวเองอย่างไรเพื่อเคลียร์สารตกค้างเหล่านี้
ครับ...คำตอบคงต้องรอฉบับหน้า
|