บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 

เคล็ดเดินเที่ยวให้ได้ไกล

กองบรรณาธิการ

เดี๋ยวนี้มีการจัดงานแฟร์ตามสถานที่ต่างๆ มากมาย จัดแต่ละครั้งให้มันใหญ่มันโต เอาชนิดที่เรียกว่าเดินกันให้เมื่อยไปเลย หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้า เดี๋ยวนี้เขาก็สร้างกันใหญ่มากขึ้นๆ อย่างเซ็นทรัลเวิล์ดและสยามพารากอนเนี่ย เรียกว่าแค่เดินดูของก็เมื่อยแทนแล้วครับ

ก็เลยมีคำถามถามกันมาว่า แล้วหมอมีเทคนิคอะไรหรือไม่ที่ช่วยให้เดินได้นานๆ หน่อย เมื่อยช้าๆ หน่อย จะได้เอาไปใช้ หมอเก็บไปนั่งคิดไปคิดมาก็ว่าวิธีการก็พอมีอยู่ เลยจะเอามาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ก็คือ อาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบก็คือ เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ปัจจัยที่สำคัญก็คือ การใช้งานมัดกล้ามเนื้อซ้ำๆ ทำให้กล้ามเนื้อต้องใช้พลังงานอย่างมาก ซึ่งตามปกติแหล่งพลังงานที่กล้ามเนื้อจะใช้ก็คือ สารโมเลกุลแป้งที่เรียกว่า กลัยโคเจน (Glycogen) และผลพวงจากการใช้กลัยโคเจนมากๆ ก็จะทำให้เกิดกรดแล็กติก (Lactic) ตามมา กรดแลคติคที่สะสมมากๆ เข้าจะเป็นตัวทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้ ถ้าสะสมมากเกินไปกล้ามเนื้อก็จะเกิดอาการหดเกร็งกลายเป็นตะคริวขึ้น

ปัจจัยที่ 2 ของการเกิดกรดแล็กติกก็คือ การใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป อย่างที่เราทราบกันดีว่าคนเราต้องหายใจ ประการหนึ่งก็เพื่อนำเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และออกซิเจนนี้จะไปร่วมในปฏิกิริยาการเผาผลาญพลังงานในระดับเซลล์ เกิดเป็นพลังงานขึ้น เราเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่ากระบวนการใช้พลังงานแบบแอโรบิก (Aerobic) ผลพวงที่เกิดขึ้นสุดท้ายคือน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เชื้อเพลิงที่ใช้ในกระบวนการนี้หลักๆ ก็คือ น้ำตาล กลัยโคเจน และไขมัน เป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ถ้าการออกกำลังของกล้ามเนื้อมัดหนึ่งๆ มากเกินไปกว่าที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงได้ทัน พูดง่ายๆ คือ ส่งเลือดไปเลี้ยงไม่ทัน แทนที่กล้ามเนื้อจะใช้กระบวนการเผาผลาญแบบแอโรบิกที่ต้องใช้ออกซิเจน กล้ามเนื้อจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานแบบแอนแอโรบิก (Anaerobic) ที่ไม่ต้องใช้ออกซิเจนแทน แต่ใช้กลัยโคเจนเป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยยอมให้มีการสะสมของกลัยโคเจนในมัดกล้ามเนื้อเป็นปริมาณที่มากขึ้นชั่วคราว

หลังจากที่ผ่านช่วงที่ออกกำลังกายอย่างหนักไปแล้ว พอกล้ามเนื้อได้พัก ร่างกายจะมีกลไกการนำเอาออกซิเจนเข้าไปกำจัดกลัยโคเจนที่คั่งค้างอยู่ก่อนหน้านี้เป็นการทดแทน เราเรียกกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่า เกิดการติดหนี้อ๊อกซิเจน (Oxygen dept) ขึ้น เพราะเหมือนว่าร่างกายจะหยิบยืมพลังงานที่ขาดไปก่อนมาจากกรดแล็กติก แล้วพอมีพลังงานจากออกซิเจนตามมาทีหลังค่อยเอาไปใช้ให้กรดแล็กติกอีกที

ดังนั้น ถ้าเราสามารถปรับตัวให้ร่างกายสูบฉีดออกซิเจนผ่านกระแสเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น โอกาสที่กล้ามเนื้อของเราจะติดหนี้ออกซิเจนในระหว่างการใช้งานก็จะน้อยลง โอกาสที่จะเกิดกรดแล็กติกคั่งในมัดกล้ามเนื้อก็จะน้อยลง ผลที่ได้ก็คือ อาการเมื่อยล้าก็จะเกิดขึ้นได้ช้ากว่า

ปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยขึ้นก็คือภาวะคั่งของน้ำเหลืองที่ไหลกลับจากขาของเราขึ้นมา ต้องทราบว่าน้ำเหลืองที่ขาจะไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเท้าเพื่อกลับไปสู่หัวใจเสมอ ซึ่งทิศทางการไหลนี้จะต้องสวนทางกับแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้เมื่อเราเดินหรือยืนไปนานๆ น้ำเหลืองบางส่วนก็จะคั่งอยู่ส่วนล่าง เกิดเป็นอาการเมื่อยขึ้นมา

ปัจจัยสุดท้ายที่อาจจะทำให้เรารู้สึกเมื่อยได้ก็คือ การหดเกร็งของกล้ามเนื้อมัดที่ใช้งานอยู่ เพราะว่าเวลาที่กล้ามเนื้อหดเกร็ง มัดกล้ามเนื้อจะโป่งพองออก การโป่งพองออกนี้จะไปกดเบียดไม่ให้การไหลเวียนของเลือดใหม่ๆ มาเลี้ยงกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้เต็มที่ เกิดเป็นภาวะขาดเลือดหน่อยๆ และมีอาการปวดตามมาได้

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็พอจะมีวิธีช่วยให้เดินได้นานๆ โดยไม่เมื่อยได้ง่ายนักดังนี้คือ

1. หัดซ้อมเดินไว้ล่วงหน้า โดยมีข้อแม้ว่าการเดินนั้นจะต้องเป็นการเดินแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) นั่นคือ เดินเร็วๆ พอให้หัวใจเต้นเร็วเต้นแรงขึ้น เดินนานครั้งละ 20-30 นาที และซ้อมเดินอย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง โดยจะต้องซ้อมก่อนที่จะไปเดินกันจริงๆ จังๆ สัก 6-8 สัปดาห์ เหตุผลก็คือ การออกกำลังกายกล้ามเนื้อใดๆ ก็ตามแบบแอโรบิกเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์จะทำให้เกิด Late Cardiovascular Response ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจและปอดแข็งแรงขึ้น สูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น และทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงมัดกล้ามเนื้อ( ซึ่งในที่นี้คือกล้ามเนื้อต้นขาและน่อง)มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้การขนส่งออกซิเจนไปยังมัดกล้ามเนื้อทำได้ดีขึ้น โอกาสที่จะเกิดการติดหนี้ออกซิเจนในการเดินชมสวนแบบธรรมดาๆ น้อยลง คุณก็จะเดินได้นานขึ้นโดยไม่เมื่อยง่ายๆ

2. การเดินในวันงานนั้นให้เดินไม่เร็วจนเกินไป และมีช่วงวอร์มอัพสัก 15 นาทีก่อน ทั้งนี้เพราะในช่วง 15 นาทีแรกของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อจะใช้วิธีการเผาผลาญพลังงานแบบแอโรบิกเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเราเริ่มเดินปุ๊บแล้วโหมเดินเร็วๆ ทันทีจะเกิดกรดแล็กติกจำนวนมหาศาลในมัดกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการเมื่อยได้เร็วกว่า แต่ถ้าช่วงแรกๆ เราเดินช้าๆ เป็นการวอร์มอัพจนกล้ามเนื้อเริ่มเปลี่ยนมาใช้พลังงานแบบแอโรบิกแล้ว ในตอนนั้นกล้ามเนื้อจะใช้แหล่งพลังงานที่หลากหลายทั้ง น้ำตาลในเลือด ทั้งกลัยโคเจน ทั้งไขมัน ทำให้อัตราการเกิดของกรดแล็กติกน้อยกว่า อาการเมื่อยก็จะน้อยกว่าด้วย ส่วนการเดินที่ไม่เร็วจนเกินไปก็เพื่อไม่ให้เกิดภาวะติดหนี้ออกซิเจนนั่นเอง ทีนี้จะเดินได้เร็วแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะครับว่าก่อนหน้านี้ซ้อมเดินมามากน้อยแค่ไหนกัน ถ้าซ้อมเดินมามาก คุณก็สามารถเดินเร็วๆ ได้โดยที่ไม่เมื่อย แต่ถ้าซ้อมมาน้อย แล้วพยายามเดินให้เร็วเท่าคนที่ซ้อมมามาก คุณก็จะปวดเมื่อยได้เร็วกว่า

3. ในระหว่างที่เดินติดต่อกันหลายๆ ชั่วโมงนั้น กล้ามเนื้อขาจะหดเกร็งอยู่เกือบตลอดเวลา ทำให้เลือดไปเลี้ยงมัดกล้ามเนื้อได้ไม่เต็มที่ เกิดกรดแล็กติกโดยไม่จำเป็น ข้อแนะนำของหมอก็คือ ให้พักและยืดมัดกล้ามเนื้อขาเป็นระยะ เช่นพอเดินไปได้สัก ? ชั่วโมงก็ให้หยุด แล้วยืดกล้ามเนื้อส่วนน่องโดยใช้ปลายเท้าวางไว้บนสันทาง หรือขอบบันไดแล้วกดส้นเท้าลงให้ส้นเท้าต่ำกว่าปลายเท้า (ท่ากระดกปลายเท้าขึ้น) ค้างไว้นับ 1-10 แล้วคลายออก ทำซ้ำสัก 2-3 ครั้ง ก่อนที่จะเดินต่อไป การทำเช่นนี้คือ การยืดกล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemious) ให้คลายเส้นออก ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อน่องดีขึ้น อาการปวดน่องก็จะดีขึ้นไปด้วย

4. ก่อนวันที่จะต้องไปเดินสัก 1 วันให้ลดปริมาณอาหารที่เป็นโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ลง เน้นการกินผักผลไม้โดยเฉพาะผลไม้สดมากขึ้น เพราะการทำดังกล่าวจะช่วยทำให้เลือดมีสภาวะเป็นด่างมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อทนต่อสภาวการคั่งของกรดแล็กติกได้ดีขึ้น

5. หลังวันที่เดินมาอย่างยาวนาน ถ้าได้รับการนวดไล่น้ำเหลืองที่ขา จะใช้คนนวดก็ได้ หรือที่บัลวีเรามีเครื่องนวดไล่น้ำเหลือง ก็จะช่วยลดอาการเมื่อยได้เป็นอย่างดี เท่านี้ก็พร้อมที่จะเดินต่อวันถัดไปแล้ว

6. คนที่ฝึกลมปราณเช่น ชี่กง โยคะ เป็นประจำ คนพวกนี้จะได้เปรียบกว่าคนอื่น เพราะได้ฝึกการหายใจที่มีประสิทธิภาพ หายใจ 1 ครั้งสามารถรับออกซิเจนได้เต็มปอดมากกว่าคนทั่วไป คนพวกนี้เวลาออกกำลังกายหรือทำอะไรจะไม่ปวดเมื่อยง่ายๆ

เทคนิคทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคที่ท่านสามารถนำไปใช้ในการเดินทางไกลๆ หรือเดินเที่ยวงานแฟร์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ลองทำดูนะครับ