บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 
อาหารแก้กัน

พญ.ลลิตา ธีระสิริ

เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะในชาติที่มีอารยธรรมมานมนานแถบตะวันออก สำรับกับข้าวนั้นเป็นเรื่องของปรัชญาเอาเลยทีเดียว ผิดกับอาหารจานด่วนของอเมริกันที่มีวัฒนธรรมค่อนข้างสั้นเพียง 200 กว่าปีอย่างเห็นได้ชัด

ยกตัวอย่าง อาหารจีนจะมีการจับคู่ของเครื่องปรุงที่มีความเป็นหยินหยางมาเสร็จสรรพ เพื่อทำให้อาหารแต่ละจานกลายเป็นอาหารสุขภาพ ไม่ใช่สักแต่หาอะไรใส่ท้องให้หายหิวแบบอาหารจานด่วน ความพิถีพิถันในการเลือกสรรเครื่องปรุงและวิธีการปรุงของจีนจึงมีมากกว่าอาหารฝรั่ง ห้องครัวในบ้านจีนโบราณ จะดูเหมือนเป็นห้องอันศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเป็นห้องสำหรับประกอบพิธีกรรมอะไรสักอย่างกลาย ๆ เตาไฟจะมีเทพเจ้าปกปักษ์รักษา ถึงขนาดต้องบูชากันก่อนทำอาหารทุกวัน

อาหารไทยก็เป็นเช่นเดียวกัน เรามีเครื่องปรุงที่หลากหลาย แต่ละอย่างเมื่อนำมาประกอบกัน นำมาปรุงอาหารรวมกัน จะกลายเป็นส่วนประกอบที่แก้จุดอ่อนของกันและกัน หรือเสริมรสชาติซึ่งกันและกัน จะลองยกตัวอย่างพอให้คล้อยตาม ดังนี้

น้ำพริกที่เป็นอาหารหลักของคนไทย เราไม่ได้กินแต่ความเผ็ดอย่างเดียว เราอาศัยเครื่องเทศหลากหลายมาแต่งกลิ่น หาเครื่องเคียงมาดับความเผ็ด มีผักสด ผักต้ม ผักลวก หรืออาหารประเภทโปรตีนกินพร้อมกันเสมอ เช่น เรากินน้ำพริกตาแดงกับไข่ต้ม ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ฟักทองลวก กินน้ำพริกหนุ่ม ปลาช่อนย่างกับมะเขือเผาและผักอีกจำนวนหนึ่ง กินแกงส้มผักรวมกับปลาทอด กินขนมจีนน้ำยากับผักเหนาะเป็นถาด ๆ หากคนโบราณกินน้ำพริก หรือแกงเผ็ด หรือขนมจีนเป็นอาหาร แม้ในสำรับจะมีเพียงเมนูเดียว ก็ทำให้คนกินได้อาหารครบหมู่ เรื่องขาดอาหารเป็นไม่มีเสียล่ะ

แกงหน่อไม้ ที่ใช้หน่อไม้เป็นเครื่องปรุงหลัก ทางอีสานจะใส่น้ำคั้นจากใบย่านางลงไปจนน้ำแกงเป็นสีเขียวเข้ม ทางเหนือจะแกงหน่อไม้ใส่ผักสีเขียวจัด ๆ อย่างชะอมเสมอ ทำให้คุณค่าทางอาหารของแกงหน่อไม้เพิ่มขึ้นจากเบต้าแคโรทีนของผัก

แกงกะทิไม่ว่าจะเป็นแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน เราจะใส่มะเขือพวงลงไป เป็นการเพิ่มสารเส้นใยเอาไว้ซับน้ำมันจากกะทิทิ้งเสียบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้คนกินมีไขมันในเลือดสูง คนโบราณคิดเรื่องนี้ออกได้อย่างไร น่าทึ่งไหมล่ะ

แกงเผ็ดรสจัดแบบแกงไตปลาหรือแกงส้มของภาคใต้ เขาใส่ขมิ้นชันเอาไว้เพื่อรักษาท้อง นัยว่าป้องกันโรคกระเพาะ

นอกจากนี้ไก่ย่าง ไก่ทอด หมูสะเต๊ะ ที่ผ่านความร้อนจัด เสี่ยงต่อความไหม้เกรียมซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง คนไทยเราก็ฉลาดนักเอาขมิ้นชันซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้สารก่อมะเร็งทำอันตรายต่อร่างกายเข้าไปแก้กันในตัว จะเห็นว่าไก่ย่าง ไก่ทอดแบบโบราณ ปลาทอดขมิ้นแบบทางใต้ เขาจะใช้ขมิ้นเป็นเครื่องปรุงเสมอ

ของทอด ๆ ที่กินแล้วจะลื่นในลำคอ มีเสมหะเกิดขึ้น อย่างทอดมันก็จะแก้ด้วยน้ำจิ้มที่มีรสออกเปรี้ยวอย่างอาจาดเพื่อแก้เลี่ยน เราจะได้อร่อยจากทอดมันได้มากสักหน่อยโดยไม่เกิดอาการเอียนเลี่ยนเร็วเกินไป

ฯลฯ

ความพิถีพิถันเหล่านี้หาได้จากอาหารไทยเท่านั้น ฝรั่งคาดไม่ถึงหรอกว่า สำหรับเรื่องของอาหารการกินจะละเอียดอ่อนจนสร้างความสมดุลได้เพียงนี้

ไม่รู้ว่าคนไทยโบราณรู้ได้อย่างไรว่า อะไรจะนำมาแก้กับอะไร แต่ทุกอย่างเมื่อนำมาใคร่ครวญให้ดีจะเห็นเหตุและผลของเครื่องปรุงที่นำมาประกอบกันทั้งหมด มีผู้กล่าวว่าคนโบราณใช้ห้องครัวเป็นห้องlab หรือห้องปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ใช้ตัวของบรรพบุรุษของเราเป็นผู้ทดสอบการทดลองต่าง ๆ อาศัยการสังเกต อาศัยการลองผิดลองถูกมาหลายร้อยปีแล้ว จนการปรุงอาหารตกผลึกออกมาเป็นอาหารจานต่าง ๆ นับเป็นภูมิปัญญาของคนไทยโบราณที่น่าสนใจ

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเพียงน้อยนิดของอาหารแก้กันเท่านั้น ลองสังเกตอาหารไทยดี ๆ แล้วคุณจะพบว่ามีอาหารแก้กันอีกมากมาย

ข้าวผัดแกงเขียวหวานกุ้ง
เอ็นไก่ทอดขมิ้น
รากบัวต้มขาหมู
แกงเนื้อใบชะพลู

 

หนังสือแนะนำ
- กินผักรักษาโรค
- กินดีวิถีชาวบ้าน
- 200 จานต้านมะเร็ง