เวลาที่ร่างกายเราติดเชื้อโรค
ทุกคนจะมีอาการไข้... แต่เชื่อหรือไม่ว่า อาการไข้ปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวที่แสนจะน่ารำคาญซึ่งเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่เข้ามารุกรานร่างกายเรา
ในทางตรงกันข้าม อาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นผลพวงมาจากปฏิกิริยาของร่างกายเราเอง
ที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ อาการป่วยไข้ที่พวกเราแสนจะไม่ชอบแทนที่จะเป็นผลเสีย
กลับเป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่า
ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนขึ้น
ผมอยากขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนมองว่าความร้อนจากไข้เปรียบเสมือนสัญญาณกริ่งเตือนภัยอย่างหนึ่งที่ร่างกายใช้
เหมือนบ้านๆ หนึ่งติดสัญญาณกันขโมยเอาไว้ เมื่อมีขโมยแอบเข้ามาในบ้าน
สัญญาณกริ่งกันขโมยก็จะดังขึ้นเพื่อเรียกตำรวจมาไล่จับขโมยคนนั้น
เช่นเดียวกัน
เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายก็จะมีกลไกในการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายให้ขึ้นสูง
เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า มีเชื้อโรครุกรานเข้ามาสู่ร่างกายของเราแล้วนะ
ให้เม็ดเลือดขาวออกมาลาดตระเวนเก็บกินเชื้อโรคได้
ในทางตรงกันข้าม
แม้ว่าร่างกายของเราจะไม่มีภาวะติดเชื้อโรค แต่ถ้าเราอยากกระตุ้นภูมิต้านทานของเราให้ทำงานดีขึ้น
เราก็อาจใช้วิธีการต่างๆ มาเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น
เปรียบเสมือนการสร้างไข้เทียมหรือ Artificial fever ขึ้น
จากพื้นฐานที่ว่ามาทั้งหมดนี้จึงมีการคิดค้นวิธีการสร้างไข้เทียมหลากหลายวิธีขึ้นมาให้เราเลือกใช้
โดยแบ่งวิธีการเพิ่มความร้อนออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ดังนี้
คือ
1. การเพิ่มความร้อนโดยการสร้างความร้อนจากภายในของร่างกาย
(Internal Hyperthermia)
2. การเพิ่มความร้อนโดยการให้ความร้อนจากภายนอกร่างกาย
(External Hyperthermia)
ในกลุ่มของ
Internal Hyperthermia ได้แก่การใช้สารสกัดสมุนไพร หรือสารธรรมชาติ
ใส่เข้าไป ในร่างกายไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการกินหรือการฉีด
แล้วสารนั้นไปมีปฏิกิริยาก่อไข้อ่อนๆ ในร่างกาย ตัวอย่างของสารจำพวกนี้ที่น่าสนใจได้แก่
1. Couley's
toxin เป็นสารสกัดที่สกัดเอาเปลือก (Cell wall) ของแบคทีเรีย
แต่ไม่เอาตัวแบคทีเรียเป็นๆ มาด้วย แล้วเอาเปลือกของแบคทีเรียนั้นมาฉีดให้กับผู้ป่วย
พบว่าเปลือกของแบคทีเรียจะไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวจำนวนหนึ่งหลั่งสาร
TNF, IL-1 ออกมา แล้วกระตุ้นให้สมองส่วน Hypothalamus
ปรับอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้ว
ก็จะไปกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายโดยรวมตื่นตัวทำงานมากขึ้นอีกทีหนึ่ง
มีรายงานของการใช้ Couley's toxin ช่วยรักษาคนป่วยที่มีปัญหาภูมิต้านทานต่ำให้ดีขึ้นได้
ทั้งโรควัณโรค โรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น การรักษานี้เป็นที่นิยมทำในการแพทย์ทางเลือกของยุโรป
2. การใช้สารสกัดจากสมุนไพรชื่อ
Mistletoe ซึ่งมีลักษณะคล้ายกาฝากของพืชจำพวกหนึ่ง ในส่วนยางของมันจะมีสารพวกหนึ่ง
ที่กระตุ้นให้มีการสร้าง IL-1, IL-6 ซึ่งเป็นสารกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิต้านทาน
(Pro-inflamatory cytokines) ได้ จากประสบการณ์ของคนป่วยที่ได้รับสารสกัดสมุนไพรตัวนี้
มักจะบอกว่าหลังจากได้รับสมุนไพรเข้าไปจะมีอาการคล้ายไข้ต่ำๆ
อยู่ช่วงสั้นๆ ได้ มีรายงานทางการแพทย์หลายงานวิจัย ที่รายงานออกมาว่ามีผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นได้จากการใช้สมุนไพรตัวนี้เข้ามาร่วมรักษากับยาแผนปัจจุบัน
เช่น ในคนป่วยมะเร็ง คนป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น
จริงๆ แล้วยังมีสมุนไพรอีกหลายตัวที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิต้านทานโดยผ่าน
กระบวนการสร้างไข้เทียม แต่จะยกเอามาเขียนทั้งหมดคงยาวไป
จึงขอข้ามไปต่อที่กลุ่มการรักษาที่ใช้การเพิ่มความร้อนจากภายนอกร่างกาย
(External Hyperthermia) กัน
สำหรับในกลุ่มของ
External Hyperthermia นั้นยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2
กลุ่มย่อย นั่นคือ
1. Whole
Body Hyperthermia หรือการเพิ่มความร้อนแบบทั้งตัว และ
2. Local
Hyperthermia หรือการเพิ่มความร้อนแบบเฉพาะที่
ในกลุ่มแรก
กลุ่มการเพิ่มความร้อนแบบทั้งตัว จะเป็นวิธีการกระตุ้นภูมิต้านทานที่เรารู้จักมัก
คุ้นเป็นอย่างดี ตัวอย่างของการรักษาในแนวนี้ได้แก่
1. การอบซาวน่า
การอบสมุนไพร ทั้งตามแบบฝรั่งและทั้งตามแบบการแพทย์แผนไทย
2. การอาบแสงตะวันตามหลักอายุรเวท
ซึ่งเป็นเทคนิคการอาบแสงตะวันโดยเอาใบตองมาคลุมตัวเป็นการกรองเอาแสงเฉพาะคลื่นแสงที่มีความถี่สีเขียว
ซึ่งเชื่อกันว่า แสงสีเขียวจะมีความสามารถในการกระตุ้นจักระที่
4 หรือจักระทรวงอกที่ตรงกับระดับของต่อม Thymus ที่มีบทบาทในการสร้างเซลล์ภูมิต้านทาน
T-cell ดังนั้นการอาบแสงตะวันแบบอายุรเวทจึงการกระตุ้นภูมิต้านทานได้ถึง
2 ทางในทีเดียวนั่นคือ ผ่านการกระตุ้นจักระที่ 4 และการสร้างสภาวะไข้เทียม
ส่วนกลุ่มการรักษาด้วยความร้อนเฉพาะที่
(Local Hyperthermia) ถือเป็นพัฒนาการรักษาด้วย ความร้อนที่ทันสมัยขึ้นมาอีกสักหน่อย
โดยใช้หลักคล้ายกับการฉายรังสีฆ่ามะเร็ง เปลี่ยนมาเป็นการใช้คลื่น
Short Wave ความถี่ใกล้เคียงกับคลื่นไมโครเวฟ แล้วใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เกิดการโฟกัสคลื่นความร้อนไปรวมกันที่ก้อนหรือบริเวณรอยโรค
พบว่ามีรายงานการรักษาได้ผลในคนป่วยหลายโรค