Cell-freguency
Medicine
 |
บทความจากมติชน |
ฉบับที่
1397 25-05- 50 |
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล |
ความรู้ธรรมชาติบำบัดก้าวไปไม่หยุดยั้ง
ใครที่ตามอ่านคอลัมน์นี้มา 4 ฉบับหลังคงสังเกตได้ว่า ผมเริ่มเสนอกระบวนท่าใหม่
ๆ ของธรรมชาติบำบัดที่ไม่ใช่เรื่องกินผักกินหญ้าอย่างธรรมดาสามัญอีกต่อไป
แต่เริ่มมีเรื่องราวของเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น
มาคลี่คลายขยายความเข้าใจเรื่องกลไกธรรมชาติภายในตัวเราเอง
เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์การตรวจเลือดที่เรียกว่า การตรวจ Dark
field ซึ่งช่วยเราทราบข้อมูลเชิงคุณภาพของสิ่งที่มีอยู่ในเลือดของเรา
ต่อไปนี้
ผมจะนำผู้อ่านไปรู้จักศาสตร์ความรู้สาขาใหม่ทางธรรมชาติบำบัด
ที่เรียกว่า Cell-frequency Medicine ซึ่งผมยังหาคำแปลที่เป็นภาษาไทยให้ถูกใจไม่ได้
จึงยืมใช้คำภาษาอังกฤษไปพลางๆก่อน เอาไว้เมื่อความเข้าใจของผู้อ่านที่เป็น
"คอธรรมชาติบำบัด" มีอันตกผลึกกันมากกว่านี้แล้ว เราค่อยหาคำที่เหมาะสมสำหรับศาสตร์ความรู้ใหม่เรื่องนี้กันต่อไป
ศาสตร์ที่เรียกว่า
Cell-frequency Medicine นี้มีทั้งหลักทฤษฎีพื้นฐาน ที่ประมวลมาจากความเข้าใจเชิงสรีรวิทยาของเซลล์
ผสานเข้ากับความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ควอนตัม และความรู้ทางกลศาสตร์ชีวภาพ
(bio-mechanics)
ไม่แต่เพียงมีหลักทฤษฎีพื้นฐานเท่านั้น
แต่ศาสตร์นี้ยังแตกแขนงสู่ภาคปฏิบัติในการบำบัดรักษาผู้ป่วยได้ด้วยเครื่องมือเครื่องไม้สมัยใหม่อีกมากมายหลายเครื่อง
บางเครื่องเราเคยเห็นในบ้านเรา บางเครื่องเรายังไม่เคยเห็น
แต่มีใช้กันมาพอสมควรที่เมืองนอก โดยเฉพาะสถาบันธรรมชาติบำบัดในภาคพื้นยุโรป
เครื่องมือเหล่านี้มีมากมาย เช่น:
-เครื่อง
Airnergy ซึ่งให้ออกซิเจนจากอากาศในรูปของอนุภาคเชิงเดี่ยว
-เครื่องปรับสภาพออร่าด้วยสนามแม่เหล็ก
-เครื่องกระตุ้นเชิงกล
3 มิติ
-เครื่องกระตุ้นภูมิต้านทานด้วยภาวะไข้เทียม
เอาละ...เราจะเริ่มต้นกันที่ภาคทฤษฎีเสียก่อน
ก่อนอื่นผู้อ่านคงจำคำขวัญที่เราท่องกันขึ้นใจมาตั้งแต่สมัยเรียนสุขศึกษาชั้นประถมที่ว่า
"กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ร่างกายก็แข็งแรง" เราต่างท่องจำกันไปเป็นนกแก้วนกขุนทอง
แล้วพลอยทำให้เราเชื่อกันไปเช่นนั้น จนบางทีเราก็ลืมฉุกคิดกันว่า
"ทำไมแม่ของเราก็กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ยังเป็นโรคเบาหวานได้
และทำไมลุงข้างบ้านเรา กินอาหารครบ 5 หมู่เหมือนกัน แต่เกิดป่วยเป็นโรคมะเร็งขึ้นได้"
นั่นแสดงว่าคำขวัญ
"กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ร่างกายก็แข็งแรง" อาจจะไม่เป็นความจริงไปซะแล้ว
ตรงนี้เอง
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในสหรัฐอเมริกาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่โต
โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการที่ค้นคว้าเรื่องสารแอนติออกซิแดนต์
เริ่มจากสถาบันไลนัสพอลลิ่ง ซึ่งเจริญตามแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง
ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง พวกเขาเน้นหนักเรื่องสารอาหารที่เข้าไปช่วยจรรโลงสุขภาพร่างกาย
โดยเริ่มต้นความสนใจที่วิตามินซี แล้วขยายไปสู่สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ
ไล่เลียงไปจนถึงสารกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า สารผัก(Phyto-Nutrient)
ซึ่งเป็นสารกลุ่มใหญ่ที่อยู่นอกเหนืออาหาร 5 หมู่ แต่กลับมีความสำคัญที่จะจรรโลงสุขภาพของคนยุคใหม่ให้แข็งแรง
และนักวิชาการคนเด่นๆเช่น ดร.เจฟฟรี บรานด์ ก็เปิดประเด็นใหม่ในเรื่องสุขภาพที่ดี
ดังคำปาฐกถาของเขาในประเทศไทยต่อหน้าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เป็นจำนวนมากเมื่อสัก
8 ปีก่อนที่ว่า
"ขอโทษเถอะครับ
ถ้าผมจำต้องเรียนให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายได้ทราบว่า ณ วันนี้ที่อเมริกา
การดำเนินไปสู่หนทางสุขภาพที่ดีนั้น เราไม่พูดกันถึงคำว่า
อาหาร 5 หมู่กันอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า
อาหารจรรโลงสุขภาพ (Functional Food)" (กันยายน 1999)
แล้วดร.เจฟฟรีก็บรรยายต่ออีกมากมายว่าด้วยบทบาทของสารผักในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
นับเป็นเวลา
8 ปีให้หลังนี้เอง อาหารจรรโลงสุขภาพขึ้นสู่กระแสสูง เหตุเพราะแนวคิดนี้ได้กลายเป็นทฤษฎีพื้นฐานของธุรกิจสารเสริมสุขภาพนับพันนับหมื่นชนิดที่ถาโถมสู่ตลาดผู้บริโภคที่รักสุขภาพ
ซึ่งต่างเลิกเชื่อเรื่อง "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ร่างกายก็แข็งแรง"
อีกต่อไป
อย่างไรก็ดี
ด้วยการติดตามพัฒนาการของยุคแห่งอาหารจรรโลงสุขภาพ ผมเริ่มจะเห็นว่ามันกำลังก้าวเข้าสู่จุดอิ่มตัว
เหตุเพราะอาหารจรรโลงสุขภาพก็มัวแต่เน้นในเชิงสสารวัตถุมากจนเกินไป
แต่ขาดมิติในเชิงคลื่นพลังที่น่าจะมีบทบาทต่อสุขภาพอีกกว่าครึ่ง
ซึ่งอาหารจรรโลงสุขภาพครอบคลุมเข้าไปไม่ถึง
ตรงนี้เอง
ผมกลับเห็นว่าศาสตร์ที่เรียกว่า Cell-frequency Medicine
กำลังจะก้าวเข้ามาทดแทน เพราะมันครอบคลุมกว้างขวางกว่า
ทั้งในเชิงกายเนื้อและคลื่นพลัง และเป็นกระบวนการบำบัดโดยมืออาชีพ
อาจเป็นแพทย์ธรรมชาติบำบัดหรือนักบำบัดในสาขานั้นๆโดยเฉพาะที่มีความชำนาญในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือของ
Cell-frequency Medicine
Cell-frequency
Medicine เริ่มต้นจากทฤษฎีที่ว่า:
สุขภาพที่ดี
หมายถึงสภาพโดยองค์รวมของแต่ละเซลล์ที่ทำงานของมันอย่างมีประสิทธิภาพ
และเนื่องจากเซลล์มิได้ประกอบขึ้นด้วยโมเลกุลของมวลสารแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ยังมีคลื่นพลังงานที่แน่นอนเป็นองค์ประกอบสำคัญด้วย
เพื่อให้เซลล์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเซลล์แต่ละเซลล์จึงจำเป็นต้องได้รับทั้งสารอาหารที่ดีมาหล่อเลี้ยง
มีการส่งผ่านสารที่ดีเข้านั้นเข้าสู่เซลล์ ซึ่งแปลว่าเซลล์ต้องได้รับทั้งสารอาหารและมีการหายใจในระดับเซลล์ที่ดีด้วย
ผลพวงสุดท้ายที่ปรากฏแก่เซลล์ก็คือ เซลล์นั้นๆจะได้รับพลังงาน(หรือคลื่นความถี่)ที่เหมาะสมอันอำนวยต่อชีวิต
การบำบัดโรคในเชิง
Cell-frequency Medicine มุ่งประเด็นที่การอำนวยให้เซลล์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
และปรับเมตาโบลิสม์ของเซลล์ให้เป็นปกติ ซึ่งประกอบด้วย
3 ขั้นตอน
1.กลไกการหมุนเวียนสารอาหารและพลังงาน
อาหารและพลังงานล้วนส่งผ่านสู่เซลล์ด้วยระบบหมุนเวียนเลือด
พร้อมกันนั้นสารเสียจากเมตาโบลิสม์ของเซลล์ก็ต้องถูกลำเลียงออกจากเซลล์โดยเลือดและระบบน้ำเหลือง
(คือกระบวนการล้างพิษนั่นเอง)
ข้อเท็จจริงที่คนเราส่วนใหญ่ยังไม่รู้ก็คือ
การหมุนเวียนเลือดเพื่อส่งผ่านสารอาหาร พลังงาน และขจัดสารเสียนั้น
เป็นผลจากการปั๊มเลือดของหัวใจเพียง 10% เท่านั้น แต่นอกนั้นอีก
90% มาจากการปั๊มเลือดของกล้ามเนื้อ ทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อจะอำนวยแก่การหมุนเวียนอาหาร
พลังงาน และสารเสียอยู่ตลอดเวลา
ใครก็ตามที่การปั๊มเลือดของระบบกล้ามเนื้อบกพร่องไป
เช่น การเอาแต่นั่งๆนอนๆไม่ค่อยเคลื่อนไหวออกกำลังกาย
หรือนั่งทำงานอยู่อย่างซ้ำซากจำเจในอิริยาบถเดิมโดยตลอด
หรือมีเหตุอื่นใดที่กล้ามเนื้อไม่ได้รับการกระตุ้นเช่น
เป็นอัมพาต ผลพวงที่ตามมาก็คือ กลไกการหมุนเวียนเสียไป
ก็เป็นผลให้คนๆนั้นเกิดการเจ็บป่วย
ด้วยเหตุฉะนี้
ถ้าเรามัวแต่สนใจในด้านเดียวคือ อาหารจรรโลงสุขภาพ แต่ลืมเสียสนิทเรื่องกลไกการหมุนเวียนสารอาหารและพลังงาน
แม้ร่างกายได้อาหารดีๆเข้าไปแต่ก็ส่งไปสู่เซลล์ไม่ได้
จึงเกิดโรคหลายอย่างเช่น
-อาการกล้ามเนื้อเกร็งตัวเรื้อรัง
ชามือเท้า มึนหัว บางคนเป็นมากเหมือนกับว่า ชาไปตลอดครึ่งซีกจากต้นคอ
ไปท่อนแขน ตลอดแนวสันหลัง ไปถึงท่อนขาและปลายเท้า ซึ่งปัจจุบันพบบ่อยขึ้นมาก
-โรคข้ออักเสบ
ข้อเสื่อม รูมาตอยด์
-นอนไม่หลับ
หม่นหมอง ซึมเศร้า
-อาการวัยทองเร็วกว่าปกติทั้งหญิงและชาย
ฯลฯ
กล่าวกันว่า
Cell-frequency Medicine กำลังให้คำตอบที่ดีสำหรับแก้ไขปัญหากลุ่มนี้
ชักจะน่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ
รออ่านต่อฉบับหน้า
|