ปัจจุบันน้องอายุได้
1 ขวบ 9 เดือน ทาน(ชื่อนมสังเคราะห์)วันละ 3x8oz ทานข้าวต้ม+เนื้อสัตว์+ผัก
วันละ 3 มื้อค่ะ น้ำหนัก 15 ก.ก. สูงเกือบ 90cm อาหารที่ทดลองแล้วว่าแพ้
คือ นมวัว นมถั่ว กล้วย แครอต ปวยเล้ง(เมื่อก่อนกินได้
แต่ตอนนี้ทานแล้วถ่ายบ่อยมากค่ะ)
อาหารที่ทานทดลองแล้วทานได้
คือ เนื้อหมู ไก่ ปลาน้ำจืด ฟักทอง ผักกาด บร็อกโคลี บวบ
สัปดาห์นี้คุณหมอที่รักษาให้เริ่มทดลอง(ชื่อนมสังเคราะห์)อีกชนิดหนึ่ง
หลังจากทดลองครั้งล่าสุดเมื่อธันวาคมปีที่ผ่านมาค่ะ ผลของ
3 วันคือ ถ่ายปกติ วันเว้นวัน แต่ท้ายสุดของทุกครั้งจะมีกลิ่นเหม็นคาวคล้ายเมื่อตอนแพ้
และลองสังเกตดูหลังทานนมจะมีปื้นแดงขึ้นนิดหน่อย (ไม่แน่ใจเรื่องปื้นค่ะ
เกรงจะวิตกจริตไปเอง เพราะน้องเป็นคนขาว นิดหน่อยก็จะมีปื้นแดงขึ้น
ช่วงนี้ร้อนๆ เขาอาจจะมีเกาน่ะค่ะ)
อยากเรียนปรึกษาคุณหมอว่าอาการแบบนี้รักษาด้วยธรรมชาติบำบัดได้ไหมคะ
รบกวนขอคำแนะนำด้วยค่ะ คุณแม่กังวลว่าน้องจะไม่หายขาดค่ะ
เขาว่ากันว่าโอกาสหายขาดก็มี แต่บางรายก็แพ้ลดลง สุขภาพอย่างอื่นน้องปกติดีค่ะ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
คุณแม่เด็กดื้อ
คุณแม่เด็กดื้อถามเข้ามาในเว็บไซต์
ขอยกมาให้อ่านในมติชนสุดสัปดาห์เพราะเห็นว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของภาวะแพ้นมวัวที่พบมากขึ้นทุกทีในบ้านเรา
ปัจจุบันมีการพิสูจน์มากขึ้นว่า คุณแม่ในขณะตั้งครรภ์ที่ดื่มนมวัว
มีโอกาสที่จะทำให้เด็กในครรภ์เป็นภูมิแพ้ได้ และเด็กบางคนเกิดมาอาจไม่ทันแสดงอาการภูมิแพ้
เมื่อคลอดมาแล้วดื่มนมวัวซ้ำๆไปอีกหลายๆเดือน ค่อยมาพบว่าแพ้ทีหลังอย่างกรณีของ
"น้องเด็กดื้อ" คนนี้
และเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก
เมื่อแพ้นมวัวจนเกิดอาการท้องเสียถึงขนาดถ่ายปนเลือด แสดงว่าเยื่อบุลำไส้ของน้องเด็กดื้อจะต้องเกิดการบวม
แดง และอักเสบอย่างมากจากผลพวงของปฏิกิริยาภูมิแพ้ในลำไส้
คำถามต่อมาก็คือ
นอกจากแพ้นมวัวแล้ว ทำไมน้องยังแพ้นมถั่ว กล้วย แครอต
และปวยเล้งด้วย ในเรื่องนี้มีทฤษฎีอธิบายต่อมาว่า เกิดกรณี
"ลำไส้รั่วซึม" ขึ้นมาจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ครั้งแรกๆนั่นเอง
ต้องรู้ก่อนว่า
คนเราเกิดมาตัวเล็กนิดเดียวเป็นทารกแบเบาะ แต่นับวันร่างกายของเราก็โตขึ้น
การที่ตัวเราโตขึ้นได้ ก็มาจากอาหารที่เรากินนั่นเอง สารอาหารสำคัญที่เอื้อให้เกิดการเจริญเติบโตก็คือ
สารโปรตีน แต่เราต้องรู้ว่าโปรตีนจากอาหารไม่ว่าจะเป็น
เนื้อไก่ เนื้อหมู นมวัว ถั่วเหลือง หรือโปรตีนจากพืชอื่นๆ
ล้วนมีโครงสร้างโปรตีนที่แตกต่างกันไปเยอะแยะตามแต่ธรรมชาติของมัน
ทำอย่างไรคนเราจึงจะเอาโปรตีนจากอาหารนอกร่างกายไปใช้ก่อร่างสร้างตัวของเราได้
โปรตีนนั้น
เป็นสายโซ่ของกรดอะมิโนชนิดต่างๆมาร้อยเรียงกัน ในธรรมชาติมีกรดอะมิโนอยู่
20 ชนิด และเจ้า 20 ชนิดนี้แหละมันจะเรียงตัวสลับกันไปมาตามรหัสที่กำหนดโดย
DNA ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวของเซลล์ต้นฉบับ DNA จะผ่านรหัสไปสู่
RNA ซึ่งเป็นแม่พิมพ์สำหรับเรียกกรดอะมิโนแต่ละชนิดให้มาจัดอันดับตัวเองเรียงร้อยเป็นสายโปรตีนอีกทีหนึ่ง
สัตว์และพืชแต่ละชนิดจะเรียงกรดอะมิโนเพื่อการใช้งานของมันเองตามรหัส
DNA ของแต่ละพันธุ์
ทีนี้เมื่อคนเรากินโปรตีนจากสัตว์หรือพืชเข้าไป
เราต้องการเอาไปสร้างโปรตีนของเราเองใหม่ ก็จำต้องย่อยสลายโปรตีนจากภายนอกเหล่านี้ให้กลายเป็นกรดอะมิโนเล็กๆแต่ละโมเลกุลเสียก่อน
ตั้งแต่ที่มันอยู่ในช่องกระเพาะลำไส้ของเรา จากนั้นก็ดูดซึมส่งเข้ากระแสเลือด
เมื่อกระแสเลือดหมุนเวียนกรดอะมิโนไปทั่วร่างกาย เซลล์ร่างกายของเราก็จะคว้าจับเอาไปเป็นวัตถุดิบ
ส่งไปเข้าแม่พิมพ์ RNA ภายในเซลล์โดยจัดอันดับกรดอะมิโนแต่ละชนิดเสียใหม่ตามรหัสของเราเอง
เกิดเป็นสายโปรตีนเฉพาะที่เซลล์ของเราเองต้องการใช้ ร่างกายก็ก่อร่างสร้างตัวโตวันโตคืน
อย่างไรก็ตามโปรตีนของสัตว์และพืชแต่ละอย่างมีความจำเพาะเจาะจงของแต่ละพันธุ์
ซึ่งต่างจะต้องไม่ล่วงล้ำเข้าสู่สัตว์อีกชนิดหนึ่ง ถ้ามีโปรตีนแปลกปลอมของสัตว์หรือพืชชนิดอื่นล่วงเข้าสู่ร่างกายทั้งยวง
ภูมิต้านทานของร่างกายจะถือว่าเป็นสารแปลกปลอม ก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน
เพื่อขจัดโปรตีนแปลกปลอมนั้นให้หมดไป แต่บางกรณีขณะที่ภูมิต้านทานของเราไปจับกับโปรตีนแปลกปลอม
ก็เกิดรวมตัวกันกลายเป็น "โปรตีนคอมเพล็กซ์" คือเป็นสารที่ซับซ้อนเหมือนกับคอมเพล็กซ์ของศูนย์การค้านั่นแหละ
มันจะลอยไปลอยมาอยู่ในกระแสเลือด และยั่วเย้าให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้
กระทั่งภูมิเพี้ยนคือกลุ่มโรคภูมิต้านทานไวเกินนั่นเอง
การเข้มงวดกวดขันไม่ให้มีโปรตีนแปลกปลอมหลุดเข้าสู่ร่างกายจึงสำคัญ
ทีนี้ โอกาสที่มีโปรตีนทั้งยวงหลุดเข้าสู่ร่างกายมีได้เหมือนกัน
ประการหนึ่งคือเซลล์เขมือบซึ่งมีอยู่ในเยื่อบุลำไส้ของเราเอง
มีบ่อยๆที่มันเขมือบเอาโปรตีนทั้งโมเลกุลส่งเข้าสู่ร่างกาย
แล้วร่างกายก็เอาไปใช้เลย ตัวอย่างเช่น สารผักต่างๆ หลายตัวเป็นสารคล้ายฮอร์โมนในร่างกายเราเอง
เมื่อกินพืชผักชนิดนั้นๆ ร่างกายก็ได้สารคล้ายเหล่านี้เอาไปใช้ประโยชน์
โปรตีนจากสัตว์ก็มีเช่น คนจีนจะบอกว่า คนเป็นโรคกระเพาะให้กินกระเพาะหมูต้มพริกไทยดำ
คนหย่อนสมรรถภาพทางเพศให้กินตัวเดียวอันเดียว เพราะแพทย์จีนแต่โบราณสังเกตว่าเกิดผลในการบำบัดได้เหมือนกัน
อาจเกิดจากกลไกนี้ได้หรือไม่
การที่โปรตีนเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว
เราเอาไปใช้ประโยชน์หรือบางกรณีไปก่อปฏิกิริยาภูมิแพ้ซึ่งเป็นโทษ
ก็แล้วแต่ปฏิกิริยาภายในร่างกาย การทำงานของเซลล์เขมือบนั้น
คงต้องมีกลไกหรือ "ความฉลาด" ภายในตัวของมันเองอยู่ แต่การคว้าจับโปรตีนที่ไม่เป็นประโยชน์ก็เกิดขึ้นได้
ถ้าคนๆนั้นมีภาวะพร่องเอนไซม์ย่อยอาหาร ทำให้มีเศษซากโปรตีนแปลกปลอมผ่านมาในลำไส้มากมาย
มันก็อาจคว้าผิดคว้าถูกได้
มีอีกประการหนึ่งที่โปรตีนหลุดเข้าสู่ร่างกายทั้งยวงแล้วเกิดโทษก่อภูมิแพ้อย่างต่อเนื่องยาวนาน
ก็คือการเกิด "ลำไส้รั่วซึม" อาจมีเหตุกระตุ้นสักครั้งใดครั้งหนึ่งที่เกิดการอักเสบที่ผนังลำไส้
เช่นเกิดการอักเสบติดเชื้อมาก่อน หรือเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ครั้งแรกที่รุนแรง
จากนั้นผนังลำไส้ก็เสียการทำงาน ด่านปิดกั้นโปรตีนแปลกปลอมพังทลายไป
ก็เป็นอันว่า โปรตีนแปลกปลอมจากอาหารอื่นก็หลุดสู่ร่างกายทั้งยวงได้เช่นเดียวกัน
ดังกรณีของน้องเด็กดื้อ ทำให้น้องแพ้อาหารอีกหลายชนิดในเวลาต่อมา
ไม่ว่าจะเป็นนมถั่ว กล้วย หรือปวยเล้ง เป็นต้น
เรื่องการรักษาให้หายขาดหรือไม่
ไม่อยากให้คุณแม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เพราะการแพ้นมวัวนั้นคนไทยเป็นกันมากอยู่แล้วทั้งเด็กผู้ใหญ่
เมื่อแพ้นมวัวก็ไม่ต้องดื่มนมวัวเท่านั้นเอง สำหรับทารกสมัยนี้มีผงโปรตีนสังเคราะห์อีกมากมายที่ใช้ในระดับรักษา
ซึ่งไม่ใช่ทั้งโปรตีนวัวและถั่ว น้องก็เลยโตมาได้ในขนาดน้ำหนักที่สมวัย
ไปสักระยะหนึ่งเมื่อน้องมีฟันก็กินข้าว กินหมู กินไก่ได้
สำหรับอาการ
"ลำไส้รั่วซึม" แล้วนำไปสู่ภูมิแพ้ซิที่ควรแก้ไข วิธีการคือพิสูจน์ภาวะนี้ซะก่อนด้วยการตรวจเลือดแบบ
Dark field ซึ่งจะพบคนจำนวนไม่น้อยที่มีโปรตีนแปลกปลอมลอยอยู่ในเลือดเป็นก้อนๆ
ถ้าพบอย่างนี้ก็ให้กินเอนไซม์บำบัด ด้านหนึ่งเพื่อเข้าไปช่วยย่อย
ด้านที่สองคือเอนไซม์จะถูกเขมือบเข้าไปย่อยสลายโปรตีนแปลกปลอมในกระแสเลือดเลย
ทำลายโปรตีนคอมเพล็กซ์บางตัวที่ก่อภูมิแพ้ซะ ก็จะหายได้
หนังสือแนะนำ |
-
โรคภูมิแพ้ รักษาได้ด้วยธรรมชาติบำบัด |
-
แพ้อากาศกับการ
รักษาตนเอง |
-
คู่มือละเลิกการดื่มนม |
| |
|
|
|
|