นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อ
17 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหนังสือของเขานับเป็นแกะดำในวงการหนังสือ
เพราะเสนอสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของผู้คนสมัยนั้น
เนื่องจากใครๆก็เห็นแต่ด้านดีของการดื่มนมวัว คุณหมอซาร์มา
รู้จักกันสนิทสนมกับคุณพรเทพ ศรีนฤหล้า คนไทยเชื้อสายอินเดียซึ่งกิน
Lacto-Vegetarian มาแต่บรรพบุรุษ คือกินมังสวิรัติแบบดื่มนม
แต่เมื่อคุณพรเทพรู้ข้อมูลจากหนังสือของนพ.ซาร์มา เขาก็ผันตัวเองเป็น
Vegan คือมังสวิรัติที่ไม่ดื่มนมวัวไม่กินไข่ด้วย โดยอาหารของ
Vegan คือถั่วต่างๆอันหลากหลาย คุณพรเทพเป็นบุคคลแรกที่รณรงค์เรื่องผลร้ายของการดื่มนมวัวในประเทศไทย
ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนแปลกในเวลานั้น
ผมรู้จักคุณพรเทพและได้อ่านหนังสือดังกล่าวของนพ.ซาร์มา
พร้อมๆกับที่อ่านหนังสืออีกเล่มของ Harvey and Marilyn
Diamond ชื่อ Fit for Life ซึ่งมีความรู้สุขภาพอันหลากหลาย
แถมเจาะลึกเข้าไปในงานวิจัยเป็นจำนวนมากเรื่องผลร้ายของการดื่มนมวัว
นับเป็นข้อมูลใหม่สำหรับผมเหมือนกัน ครั้นเมื่อใช้หลักการละเลิกการดื่มนมวัว
สำหรับผู้ป่วยที่มาปรึกษาด้านธรรมชาติบำบัดเพื่อรักษาภูมิแพ้
ก็ได้ผลชะงัดมากเหมือนอย่างงานวิจัยที่ครอบครัวไดมอนด์อ้างอิงถึงในหนังสือของเขา
ผมจึงทยอยเก็บข้อมูลเรื่องผลร้ายของการดื่มนม เขียนลงในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่เมื่อ
12 ปีที่ผ่านมา จากนั้นก็กลายเป็นหนังสือขึ้นมา 2 เล่มภาษาไทยที่ชี้ถึงผลร้ายของการดื่มนม
ความรู้เรื่องผลร้ายของการดื่มนมไปเข้าตาพล.ต.จำลอง
ศรีเมือง ซึ่งพลอยทำให้ท่านหันเหแนวมังสวิรัติของท่านด้วย
จากนั้นเศรษฐกิจไทยเข้ายุคฟองสบู่แตก นพ.เฉก ธนะสิริ พล.ต.จำลอง
ศรีเมือง อ.ทวี บุตรสุนทร เกิดมาชวนผมก่อตั้งชมรมอยู่ร้อยปี
ชีวีเป็นสุข มีการร่างหลักสุขภาพไทย 10 ประการ แนวทางที่เชิญชวนคนไทยให้ละเลี่ยงการดื่มนมวัวจึงกลายเป็นเรื่องแจ่มชัด
ชมรมฯพิมพ์หนังสือชื่อ "กินข้าวกล้อง ไม่ต้องกินยา กินถั่ว
งา ปลา ไม่ต้องพึ่งพานม (วัว)" และจัดงานมหกรรมสุขภาพ
กระนั้นก็ตามเรื่องผลร้ายของการดื่มนมวัวก็ยังอยู่ในวงจำกัด
แม้ว่าเมื่อผมไปบรรยายที่ไหนก็จะพกเอาเรื่องนี้ไปบรรยายด้วย
มาในระยะ
2-3 ปีหลัง กระแสสุขภาพด้านที่หันหาธรรมชาติแจ่มชัดมากขึ้น
มีกุมารแพทย์จำนวนมากขึ้นทุกทีเริ่มเห็นพิษภัยของการเลี้ยงลูกด้วยนมวัว
ชมรมรณรงค์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เริ่มหวั่นวิตกเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมวัวของคนไทย
ทำให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลดต่ำจน WHO เป็นห่วง
การรณรงค์จึงเกิดขึ้น จนภายหลังได้มีการก่อตั้งศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
เพื่อจับภารกิจการส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเป็นล่ำเป็นสันมากขึ้น
เมื่อเดือนมิถุนายนศกนี้
ศูนย์นมแม่ฯได้จัดเสวนาเรื่อง "โรคแพ้โปรตีนนมวัว(ในเด็ก)"
มีแพทย์จากหลายหน่วยงานไปให้ความรู้เรื่องการก่อภูมิแพ้ของนมวัว
พญ.ภาสุรี แสงศุภวานิช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กล่าวว่า "โรคแพ้โปรตีนนมวัวในทารกกำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ
โรคเกิดจากเด็กไม่สามารถรับโปรตีนนมวัวได้ เกิดอาการผิวแห้ง
ผื่นคันเรื้อรัง มีเสมหะครืดคราดในลำคอ คัดจมูกเรื้อรัง
รายที่รุนแรงอาจหอบซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้น
บางรายที่แพ้รุนแรงอาจเสียชีวิตได้ตั้งแต่เด็ก"
คุณหมอกล่าวว่า
โรคนี้มักเกิดกับเด็กขวบปีแรก เนื่องจากแม่นิยมดื่มนมวัว
ทั้งๆที่นมแม่เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง เด็กไทยเพียงร้อยละ
20 จาก 800,000 คนที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่จนถึง 6 เดือน
อีก 600,000 คนเลี้ยงลูกด้วยนมวัว ในจำนวนนี้จะแพ้นมวัวร้อยละ
3 คือประมาณ 20,000 คนต่อปี
โดยสถิติพบว่าถ้าในครอบครัวพ่อแม่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว
ทารกถ้ากินนมวัวมีโอกาสแพ้ถึงร้อยละ 20 ในขวบปีแรก เทียบกับการกินนมแม่จะแพ้ได้เพียงร้อยละ
0.5-1.5 และความรู้ใหม่ยังมีอีกว่า แม้แต่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ถ้าแม่นมวัว โปรตีนนมวัวก็อาจผ่านแม่สู่ทารกให้เกิดภูมิแพ้ในเด็กได้อีกด้วย
กุมารแพทย์สมัยใหม่จึงแนะนำคุณแม่ให้กินแคลเซียมแทนที่จะต้องดื่มนมวัวระหว่างให้นมลูก
รศ.นพ.สุวัฒน์
เบญจพลพิทักษ์ ประธานฝ่ายวิชาการสมาคมโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทยให้ความรู้ว่า
"ในรอบ 10 ปีเด็กไทยเป็นภูมิแพ้มากว่าเดิม 3-4 เท่า เด็กในกรุงเทพฯมีถึงร้อยละ
40 ที่เป็นโรคนี้ สาเหตุอาจเป็นเพราะสมัยนี้เด็กกินนมแม่น้อย
ถ้าเด็กกินนมแม่แต่ต้นติดต่อกัน 6 เดือนจะลดการเป็นภูมิแพ้ได้"
มีการพยายามให้ความรู้ว่า
แม่สามารถให้นมลูกบนเตียงคลอดได้เลย การดูดนมแม่ทันทีจะกระตุ้นให้วงจรการทำงานของน้ำนมแม่ให้เริ่มทำงาน
ครั้งแรกที่ลูกดูดอาจยังไม่มีน้ำนมไหล แต่ให้ดูดบ่อยๆ
จะทำให้น้ำนมแม่ไหลได้ทันกับเวลาที่ลูกหิวพอดี
โรคภูมิแพ้นมวัวบางรายอาจแสดงอาการกระทั่งว่า
พอดื่มนมวัวปุ๊บก็มีอาการปากเจ่อทันทีหรือมีผื่นขึ้น แต่เด็กอีกไม่น้อยที่ดื่มนมวัวแรกๆก็ไม่มีอาการอะไรเลย
ดื่มไป 2-3 เดือนจะมีอาการเป็นหวัดไม่หาย มีอาการท้องเสียบ่อย
มีผื่นขึ้นตามหน้า บ่อยครั้งที่อาการคัดจมูกจะถูกเข้าใจว่าเป็นหวัดธรรมดา
ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขต่อไปก็อาจกลายเป็นไซนัสอักเสบ หรือกลายเป็นหอบหืดเมื่อเด็กโตขึ้น
เด็กเป็นภูมิแพ้บางคน
เป็นมามากกว่าอายุตัวเองด้วยนะครับ ผมเจอกรณีตัวอย่างของน้องนีออน
(นามสมมติ) อายุเพียง 4 ขวบครึ่ง แต่เป็นหวัดเกือบจะ 5
ปีเห็นจะได้ เหตุที่ว่าเป็นหวัดมานานกว่าอายุจริงเพราะว่า
ตั้งแต่คุณแม่ตั้งท้องเธอมาคุณแม่ก็เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว
เป็นอันว่าพากันแพ้ทั้งคุณแม่ทั้งคุณลูกตั้งแต่ตอนนั้นก็ว่าได้
คุณแม่ดื่มนมวัวมากตามคำโฆษณา
ก็เลยเป็นภูมิแพ้ และเมื่อคลอดออกมาน้องนีออนก็คัดจมูกทันที
เรื่อยมาจนถึง 4 ขวบกว่าจนคุณพ่อคุณแม่อุตส่าห์พาเธอมาจากต่างจังหวัดเพื่อหันหาธรรมชาติบำบัด
ผมแนะนำให้เลิกดื่มนมวัว ซึ่งต้องรวมทั้งโยเกิร์ต นมเปรี้ยว
เค้ก ไอศกรีม ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มรสโกโก้อีก 2 ยี่ห้อด้วย
พร้อมกับบอกให้พ่อแม่จัดให้เธอได้ดื่มน้ำส้มทุกวัน ต่อมาอีก
2 สัปดาห์นีออนก็หายจากภูมิแพ้
ภูมิแพ้ยังพบมากมายในวัยผู้ใหญ่ด้วยซึ่งถ้าใช้ธรรมชาติบำบัด
ต้องใช้สูตรการอดล้างพิษ และวิตามินอีกหลายตัว ซับซ้อนกว่าการรักษาภูมิแพ้ในเด็กอีกหลายขั้นตอน
หนังสือแนะนำ |
-
โรคภูมิแพ้ รักษาได้ด้วยธรรมชาติบำบัด |
-
นม มัจจุราชเงียบ |
-
คู่มือละเลิกการดื่มนม |
| |
|
|
|
|