|
ตรวจ
dark field-ไขความลับสารตกค้างในเลือด (3)
 |
บทความจากมติชน |
ฉบับที่
1393, 27 เม.ย.50 |
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล |
"บทความในมติชนฯของนาย
เชื่อไหมว่ารุ่นพี่ๆที่เป็นแพทย์ก็ติดตามอ่านมาหลายปีแล้วนะ
แต่เขามีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า นายมักจะเขียนจากเรื่องประสบการณ์ของตนเอง
อาจเป็นสักหนึ่งหรือสองราย แล้วมาเล่าให้คนอ่าน มันก็น่าสนใจดีหรอกนะ
แต่จะใช้เป็นหลักฐานทางวิชาการได้ยังไง เพราะทางการแพทย์แล้ว
มันต้องมีการเก็บข้อมูลเป็นหลายสิบเคส มันจึงจะมีน้ำหนักทางวิชาการได้"
นี่เป็นเสียงคุยกันฉันท์เพื่อนในยามว่างเมื่อผมพบกับเพื่อนแพทย์รุ่นเดียวกัน
ซึ่งปัจจุบันเธอเป็นแพทย์ระดับบริหารที่โรงพยาบาลมหาราชฯ
"แต่จะบอกให้ว่า
ความรู้ธรรมชาติบำบัดที่นายเขียนมาหลายปี เราก็เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันเยอะ
เดี๋ยวนี้กินผัก กินข้าวกล้องกันทั้งครอบครัว ขาดอย่างเดียวไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
ทั้งที่รู้แต่เวลามันจำกัดน่ะ ก็บอกตรงๆว่า สุขภาพตอนนี้แข็งแรงกว่าเดิมเยอะ
ไม่งั้นคงรับงานบริหารหนักๆอย่างที่ทำอยู่ไม่ไหว"
เธอพูดเหมือนทั้งตบหัวและลูบหลัง
แต่นั่นก็เป็นเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้อ่านระดับใกล้ชิดที่ควรรับฟัง
ผมก็ได้แต่บอกเธอว่า "ถ้าจะเขียนบทความการแพทย์ลงในนิตยสารให้คนอ่าน
ก็คงต้องเห็นแก่คนหมู่มากซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ทำไงผมจะตอบโจทย์ของบรรณาธิการได้
คือทำให้เรื่องยากทางวิชาการกลายเป็นเรื่องง่ายๆ คนอ่านจะได้อ่านเข้าใจ
การจะอ้างสถิติหรืองานวิจัยก็คงต้องพอหอมปากหอมคอ ไม่งั้นคนอ่านจะเบื่อซะก่อน
"อีกอย่างหนึ่งน่ะ อยากจะให้เข้าใจธรรมชาติของศาสตร์ด้านการแพทย์แผนธรรมชาติซึ่งแตกต่างจากการแพทย์แบบแผน
กล่าวคือ ศาสตร์การแพทย์แผนธรรมชาติถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น
PhilosophyBased Medicine คือเกิดขึ้นจากการสังเกตสังกาผลการรักษาตัวเองอย่างง่ายๆ
จนกลายเป็นหลักคิด กลายเป็นศาสตร์การแพทย์ จากนั้นนำไปใช้ให้กว้างขวางขึ้น
สุดท้ายจึงทำวิจัยมารองรับ ส่วนการแพทย์แบบแผนถูกเรียกว่า
Scientific Based Medicine คือเริ่มต้นจากหลอดทดลอง ไปสู่หนูทดลอง
แล้วเป็นกลุ่มอาสาสมัครลองยา จากนั้นเข้าตลาดยา แล้วรอผลติดตามเป็นสิบๆปี
ให้คนใช้เป็นแสนเป็นล้านคน สุดท้ายบางทีพบว่าไม่ดีก็ถอนยานั้นออกจากตลาด
แล้วบอกว่า "ใครที่ใช้ไปแล้ว ก็ตัวใครตัวมันละกัน...(ฮา)"
ถ้าจะถามว่า
หนทางไหนถูกต้องกว่ากัน คงต้องบอกว่าต้องใช้อย่างผสมผสาน
ฝ่ายผมที่ทำงานด้านธรรมชาติบำบัดก็ยังคงใช้การสังเกต ได้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆก็เล่าสู่กันฟัง
ยกตัวอย่างเช่น ผมสังเกตว่าเจ้าหมามะปินที่แก่มากแล้ว
พอผมให้มันกินเซลล์บำบัด มันก็เกิดอาการเตะปี๊บดัง ผมคงไม่คาดหวังว่าจะเป็นน้ำหนักทางวิชาการ
แต่ก็คงเพิ่มรสชาติให้มติชนสุดสัปดาห์ได้บ้าง หรืออย่างกรณีรักษามะเร็งแบบผสมผสานแล้วพบหลายคนปรากฏผลดี
นั่นก็หวังเพื่อเสริมกำลังใจของชาวมะเร็งมิให้ท้อถอยต่อวิกฤติของชีวิต
แต่เบื้องหลังของสิ่งที่ผมศึกษาท่ามกลางกลางปฏิบัติไปนั้น
แท้จริงแล้วมันมีผลการวิจัยสนับสนุนอยู่ข้างหลังนานแล้ว
อย่างที่คุณหมอกำพล ศรีวัฒนกุลซึ่งศึกษาเรื่อง stem cell
ก็เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า เยอรมันเขาวิจัยเซลล์บำบัดจากสัตว์สู่คนมากว่า
40 ปี มีรายงานที่ทำไว้เยอะ เพียงแต่มันเป็นภาษาเยอรมัน
ซึ่งการแพทย์ของเราอิงฝ่ายอเมริกัน เลยไม่ค่อยได้ไปอ่านของเขา
ส่วนเรื่องรักษามะเร็งอย่างผสมผสานปัจจุบันนี้ก็เกิดเป็นกระแสอยู่ทั่วโลกแล้ว
กรณีตัวอย่างที่ผมหยิบยกขึ้นมาเนืองๆเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อยอดวิชาความรู้เหล่านั้น
ควรจะเรียกว่ากรณีศึกษา ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า การแพทย์แบบแผนจะ
Evidence Base ขนาดไหน แต่ก่อนที่จะเกิดงานวิจัยที่มีน้ำหนักขึ้น
ก็ยังคงต้องอาศัยการสังเกตอยู่ดีนั่นแหละ
ทีนี้ว่าถึงเรื่อง
Dark Field ผมก็ยังคงจะเล่าหลักการประกอบเรื่องราวประสบการณ์ให้อ่านกัน
ส่วนใครที่พิศวงงงงวยกับเรื่องนี้ ถ้าต้องการความรู้เพิ่มเติมก็เพิ่มเติมได้ในหลายเว็บไซต์
เช่น www.livebloodlabs.com หรือ www.geog.ucl.ac.uk และอื่นๆอีกมาก
การตรวจด้วย
Dark Field ยังสามารถดูคุณลักษณะของเม็ดเลือดแดง เพื่อบอกสภาวะร่างกายได้อีกหลายแบบ
ปกติเม็ดเลือดแดงที่ดีจะเป็นรูปกลมๆ กระจายสม่ำเสมออยู่ในเลือด
ถ้าตรวจเลือดแบบย้อมสีอย่างที่ทำในโรงพยาบาลเราอาจพบความผิดปกติเช่น
Microcyte
คือขนาดเล็กลง บอกถึงภาวะขาดเลือด
Macrocyte
คือขนาดใหญ่บอกภาวะขาดธาตุเหล็ก หรือกรดโฟลิก
Poikilocyte
คือภาวะเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย พบในโรคเลือด
แต่ถ้าดูด้วย
Dark Field ยังพบอีกหลายรูปลักษณ์ที่น่าสนใจ กล่าวคือ
Ecinocyte
เม็ดเลือดแดงเกิดภาวะเหี่ยวย่น มองดูเหมือนฝาจุกเป๊ปซี่
แสดงว่าผนังเซลล์ของเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย จึงไม่สามารถรักษาความเต่งตึงได้ตามปกติ
ผนังเซลล์ประกอบด้วยชั้นไขมันและโปรตีน แสดงว่าเกิดการออกซิไดซ์ที่ผนังนั้น
ที่สำคัญเกิดจากสารอนุมูลอิสระในร่างกายมีเยอะ ทำให้เซลล์ร่างกายถูกทำลาย
ซึ่งเซลล์ส่วนอื่นในร่างกายเรามองไม่เห็น แต่ส่วนที่มันทำลายมาถึงเม็ดเลือดแดงเรามองเห็นได้ด้วยการตรวจวิธีนี้
คนปกติอาจพบได้ไม่เกิน 1% ถ้าพบมากๆนั่นส่อแสดงว่าร่างกายกำลังขาดสาร
Anti-oxidant อย่างแสนสาหัส ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาหารซะโดยเร็ว
คนที่เป็นโรคไตก็อาจเห็นแบบนี้ได้
Target
cell มองเห็นเม็ดเลือดแดงเป็น 2 วงซ้อนกัน เหมือนเป้ากระสุน
จะพบในคนที่ขาดธาตุเหล็ก มีฮีโมโกลบินไม่เพียงพอ หรือเกิดจากภาวะเซื่องซึมหรือร่างกายกำลังอ่อนเพลีย
อย่างกรณีของผมซึ่งลองให้ตรวจครั้งแรก ก็เจอ Target Cell
เยอะเหมือนกัน
"เมื่อคืนนอนดึกหรือคะ"
เทคนิเชียนถามผม
"ทำไมรู้ล่ะ
"
ผมตอบ "ก็เมื่อคืนเป็น คืนแดงเดือด ผมนั่งดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
ดึกไปหน่อย"
คืนนั้นผมลองนอนเยอะๆ
รุ่งขึ้นไปตรวจใหม่ เที่ยวนี้เจ้าเป้ากระสุนเหล่านั้นเหลืออยู่น้อยมาก
วงการ dark field
บอกว่าเราอาจพบเซลล์แบบนี้ได้ในคนที่ตับทำงานหนักหรือมีปัญหาของระบบน้ำดี
ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถขนสิ่งออกซิเจนและมีสมรรถภาพลดลง

Ovalocyte
เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เป็นรูปไข่ เกิดจากสภาวะขาดธาตุเหล็กและบี
12 แสดงถึงการทำงานหนักของการดูดซึมอาหารและต่อมไร้ท่อ
เรามักพบในหญิงมีครรภ์ ในวันมีประจำเดือน ในหญิงหมดประจำเดือน
คนที่ใช้ยาคุมกำเนิด หรือในชายที่กำลังมีปัญหาต่อมลูกหมาก
Rouleau
เป็นการเรียงตัวของเม็ดเลือดแดงที่ติดกันเป็นสาย เหมือนเหรียญสตางค์แดงที่ถูกร้อยไว้ด้วยเชือกเป็นพวงเดียวกัน
ถ้าเห็นแบบนี้ถ้าไม่ใช่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคละก็
มันบ่งบอกถึงความหนืดตัวของผนังเม็ดเลือดแดง อาจเกิดจากความเครียดของร่างกายและจิตใจ
การมีภาวะการณ์นี้ของเม็ดเลือดแดงย่อมทำให้ลำเลียงออกซิเจนได้ไม่ดี
คนๆนั้นอาจมีอาการเมื่อยล้า อ่อนแรง รวมถึงการย่อยอาหารไม่ดี
และอาจบวมน้ำอีกด้วย ส่วนใหญ่คนที่มีปัญหาการย่อยโปรตีนมักจะพบลักษณะนี้

ก็เป็นความรู้ใหม่ที่แตกต่างจากสมัยเรียนอยู่ในโรงเรียนแพทย์ตั้งเยอะ
เมื่อติดตามต่อไปด้วยการบำบัดด้วยอาหารและพฤติกรรมจะพบว่า
ภาพผิดปกติของเลือดเหล่านี้หายไป
|