ประโยชน์ของ hyperthermia
ปัญหาในการรักษามะเร็งแต่ไหนแต่ไรมาก็คือ
ทำอย่างไรจะทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างเฉพาะเจาะจงโดยไม่ทำร้ายเซลล์ปกติ
เซลล์มะเร็งมีความแตกต่างจากเซลล์ปกติ เนื่องจากธรรมชาติของมะเร็งมันจะซ่อนความแตกต่างของมันไว้ทำให้ระบบภูมิต้านทานของเราตรวจจับไม่ได้
ขณะเดียวกันเคมีหรือรังสีก็ทำลายเซลล์อย่างไม่จำเพาะเจาะจง
พลอยทำให้เซลล์ปกติแย่ไปด้วย แต่ข้อแตกต่างประการหนึ่งก็คือ
เซลล์มะเร็งทนร้อนได้น้อยกว่าเซลล์ปกติ ดังนั้นการใช้ความร้อนจึงมีความจำเพาะในการทำลายเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี
การใช้ความร้อนระดับสูงสามารถใช้รักษาเดี่ยวๆก็ได้
หรือร่วมรักษากับรังสีและเคมีบำบัด งานวิจัยรักษามะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลองชิ้นหนึ่ง
พบว่ารังสีไม่มีผลรักษา ขณะที่ความร้อนอย่างเดียวเกิดผล
22 % แต่เมื่อใช้ประกอบกันได้ผลถึง 77% เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีวิจัยทางคลินิกในการรักษาผู้ป่วย
ก็พบผลอย่างเดียวกันว่า มะเร็งที่รักษาด้วยรังสีอย่างเดียวได้ผลในการรักษาน้อยกว่าการใช้รังสีร่วมกับการใช้ความร้อน
น่าเสียดายที่ว่า
ในอดีตที่ผ่านมาผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยความร้อนมักจะเป็นกลุ่มที่รักษาด้วยเคมีและรังสีมาอย่างโชกโชนและล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น
กระนั้นก็ตามปรากฏว่าเมื่อรักษาด้วยความร้อน ก็เป็นผลทำให้เนื้อเยื่อมะเร็งพร้อมแก่การใช้รังสีรอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เกิดการตอบสนองต่อรังสีรักษารอบใหม่ถึง 93% งานวิจัยยังพบอีกว่าเมื่อรักษาด้วยความร้อนแล้ว
การฉายรังสีใหม่ด้วยโด๊สต่ำๆ มะเร็งก็ตอบสนองได้ดีต่อรังสี
แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยล้มเหลวมาแล้วจากการใช้รังสีโด๊สสูงๆก็ตาม
ประโยชน์ที่ค้นพบอีกประการหนึ่งก็คือ
ถ้ารักษาด้วยความร้อนแบบทั่วทั้งตัว (Systemic Hyperthermia)
ผลของความร้อนก็สามารถป้องกันภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากการฉายรังสีได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
มีการทดลองในหนูพบว่า เกล็ดเลือดสามารถเพิ่มจำนวนกลับขึ้นมาได้ภายในเวลา
8 วันหลังจากเริ่มให้ความร้อนรักษา คำอธิบายในเรื่องอยู่ที่ว่าความร้อนไปกระตุ้นฮอร์โมนที่เพิ่มการสร้างเกล็ดเลือด
(Platelets Stimulating Hormonal Factors) นั่นเอง
การใช้ความร้อนรักษายังช่วยบทบาทการฉายรังสีแบบทั่วร่างกายในผู้ป่วยที่กำลังจะรับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกอีกด้วย
ด้านหนึ่งคือความร้อนเพิ่มอัตราการทำลายเซลล์มะเร็ง อีกด้านหนึ่งความร้อนก็ช่วยลดการทำลายเซลล์ดีจากรังสีบำบัด
ได้มีการทดลองใช้การรักษาด้วยความร้อนร่วมในการปลูกถ่ายไขกระดูกแล้วพบว่า
ความร้อนช่วยให้เซลล์ใหม่ปลูกฝังในไขกระดูกได้ดียิ่งขึ้น
พบระดับของอินเตอร์ลิวคิน3 (IL3) มากขึ้นถึง 15 เท่าตัว
Hyperthermia เกิดผลได้อย่างไร?
การรักษาด้วยความร้อนเกิดผลในการรักษามะเร็งในหลายทางคือ
1. ความร้อนทำให้เซลล์มะเร็งตายไปเอง
(Apoptosis) โดยความร้อนไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ โครงคร่าวของเซลล์
(Cytoskeleton) ทั้งทำให้นิวเคลียสของเซลล์มะเร็งเสียการทำงานไป
ทั้งยังทำให้การหมุนเวียนน้ำของเซลล์เสียไปอีกด้วย เมื่อร้อนถึง
41? C เซลล์มะเร็งจะเกิดสภาพเป็นกรด ทำให้เซลล์เหล่านั้นดำรงชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้
และไม่อาจฝังตัวอีกต่อไปได้ในเนื้อเยื่อของร่างกาย
2. ความร้อนระดับสูงกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย
ทั้งนี้โดยความร้อนทำให้เกิดการสร้างสาร อัลฟาอินเตอร์เฟียรอน
และเพิ่มความเข้มแข็งในการตรวจตราสิ่งแปลกปลอมของเซลล์ภูมิต้านทาน
ทั้งยังเพิ่มการหลั่งสารจากลัยโซโซมซึ่งข้างในบรรจุเอนไซม์ที่ย่อยสลายเซลล์เสียเซลล์ตายให้มลายไป
3. ก้อนมะเร็งมีเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยง
2 ระบบ หนึ่งคือเส้นเลือดโดยรอบซึ่งยังปกติอยู่ พอได้รับความร้อนก็ขยายตัว
ส่งเลือดไปยังก้อนมะเร็งเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีเส้นเลือดภายในก้อนมะเร็งซึ่งคดเคี้ยวไปมาอยู่ข้างใน
เส้นเลือดเหล่านี้อยู่ในระหว่างกลางก้อน มันขยายตัวได้ลำบากและกระจายความร้อนออกไปจากเส้นเลือดได้ยากอีกด้วย
เมื่อเทียบกับเนื้อเยื่อปกติ ดังนั้นเมื่อทำการรักษาด้วยความร้อนระดับสูง
มะเร็งทั้งก้อนจึงระอุด้วยความร้อนจากเส้นเลือดทั้งสองระบบนี้
ทำให้มันร้อนจนกระทั่งส่วนต่างๆของมันทำงานผิดปกติ เกิดการตายของเซลล์มะเร็งไปในที่สุด
ขณะที่เซลล์ธรรมดาปลอดภัยเพราะมีระบบกระจายความร้อนที่ดีกว่า
4. เซลล์มะเร็งยังตกอยู่ในสภาพขาดออกซิเจนกว่าเซลล์ปกติอีกด้วย
เนื่องจากการแข่งขันกันโตภายในก้อนมะเร็ง เซลล์มะเร็งส่วนนอกเท่านั้นที่จะได้รับออกซิเจน
ขณะที่เซลล์ตรงกลางๆตกอยู่ในสภาพขาดแคลนออกซิเจนอย่างหนัก
เซลล์ส่วนข้างในเหล่านี้แม้จะทนต่อการฉายแสง แต่จะถูกทำลายเมื่อได้รับความร้อนสูงๆ
ดังนั้นวิธีนี้จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีร่วมรักษากับการฉายรังสีได้ดีมาก
รังสีจะทำลายเซลล์มะเร็งส่วนนอก ขณะที่ความร้อนจะทำลายเซลล์มะเร็งส่วนข้างใน
และเมื่อเซลล์ข้างในถูกความร้อนทำลายไปบางส่วนแล้ว พอถูกฉายแสงร่วมด้วย
เซลล์เหล่านี้ก็จะตายเพราะรังสีอีกชั้นหนึ่ง
ข้อสันนิษฐานยังมีต่อไปว่า
ความร้อนทำให้เกิดการสั่งสมโปรตีนที่ยับยั้งการซ่อมตัวเองของเซลล์มะเร็งด้วย
ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า
การรักษาด้วยความร้อนระดับสูงจะเกิดผลร่วมรักษากับการฉายรังสีได้ดีมาก
โดยที่ความร้อนจะฆ่าเซลล์ส่วนที่ขาดออกซิเจนและขาดอาหารหล่อเลี้ยงในแกนกลางของก้อน
โดยไปฆ่าเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวในระยะ S phase ซึ่งเซลล์ในระยะดังกล่าวจะดื้อต่อรังสีรักษา
ด้วยเหตุนี้การรักษาทั้งสองชนิดนี้จึงส่งผลซึ่งกันและกันอย่างแยบยล
งานวิจัยบางชิ้นว่าด้วย Hyperthermia + การฉายรังสี ร่วมรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มีการวิจัยชิ้นหนึ่งโดย
3 สถาบันร่วมกันที่อิตาลีในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบบ
Non Hodgkin จำนวน 8 ราย โดย 4 รายเป็นที่ผิวหนัง และอีก
4 รายเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองซึ่งกลับเป็นซ้ำภายหลังการให้รังสี+เคมีบำบัดมาแล้ว
ผู้ป่วยรับรังสีรักษาตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นโดยร่วมกับการรักษาความร้อนที่ใช้เครื่องจ่ายความร้อน
432-915 MHz ผู้ป่วยทั้ง 8 รายรับได้กับการรักษา และระดับความร้อนในก้อนมะเร็งอยู่ที่
42?C ผู้ป่วยทุกคนปรากฏผลดี และมีผู้ป่วย 1 รายที่เป็นมะเร็งกลับซ้ำมาแล้วก้อนยุบลงและอาการสงบไปมากกว่า
24 เดือนหลังรักษา
ที่อิสราเอลวิจัยการใช้ความร้อนรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง
เทียบกับมะเร็งเมลาโนมา เป็นที่รู้กันว่าเมลาโนมาเป็นมะเร็งที่ดื้อต่อเคมีและรังสี
เมื่อมารักษาด้วยความร้อนปรากฏว่า มะเร็งเมลาโนมาเกรดต่ำๆสนองตอบต่อความร้อนได้ดีกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกรดต่ำๆเสียอีก
แล้วงานวิจัยนี้ยังพบว่าความร้อนช่วยให้มะเร็งที่ดื้อต่อเคมีบำบัด
กลับมีสภาพตอบสนองกับเคมีได้ดีขึ้นอีกด้วย
เรื่องของการให้ความร้อนที่ช่วยการตอบสนองต่อเคมีบำบัดดีขึ้น
จะได้เล่าสู่กันฟังในปักษ์ถัดไป แต่ ณ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นความหวังสำหรับใครต่อใครที่กำลังรักษาด้วยรังสีและเคมีจากโรงพยาบาลและกำลังอ่อนล้าจากรังสีหรือเคมีที่กำลังรับอยู่และพบว่า
มะเร็งกำลังดื้อดึงต่อการรักษา บางทีการใช้ Hyperthermia
มาร่วมด้วย น่าจะเป็นคำตอบใหม่ๆสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้