|
การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
 |
บทความจากมติชน |
ฉบับที่
1409 - 17 ส.ค.50 |
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล |
"หนูบอกพี่ว่าให้สู้
ตั้งใจให้ดีว่าพี่จะต้องหาย แต่พี่เขาก็ปวด บางครั้งก็เห็นพี่เหงื่อแตกพลั่ก
หนูก็ได้แต่บอกให้พี่สาวทำสมาธิ และหนูก็สวดมนต์ช่วย"
น้องสาวของคุณเซาะเจ็ง ผู้ป่วยมะเร็งคนหนึ่งพูดกับผมทั้งน้ำตา
ขณะเมื่ออยู่ข้างเตียงของพี่สาวที่นอนให้น้ำเกลืออยู่
คุณเซาะเจ็งเป็นมะเร็งระยะท้ายแล้ว และเพิ่งได้มีโอกาสมาให้ดูว่าธรรมชาติบำบัดจะช่วยอะไรเธอได้บ้าง
"ดิฉันก็พยายามจะทำสมาธิค่ะ
แต่มันปวดเหลือเกิน สมาธิก็ทำไม่ได้" ตัวคุณเซาะเจ็งบอก
ปัญหาแบบนี้ผมคิดว่าใครที่เป็นญาติของผู้ป่วยระยะสุดท้ายมักจะต้องประสบ
และก็อยู่ในสภาพที่ไม่รู้จะทำยังไงดี ผมลองจับหลักที่ได้รับจากการเสวนาธรรม
ที่ท่านพระไพศาล วิสาโลได้ให้คำปุจฉาวิสัชนาในเรื่อง "การดูแลผู้ป่วยระยะท้าย"
ก่อนหน้านี้มาเป็นเครื่องชี้นำดูว่าจะทำอะไรได้บ้างดังนี้ครับ
จากแนวคิดเบื้องต้นที่ว่า
อาสันนกรรม หรือกรรมจวนเจียนก่อนจะสิ้นชีวิตมีความสำคัญ
ที่จะช่วยให้จิตสุดท้ายของผู้ป่วยเป็นจิตกุศลหรือจิตอกุศล
ซึ่งส่งผลสู่ชาติภพข้างหน้าของผู้ป่วยไปในที่ที่ดีหรือไม่ดีได้
ดังนั้นจึงพอมีแนวทางว่า
1.เตรียมกาย
โดยใช้การแพทย์ประคับประคอง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรมาน
และจากไปสงบๆ
2.เตรียมจิต
ให้ผู้ป่วยหายกังวล โดยสามีภรรยาหรือลูกๆคอยให้ความอบอุ่นใจ
และสัญญาว่าจะอยู่ใกล้ๆคอยช่วยเหลือ พร้อมกันนั้นก็ให้ผู้ป่วยมีโอกาสพูดจาสั่งความกับลูกหลาน
ญาติพี่น้อง ขออโหสิกรรมแก่กันด้วย
3.น้อมใจให้ผู้ป่วยเห็นในสิ่งที่ดีงาม
เรื่องนี้มีเทคนิคว่า ลูกๆหรือญาติสนิทอาจหาโอกาสเผยความในใจที่ตนเองมีต่อผู้ป่วย
เช่น ลูกๆประทับใจในความดีงามของพ่อแม่อย่างไรบ้าง สามีหรือภรรยาเคยมีภาพประทับใจที่ดีต่อกันอย่างไร
ชื่นชมซึ่งกันและกันอย่างไร ความในใจเหล่านี้บางทีคนเราเมื่ออยู่ด้วยกันทุกวันๆ
ก็กลับละเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดความในใจสู่กันฟัง ในเมื่อรู้ว่าเหลือเวลาอยู่ด้วยกันน้อยแล้วก็ไม่ควรละเลยที่จะพูดจาในความดีงามที่มีต่อกัน
4.โน้มนำใจให้นึกถึงพระรัตนตรัย
อาจเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆที่ผู้ป่วยเคยนับถืออยู่ก็ได้
จิตที่โน้มนำไปเช่นนั้นจะมีระดับที่จิตใจที่สูงขึ้น ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเมื่อโน้มนำจิตใจไปเช่นนั้นช่วยลดความเจ็บปวดลงได้
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาวะจิตที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เรื่อยๆ
นับเป็นกุศลจิต ถ้าผู้ป่วยจะสิ้นชีวิตลงในภาวะนั้นก็จะไปสู่ภพภูมิที่ชอบ
5.สร้างบรรยากาศที่เป็นกุศล
ถ้าผู้ป่วยยังมีสติอยู่อาจจะชวนพูดคุยกันถึงบุญกุศลที่ผู้ป่วยเคยทำไว้
เช่น เคยทำบุญตักบาตร ทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ เคยทอดกฐิน
เคยร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก เคยร่วมสร้างอุโบสถสร้างพระประธาน
สุดแท้แต่ เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยอิ่มเอิบใจในบุญที่เคยกระทำ
การช่วยเหลือที่สูงกว่านั้น
ญาติอาจช่วยแนะนำการทำสมาธิภาวนา อาจช่วยกันสวดมนต์ไปพร้อมๆกันกับผู้ป่วย
ซึ่งเป็นวิธีสร้างบรรยากาศที่ดีได้ บ้างก็ใช้การทำสมาธิไปพร้อมกับผู้ป่วย
ส่วนการเปิดเทปเสียงสวดมนต์นั้น ขอให้ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย
เพราะการมีส่วนร่วมของทั้งญาติและผู้ป่วยจะมีน้อยกว่าการได้ลงมือทำด้วยกัน
พระไพศาลท่านเน้นย้ำว่า
"สติของลูกหลาน สมาธิของลูกหลานมีผลต่อผู้ป่วยด้วย" บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยหนักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว
เกรี้ยวกราด ซึ่งถ้าปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้น ผู้ป่วยจะยิ่งเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
เรื่องแบบนี้ญาติและลูกหลานเองควรมีสติ และช่วยให้ผู้ป่วยสงบ
ช่วยนำให้เขาทำสมาธิ หรืออย่างน้อยการกำหนดลมหายใจ กำหนดพุทโธก็ได้
หรือสูงกว่านั้นคือให้พิจารณาเวทนา
ผมได้ข้อคิดเหล่านี้และใช้ประสบการณ์ของตนเองอีกส่วนหนึ่ง
กล่าวแนะนำแก่คุณเซาะเจ็งและน้องสาว โดยกล่าวกับพวกเขาว่า
"หมอเข้าใจดีที่หนูพยายามบอกให้พี่สาวสู้
ส่วนพี่สาวก็คงจะบอกว่า พี่สู้แล้วนะ แต่มันเจ็บปวดจริงๆ
จะให้สู้ต่อไปยังไงอีก....เอาล่ะ ลองพิจารณาอย่างนี้ดีไหม
การเป็นมะเร็งน่ะมีหนักมีเบา การรักษามะเร็งก็อาจตั้งความหวังไว้หลายระดับเหมือนกัน
เริ่มจากหวังเพียงให้คุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้าย หรือยืดอายุให้อยู่ยืนยาวกว่าที่เคยถูกคาดคะเนไว้
แค่สองข้อนี้ก็อาจถือเป็นความสำเร็จแล้ว ส่วนถ้าบางคนเมื่อรักษาไป
ปรากฏว่าอยู่ยาวไปหลายปี นั่นก็อาจถือเป็นความสำเร็จขั้นสูง
แต่เราอย่าคาดหวังสูงจะได้ไม่เครียด เช่นตอนนี้อาจตั้งความหวังให้คุณเซาะเจ็งไม่ค่อยเจ็บปวดทุกข์ทรมานก็พอแล้ว"
คนทั้งสองพยักหน้า
"ทีนี้หมอขอถามหน่อยเถอะ
เคยมีความรับรู้หรือความเชื่อบ้างไหม ว่าคนเรามีเวียนว่ายตายเกิด
พูดง่ายๆว่า ความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่หรือเปล่า"
ผมลองชวนคุย
"เชื่อครึ่ง
ไม่เชื่อครึ่ง" ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกัน
ผมก็เลยใช้เวลาเล่าเรื่องการวิจัยของศาสตราจารย์เอียน
แอนเดอร์สัน ที่พิสูจน์เรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ โดยสัมภาษณ์เด็กที่ระลึกชาติได้
แล้วย้อนไปสอบหาข้อเท็จจริง เขาเก็บสถิติที่เชื่อถือได้เป็นกรณีจากทั่วโลกได้มากกว่า
2,000 ราย รวมทั้งกรณีที่พบในประเทศไทย มีกว่า 20 ราย
"แสดงว่าถ้าดูตามงานวิจัยนี้ เราแต่ละคนน่าจะมีการเวียนว่ายตายเกิดอย่างที่พระท่านสอนไว้
และวิทยาศาสตร์เริ่มมาพิสูจน์ความจริงเพราะฉะนั้นคนเราจึงไม่น่าจะต้องกลัว
ความตาย เลย เพราะเราก็เคยเกิดเคยตายมาแล้วหลายชาติภพ
แต่ชาวพุทธที่เข้าใจเรื่องนี้กลับกลัว การเกิด เพราะเขาถือว่าเกิดใหม่ก็เพื่อชดใช้กรรม
พระท่านจึงแสวงหาทางหลุดพ้นเพื่อจะได้ไม่เกิดอีก"
"มีผู้ป่วยบางรายที่หมอรักษาผ่านมือมาน่ะ
เขาคิดตก และบอกว่าร่างกายของเราก็เหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่
ถ้าเราป่วยมากนัก เหมือนเสื้อผ้าเปื่อยขาดกะรุ่งกะริ่งมากนัก
ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสียซิ คือยอมรับความตาย แล้วก็ไปเกิดในชาติภพต่อไป
คนแบบนี้คิดตก กลับไม่มีความเครียด พอไม่เครียดภูมิต้านทานก็เลยดีขึ้น
มะเร็งสงบไปก็มี" ผมเล่าต่อ ปรากฏว่าทั้งสองคนตั้งใจฟัง
ตอนนี้คุณเซาะเจ็งไม่มีทีท่าว่าปวดอีก
ผมเริ่มบอกให้เซาะเจ็งลองคิดว่าร่างกายนี้ก็เป็นเพียงเสื้อผ้าที่มาสวมใส่ชั่วคราว
ถ้าพอจะปะซ่อมได้ก็ซ่อมไป ซ่อมไม่ได้ก็ปล่อยใจให้พร้อมเพื่อจะผลัดเสื้อผ้าใหม่
ผมพูดเหมือนทีเล่นทีจริง แต่ดูคุณเซาะเจ็งพยักหน้า เหมือนยอมรับข้อคิดใหม่ในเรื่องนี้
ดูสีหน้าของเธอคลายความเคร่งเครียดไปตั้งเยอะ
"เอาล่ะ
ทั้งสองคนคงพอจะรู้อยู่ว่าความปวดน่ะ อาจสงบได้เมื่อใจมีสมาธิ
และบางทีคุณก็อาจได้ยินมาว่า เคยมีคนที่ป่วยเป็นมะเร็งหนักๆ
หันไปทำสมาธิภาวนา สุดท้ายก้อนมะเร็งยุบไป เพราะฉะนั้นบางคนก็ตั้งใจสวดมนต์หรือทำสมาธิอย่างเต็มที่
โดยใจลึกๆหวังว่าจะยุบก้อนมะเร็งได้ แต่หมอกลับมีข้อคิดว่า
ถ้าเราจะทำสมาธิหรือจะสวดมนต์ก็ดี ควรจะทำด้วยใจเป็นกลาง
ทำใจให้ปล่อยวาง"
ผมยกคำเทศนาของอาจารย์พระสิงห์ทน
นราสโภที่มักจะสอนว่า "เวลาอาตมาสวดมนต์ อาตมาจะสวดโดยไม่หวังสิ่งใด
คิดอยู่แต่ว่า ขณะนี้ฉันกำลังสวดมนต์อยู่ก็สวดให้ดีที่สุด
เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะขณะสวดมนต์เหมือนเราได้ทำบุญกิริยาวัตถุสิบอย่างครบถ้วนบริบูรณ์
สวดไปเรื่อยๆอะไรจะเกิดขึ้นก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นปล่อยให้มันเป็นไปเอง"
"เย็นนี้กลับไป
ก็ให้ทำสมาธิบ้าง สวดมนต์บ้าง แต่ให้ทำแบบปล่อยวางนะ ไม่ต้องหวังผลอะไร
ไม่ต้องคิดว่าจะสู้หรือถอยทั้งนั้น แล้วธรรมชาติมันจะเป็นไปเอง
ถ้าภูมิต้านทานจะดีขึ้นและอาการป่วยพอจะดีขึ้นได้ มันก็ดีของมันไปเอง
แต่ถ้าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว เราสวดมนต์ไปทำให้ใจสงบ ถ้าพอถึงคราวจะจากไป
ก็จะจากไปอย่างสงบสบาย" ทั้งสองคนพยักหน้าเห็นด้วย และเหมือนกับฝีที่กลัดหนองอยู่ถูกกรีดให้แตกออก
พวกเขาร้องไห้ พร้อมกันนั้นผมก็ชวนให้คนทั้งสองพูดความในใจกัน
ต่างก็ละล่ำละลักพูดถึงความรักที่มีต่อกันอย่างยืดยาว
นี่คงเป็นตัวอย่างภาคปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่พอจะนำมาเล่าสู่กันฟังได้
ส่วนท่านพระไพศาลได้เน้นในเสวนาตอนท้ายว่า "คนเราควรได้พิจารณามรณานุสติอยู่บ่อยๆ
นึกถึงว่า ถ้าฉันนอนหลับลงครั้งนี้แล้วไม่ตื่นอีก ถ้าฉันนั่งรถครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อเราพิจารณาอยู่บ่อยๆ
จิตของเราจะว่องไว โดยปกติชั่วลัดนิ้วมือเดียวจิตเกิดดับแสนโกฏิดวง
ถ้ามีเหตุที่จะทำให้เราตายในบัดดลในห้วงเวลาเพียง 2-3
วินาทีสุดท้าย เราก็ยังมีเวลาทันที่จะพิจารณาแล้วบรรลุธรรมได้ในห้วงวิถีจิตนั้น
เหตุฉะนี้พระพุทธเจ้าจึงมีพระดำรัสสุดท้ายก่อนปรินิพพานว่า
"ขอผองเราจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเทอญ"
หนังสือแนะนำ |
-
ธรรชาติบำบัดใน
มือแพทย์คาถารักษาโรค |
-
สุขภาพผู้สูงอายุ |
-
กระดูกผูแคลเซียม |
| |
|
|
|
|
|