บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 

การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

บทความจากมติชน
ฉบับที่ 1409 - 17 ส.ค.50
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
"หนูบอกพี่ว่าให้สู้ ตั้งใจให้ดีว่าพี่จะต้องหาย แต่พี่เขาก็ปวด บางครั้งก็เห็นพี่เหงื่อแตกพลั่ก หนูก็ได้แต่บอกให้พี่สาวทำสมาธิ และหนูก็สวดมนต์ช่วย" น้องสาวของคุณเซาะเจ็ง ผู้ป่วยมะเร็งคนหนึ่งพูดกับผมทั้งน้ำตา ขณะเมื่ออยู่ข้างเตียงของพี่สาวที่นอนให้น้ำเกลืออยู่ คุณเซาะเจ็งเป็นมะเร็งระยะท้ายแล้ว และเพิ่งได้มีโอกาสมาให้ดูว่าธรรมชาติบำบัดจะช่วยอะไรเธอได้บ้าง

"ดิฉันก็พยายามจะทำสมาธิค่ะ แต่มันปวดเหลือเกิน สมาธิก็ทำไม่ได้" ตัวคุณเซาะเจ็งบอก

ปัญหาแบบนี้ผมคิดว่าใครที่เป็นญาติของผู้ป่วยระยะสุดท้ายมักจะต้องประสบ และก็อยู่ในสภาพที่ไม่รู้จะทำยังไงดี ผมลองจับหลักที่ได้รับจากการเสวนาธรรม ที่ท่านพระไพศาล วิสาโลได้ให้คำปุจฉาวิสัชนาในเรื่อง "การดูแลผู้ป่วยระยะท้าย" ก่อนหน้านี้มาเป็นเครื่องชี้นำดูว่าจะทำอะไรได้บ้างดังนี้ครับ

จากแนวคิดเบื้องต้นที่ว่า อาสันนกรรม หรือกรรมจวนเจียนก่อนจะสิ้นชีวิตมีความสำคัญ ที่จะช่วยให้จิตสุดท้ายของผู้ป่วยเป็นจิตกุศลหรือจิตอกุศล ซึ่งส่งผลสู่ชาติภพข้างหน้าของผู้ป่วยไปในที่ที่ดีหรือไม่ดีได้ ดังนั้นจึงพอมีแนวทางว่า

1.เตรียมกาย โดยใช้การแพทย์ประคับประคอง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรมาน และจากไปสงบๆ

2.เตรียมจิต ให้ผู้ป่วยหายกังวล โดยสามีภรรยาหรือลูกๆคอยให้ความอบอุ่นใจ และสัญญาว่าจะอยู่ใกล้ๆคอยช่วยเหลือ พร้อมกันนั้นก็ให้ผู้ป่วยมีโอกาสพูดจาสั่งความกับลูกหลาน ญาติพี่น้อง ขออโหสิกรรมแก่กันด้วย

3.น้อมใจให้ผู้ป่วยเห็นในสิ่งที่ดีงาม เรื่องนี้มีเทคนิคว่า ลูกๆหรือญาติสนิทอาจหาโอกาสเผยความในใจที่ตนเองมีต่อผู้ป่วย เช่น ลูกๆประทับใจในความดีงามของพ่อแม่อย่างไรบ้าง สามีหรือภรรยาเคยมีภาพประทับใจที่ดีต่อกันอย่างไร ชื่นชมซึ่งกันและกันอย่างไร ความในใจเหล่านี้บางทีคนเราเมื่ออยู่ด้วยกันทุกวันๆ ก็กลับละเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดความในใจสู่กันฟัง ในเมื่อรู้ว่าเหลือเวลาอยู่ด้วยกันน้อยแล้วก็ไม่ควรละเลยที่จะพูดจาในความดีงามที่มีต่อกัน

4.โน้มนำใจให้นึกถึงพระรัตนตรัย อาจเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆที่ผู้ป่วยเคยนับถืออยู่ก็ได้ จิตที่โน้มนำไปเช่นนั้นจะมีระดับที่จิตใจที่สูงขึ้น ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเมื่อโน้มนำจิตใจไปเช่นนั้นช่วยลดความเจ็บปวดลงได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาวะจิตที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เรื่อยๆ นับเป็นกุศลจิต ถ้าผู้ป่วยจะสิ้นชีวิตลงในภาวะนั้นก็จะไปสู่ภพภูมิที่ชอบ

5.สร้างบรรยากาศที่เป็นกุศล ถ้าผู้ป่วยยังมีสติอยู่อาจจะชวนพูดคุยกันถึงบุญกุศลที่ผู้ป่วยเคยทำไว้ เช่น เคยทำบุญตักบาตร ทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ เคยทอดกฐิน เคยร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก เคยร่วมสร้างอุโบสถสร้างพระประธาน สุดแท้แต่ เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยอิ่มเอิบใจในบุญที่เคยกระทำ

การช่วยเหลือที่สูงกว่านั้น ญาติอาจช่วยแนะนำการทำสมาธิภาวนา อาจช่วยกันสวดมนต์ไปพร้อมๆกันกับผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีสร้างบรรยากาศที่ดีได้ บ้างก็ใช้การทำสมาธิไปพร้อมกับผู้ป่วย ส่วนการเปิดเทปเสียงสวดมนต์นั้น ขอให้ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะการมีส่วนร่วมของทั้งญาติและผู้ป่วยจะมีน้อยกว่าการได้ลงมือทำด้วยกัน

พระไพศาลท่านเน้นย้ำว่า "สติของลูกหลาน สมาธิของลูกหลานมีผลต่อผู้ป่วยด้วย" บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยหนักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด ซึ่งถ้าปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้น ผู้ป่วยจะยิ่งเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เรื่องแบบนี้ญาติและลูกหลานเองควรมีสติ และช่วยให้ผู้ป่วยสงบ ช่วยนำให้เขาทำสมาธิ หรืออย่างน้อยการกำหนดลมหายใจ กำหนดพุทโธก็ได้ หรือสูงกว่านั้นคือให้พิจารณาเวทนา

ผมได้ข้อคิดเหล่านี้และใช้ประสบการณ์ของตนเองอีกส่วนหนึ่ง กล่าวแนะนำแก่คุณเซาะเจ็งและน้องสาว โดยกล่าวกับพวกเขาว่า

"หมอเข้าใจดีที่หนูพยายามบอกให้พี่สาวสู้ ส่วนพี่สาวก็คงจะบอกว่า พี่สู้แล้วนะ แต่มันเจ็บปวดจริงๆ จะให้สู้ต่อไปยังไงอีก....เอาล่ะ ลองพิจารณาอย่างนี้ดีไหม การเป็นมะเร็งน่ะมีหนักมีเบา การรักษามะเร็งก็อาจตั้งความหวังไว้หลายระดับเหมือนกัน เริ่มจากหวังเพียงให้คุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้าย หรือยืดอายุให้อยู่ยืนยาวกว่าที่เคยถูกคาดคะเนไว้ แค่สองข้อนี้ก็อาจถือเป็นความสำเร็จแล้ว ส่วนถ้าบางคนเมื่อรักษาไป ปรากฏว่าอยู่ยาวไปหลายปี นั่นก็อาจถือเป็นความสำเร็จขั้นสูง แต่เราอย่าคาดหวังสูงจะได้ไม่เครียด เช่นตอนนี้อาจตั้งความหวังให้คุณเซาะเจ็งไม่ค่อยเจ็บปวดทุกข์ทรมานก็พอแล้ว" คนทั้งสองพยักหน้า

"ทีนี้หมอขอถามหน่อยเถอะ เคยมีความรับรู้หรือความเชื่อบ้างไหม ว่าคนเรามีเวียนว่ายตายเกิด พูดง่ายๆว่า ความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่หรือเปล่า" ผมลองชวนคุย

"เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง" ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกัน

ผมก็เลยใช้เวลาเล่าเรื่องการวิจัยของศาสตราจารย์เอียน แอนเดอร์สัน ที่พิสูจน์เรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ โดยสัมภาษณ์เด็กที่ระลึกชาติได้ แล้วย้อนไปสอบหาข้อเท็จจริง เขาเก็บสถิติที่เชื่อถือได้เป็นกรณีจากทั่วโลกได้มากกว่า 2,000 ราย รวมทั้งกรณีที่พบในประเทศไทย มีกว่า 20 ราย "แสดงว่าถ้าดูตามงานวิจัยนี้ เราแต่ละคนน่าจะมีการเวียนว่ายตายเกิดอย่างที่พระท่านสอนไว้ และวิทยาศาสตร์เริ่มมาพิสูจน์ความจริงเพราะฉะนั้นคนเราจึงไม่น่าจะต้องกลัว ความตาย เลย เพราะเราก็เคยเกิดเคยตายมาแล้วหลายชาติภพ แต่ชาวพุทธที่เข้าใจเรื่องนี้กลับกลัว การเกิด เพราะเขาถือว่าเกิดใหม่ก็เพื่อชดใช้กรรม พระท่านจึงแสวงหาทางหลุดพ้นเพื่อจะได้ไม่เกิดอีก"

"มีผู้ป่วยบางรายที่หมอรักษาผ่านมือมาน่ะ เขาคิดตก และบอกว่าร่างกายของเราก็เหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ ถ้าเราป่วยมากนัก เหมือนเสื้อผ้าเปื่อยขาดกะรุ่งกะริ่งมากนัก ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสียซิ คือยอมรับความตาย แล้วก็ไปเกิดในชาติภพต่อไป คนแบบนี้คิดตก กลับไม่มีความเครียด พอไม่เครียดภูมิต้านทานก็เลยดีขึ้น มะเร็งสงบไปก็มี" ผมเล่าต่อ ปรากฏว่าทั้งสองคนตั้งใจฟัง ตอนนี้คุณเซาะเจ็งไม่มีทีท่าว่าปวดอีก

ผมเริ่มบอกให้เซาะเจ็งลองคิดว่าร่างกายนี้ก็เป็นเพียงเสื้อผ้าที่มาสวมใส่ชั่วคราว ถ้าพอจะปะซ่อมได้ก็ซ่อมไป ซ่อมไม่ได้ก็ปล่อยใจให้พร้อมเพื่อจะผลัดเสื้อผ้าใหม่ ผมพูดเหมือนทีเล่นทีจริง แต่ดูคุณเซาะเจ็งพยักหน้า เหมือนยอมรับข้อคิดใหม่ในเรื่องนี้ ดูสีหน้าของเธอคลายความเคร่งเครียดไปตั้งเยอะ

"เอาล่ะ ทั้งสองคนคงพอจะรู้อยู่ว่าความปวดน่ะ อาจสงบได้เมื่อใจมีสมาธิ และบางทีคุณก็อาจได้ยินมาว่า เคยมีคนที่ป่วยเป็นมะเร็งหนักๆ หันไปทำสมาธิภาวนา สุดท้ายก้อนมะเร็งยุบไป เพราะฉะนั้นบางคนก็ตั้งใจสวดมนต์หรือทำสมาธิอย่างเต็มที่ โดยใจลึกๆหวังว่าจะยุบก้อนมะเร็งได้ แต่หมอกลับมีข้อคิดว่า ถ้าเราจะทำสมาธิหรือจะสวดมนต์ก็ดี ควรจะทำด้วยใจเป็นกลาง ทำใจให้ปล่อยวาง"

ผมยกคำเทศนาของอาจารย์พระสิงห์ทน นราสโภที่มักจะสอนว่า "เวลาอาตมาสวดมนต์ อาตมาจะสวดโดยไม่หวังสิ่งใด คิดอยู่แต่ว่า ขณะนี้ฉันกำลังสวดมนต์อยู่ก็สวดให้ดีที่สุด เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะขณะสวดมนต์เหมือนเราได้ทำบุญกิริยาวัตถุสิบอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ สวดไปเรื่อยๆอะไรจะเกิดขึ้นก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นปล่อยให้มันเป็นไปเอง"

"เย็นนี้กลับไป ก็ให้ทำสมาธิบ้าง สวดมนต์บ้าง แต่ให้ทำแบบปล่อยวางนะ ไม่ต้องหวังผลอะไร ไม่ต้องคิดว่าจะสู้หรือถอยทั้งนั้น แล้วธรรมชาติมันจะเป็นไปเอง ถ้าภูมิต้านทานจะดีขึ้นและอาการป่วยพอจะดีขึ้นได้ มันก็ดีของมันไปเอง แต่ถ้าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว เราสวดมนต์ไปทำให้ใจสงบ ถ้าพอถึงคราวจะจากไป ก็จะจากไปอย่างสงบสบาย" ทั้งสองคนพยักหน้าเห็นด้วย และเหมือนกับฝีที่กลัดหนองอยู่ถูกกรีดให้แตกออก พวกเขาร้องไห้ พร้อมกันนั้นผมก็ชวนให้คนทั้งสองพูดความในใจกัน ต่างก็ละล่ำละลักพูดถึงความรักที่มีต่อกันอย่างยืดยาว

นี่คงเป็นตัวอย่างภาคปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่พอจะนำมาเล่าสู่กันฟังได้ ส่วนท่านพระไพศาลได้เน้นในเสวนาตอนท้ายว่า "คนเราควรได้พิจารณามรณานุสติอยู่บ่อยๆ นึกถึงว่า ถ้าฉันนอนหลับลงครั้งนี้แล้วไม่ตื่นอีก ถ้าฉันนั่งรถครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อเราพิจารณาอยู่บ่อยๆ จิตของเราจะว่องไว โดยปกติชั่วลัดนิ้วมือเดียวจิตเกิดดับแสนโกฏิดวง ถ้ามีเหตุที่จะทำให้เราตายในบัดดลในห้วงเวลาเพียง 2-3 วินาทีสุดท้าย เราก็ยังมีเวลาทันที่จะพิจารณาแล้วบรรลุธรรมได้ในห้วงวิถีจิตนั้น

เหตุฉะนี้พระพุทธเจ้าจึงมีพระดำรัสสุดท้ายก่อนปรินิพพานว่า "ขอผองเราจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเทอญ"

หนังสือแนะนำ
- ธรรชาติบำบัดใน
มือแพทย์คาถารักษาโรค
- สุขภาพผู้สูงอายุ
- กระดูกผูแคลเซียม